การบูร สุขวิไลธารา โจทย์ บก.นิยาย หาสาระให้ความฟิน
2017-06-12 04:50:13

 

 

ชื่อของ การบูร สุขวิไลธารา บรรณาธิการสำนักพิมพ์บางรัก อาจจะไม่คุ้นหูใครหลายคน แต่เขาผู้นี้คือบรรณาธิการคัดสรรต้นฉบับหนังสือที่โด่งดังที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น นวนิยายซีรีส์บ้านไร่ปลายฝัน (สี่หัวใจแห่งขุนเขา), นวนิยายซีรีส์สุภาพบุรุษจุฑาเทพฯ, นวนิยายซีรีส์เดอะซิกส์เซ้นส์, นวนิยายซีรีส์เลือดมังกร, นวนิยายชุดลูกไม้ของพ่อ, นวนิยายชุดแม่ของแผ่นดิน และตรวนรักร้อยหัวใจ

 

ด้วยความช่ำชองในวงการนวนิยายและเข้าใจในรสนิยมของยุคสมัยเป็นอย่างดีของการบูร ชมรมบรรณาธิการไทย จึงได้เชิญมาร่วมพูดคุยถึงความเปลี่ยนแปลงของวงการนี้ในบ้านเรา รวมไปถึงสิ่งที่บรรณาธิการจำเป็นต้องตระหนัก ผ่านกิจกรรม Editor’s Talk on Stage ครั้งที่ 2 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

การบูรฉายภาพให้เห็นว่า ภาพลักษณ์ของบรรณาธิการในปัจจุบันนั้นแตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากเป็นระบบที่มีออนไลน์และโซเชียลมีเดียเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่ผ่านมาบรรณาธิการยุคก่อนอาจจะเป็นที่เคารพของนักเขียน แต่บรรณาธิการยุคนี้อาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักเขียนยุคใหม่อย่างรุนแรงก็เป็นไปได้

 

“ผมเคยโดนนักเขียนชวนมากินข้าวที่ศูนย์ประชุมฯ แล้วมาร่วมวงกัน 15 คน จากนั้นทุกคนก็มาพูดถึงการทำปกหนังสือที่ผมทำ การเขียนคำโปรย การจัดหน้าทุกอย่าง และมีคำพูดคำหนึ่งที่แรงมากคือ ใช้เท้าคิดหรือเปล่า ซึ่งผมก็มานั่งคิดว่าเป็นเฉพาะตัวเองหรือเปล่า แต่พอถามเพื่อนๆ หลายคนก็เป็น”

 

“ส่วนตัวผมเชื่อว่านักเขียนยุคหลังเขาเติบโตมาจากออนไลน์ ซึ่งมีนักอ่านค่อนข้างเยอะ ตรงนี้ทำให้หลายๆ อย่างเปลี่ยนไป เขารู้สึกว่าตอนที่เริ่มต้น เขาไม่จำเป็นต้องมีใคร อย่างนิตยสารออนไลน์ที่ผมทำนิยาย ผมทำไปเมื่อ 2 ปีก่อน และก็ปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว เหตุที่ปิดเพราะโลกมันเปลี่ยนไปมาก ผมทำนิตยสารเล่มนี้ออกทุก 15 วัน และก็เปลี่ยนเป็นทุก 10 วัน ผมเข้าใจเลยว่าทำไมนิตยสารหลายเล่มที่เป็นนิยายถึงอยู่ไม่ได้ เพราะคนอ่านไม่รอ”

 

“ขนาดเรื่องที่ผมเอามาลง 20 คน เป็นตัวพ่อตัวแม่ในยุคนี้ ทุกคนมีแฟนคลับเป็นหมื่นคน ยอดวิวเป็นล้าน แต่พอเอามาลงคนไม่รับ ต่อมาผมลองทำให้สั้นลง จากเดิมที่เคยทำ 40 ตอน เหลือ 18-22 ตอน แต่ปัญหาที่ตามมาคือ นักอ่านนิยายยุคนี้ไม่ชอบอ่านนิยายสั้นๆ อ่านไม่อิ่ม แล้วเวลาขายหน้าร้าน นิยายสั้นๆ ขายไม่ได้ คนอ่านไม่รับ เขาซื้อเล่มหนาๆ นักอ่านเป็นแบบนี้จริงๆ จนสุดท้ายผมตัดสินใจปิด ส่วนที่เหลือไปอ่านในเด็กดีแทน

 

“คำถามคือทำไมบางคนซึ่งมียอดขายอีบุ๊ก 200,000-300,000 บาท แต่มาทำกับผมแล้วขายไม่ได้ คำตอบที่เราพบคือเขาไม่อยากรอ ทำไมเขาต้องรอให้จบภายใน 1 ปีด้วย เพราะวันนี้ไม่จำเป็น เขามีทางเลือก ลงในเด็กดี ลงในธัญวลัย พอลงแล้วนักเขียนกับเขาสามารถสื่อสารกันได้รวดเร็วมาก ลงวันนี้ตอนแรก คนอ่านอารมณ์ค้างอาจจะขอนักเขียน คืนนั้นอาจจะได้อีกตอนก็ได้ ก็เหมือนทีวีช่อง 3 ช่อง 7 ที่จะต้องทำให้ละครจบเร็วขึ้น ถ้าปล่อยให้จบ 5-6 เดือน เรตติ้งยากแล้ว เพราะฉะนั้นต้องทำให้จบใน 10-20 ตอน ซึ่งตรงนี้มีผลให้นิตยสารอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเรื่องโฆษณาอย่างเดียว”

