สุชาดา สหัสกุล ต่อยอดโลกหนังสือสู่ PUBAT 4.0
2017-06-28 04:47:48

 

 

ผ่านไปแล้วสำหรับการเลือกตั้งนายกและกรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย สุชาดา สหัสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท พาส เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งอุปนายกสมาคมฝ่ายในประเทศ โดยได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนสมาชิกด้วยคะแนน 155 เสียง ถือเป็นนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ลำดับที่ 13 นับตั้งแต่มีการก่อตั้งเมื่อปี 2502

 

แม้ตลอดระยะเวลาการเป็นกรรมการมาหลายปี สุชาดาจะมีบทบาทในการพัฒนาต่อยอดวงการหนังสือมากมาย ทั้งการผลักดันเรื่องมาตรฐานอาชีพ โครงการ ๑ อ่านล้านตื่น รวมไปถึงการสนับสนุนให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มวิชาชีพ จนนำไปสู่การจัดตั้งชมรมบรรณาธิการไทย และชมรมนักออกแบบภาพประกอบไทย ตลอดจนยังเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายเวที เช่น การเป็นคณะทำงานโครงการร่างแผนแม่บทส่งเสริมการเรียนรู้และการอ่านตลอดชีวิตของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

 

ทว่าการเข้ามาในฐานะของนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องฝ่าฟันไปให้ได้ โดยเฉพาะในยุคที่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าเป็นจุดเปลี่ยนของวงการหนังสือ ทั้งในแง่ของเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภค นับเป็นเรื่องท้าทายความสามารถอยู่ไม่น้อย จนนำไปสู่การผลักดันนโยบาย ‘PUBAT 4.0 ปรับ-เพิ่ม-ลด-สู่ทางรอด เพื่อช่วยให้เพื่อนสมาชิกสามารถดำเนินธุรกิจอยู่ได้อย่างยั่งยืนในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้

 

สำหรับประเด็นแรกที่นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ คนใหม่ตั้งใจจะผลักดันคือเรื่องปากท้อง เนื่องจากสมาชิกหลายรายมีปัญหาเรื่องเงินผัน ซึ่งวิธีหาเงินเข้าสู่บริษัทได้เร็วที่สุดคือ การซื้อขายออนไลน์ โดยสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ วางแผนว่าจะจัดอบรมหลักสูตรเรื่องนี้โดยเฉพาะ โดยเริ่มสอนตั้งแต่ขั้นพื้นฐานเพื่อให้สมาชิกมีทักษะเร็วที่สุด และสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ทันท่วงที เพราะต้องยอมรับว่าเวลานี้มีระบบการจัดจำหน่ายมีเครื่องมือใหม่ๆ มากมาย แต่ปัญหาคือสำนักพิมพ์และร้านหนังสือไม่ค่อยกล้าเปลี่ยนแปลงเท่าใดนัก ทำให้ระบบบางอย่างที่สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ เคยพยายามผลักดันไม่ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าสมาชิกเห็นปัญหาร่วมกัน เข้าใจ และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง โดยสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ รับหน้าที่เป็นตัวกลางเพื่อการสร้างองค์ความรู้ให้สมาชิก ก็เชื่อว่าจะสามารถผ่านปัญหาต่างๆ ไปได้ด้วยดี

 

“เรื่องการฝากขายเราต้องใช้กระดาษมากมาย ทั้งใบส่งของ ใบเก็บเงิน ใบวางบิล ถามว่าถ้