 

เพราะฉะนั้นโจทย์ของบรรณาธิการยุคใหม่จึงมีความท้าทายกว่าเดิมมาก เพราะมีหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงทั้งเรื่องการตลาด การสร้างฐานแฟนคลับ ที่สำคัญจะทำอย่างไรถึงจะสร้างงานคุณภาพได้ ในยุคที่คนไม่ได้ใส่ใจเรื่องคุณภาพมากนัก การบูรเปรียบเทียบให้ฟังว่านักเขียนยุคนี้น่าสงสาร เพราะเป็นยุคที่การแข่งขันสูงมาก เพราะฉะนั้นนักเขียนรุ่นใหม่จึงกังวลในเรื่องการสร้างฐานแฟนคลับอย่างมาก เนื่องจากเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างรายได้ คำถามหนึ่งที่นักเขียนพยายามทำให้ได้ คือการสร้างเรื่องให้ ฟินเพราะมองแล้วว่าจะเป็นช่องทางที่ทำให้คนสนใจมากที่สุด

 

“คำว่าฟินของเขาคือทำอย่างไรให้พระเอกนางเอกมาอยู่ด้วยกันเร็วๆ หวานกันไปหวานกันมา ล้มทับกันบ้าง แล้วคนอ่านก็ชอบด้วย ครั้งหนึ่งผมพยายามเขียนนิยายถอดจิ๋นซี บูเช็กเทียนมาเขียน ค้นหาข้อมูลสารพัด ออกมา 10 ตอน มีแฟนคลับ 40 คน บางคนก็บอกว่าผมลงผิดเวลา แต่พอลงตามเวลาที่เขาแนะนำก็ได้เท่าเดิม สุดท้ายก็เลยทำฟินๆ ให้พระเอกหล่อ รวย มีเสน่ห์ ส่วนนางเอกก็ให้ขายหอยแครงอยู่ที่ตลาด ซึ่งพระเอกก็ไม่ยอมแต่งงานเพราะไม่ถูกใจใครสักทีก็เลยโดนจับแต่งงานกับเด็กขายหอยแครง คืนเดียวมีแฟนคลับ 120 คน สิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัญหาของงานยุคนี้ เพราะไม่มีอะไรเลย มีแค่ฟินจิกหมอนเท่านั้น”

 

เพราะฉะนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่บรรณาธิการจะต้องมาช่วยกันคิดว่า จะทำอย่างไรให้นวนิยายรุ่นใหม่ไม่ได้ฟินอย่างเดียว แต่ต้องมีสาระและสามารถขายได้ เหมือนสมัยที่ลงนิตยสารสกุลไทยหรือขวัญเรือน

 

“ตอนนี้เปิดคอร์สเขียนนิยาย โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงคือก่อนเขียน ระหว่างเขียน และหลังเขียน ซึ่งก่อนเขียนเหมือนในสมองเด็กจะมีแต่คำว่าฟินกับไม่ฟิน แล้วก็ไม่รู้เป้าหมายในชีวิตว่าจะเป็นนักเขียนเพราะอะไร บางคนบอกอยากได้เงินเท่านั้นเอง ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะฉะนั้นเราควรจะคุยกับเด็กว่ามีเป้าหมายอะไร ผมถือเป็นบรรณาธิการสายเงิน คือค่าของผมถูกวัดด้วยเงิน ค่าทางการตลาด คือเราโลกสวยมากไม่ได้ เพราะอย่างนั้นขายไม่ได้ แล้วนักทุนก็จะตั้งคำถามร้อยแปดเหมือนเกมเศรษฐี

 

“ยิ่งวันนี้ผมทำสำนักพิมพ์ก็ยิ่งเข้าใจนายทุนมากขึ้น จากเดิมที่ไม่เคยสนใจอะไร แค่อยากทำ พอเขาบอกว่าไม่ได้ก็พยายามหาข้อดีให้ได้ 30 ข้อ ส่วนข้อเสียก็ลืมๆ ไป แต่พอมาลงทุนเองไม่ได้แล้ว อย่างน้อยๆ ต้อง 80 ข้อ ไม่อย่างนั้นเจ๊ง แล้วก็จะไม่มีโอกาสหลายๆ อย่างที่อยากทำ เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากให้วงการเติบโตก็ต้องหาโอกาสสร้างคุณค่าลงไปในนิยายแต่ละเรื่อง แม้อาจจะเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม” การบูรกล่าวทิ้งท้าย

 

 

< Jul 2017 >
SuMoTuWeThFrSa
      1
2345678
9101112131415
1617181920
21
22
23242526272829
3031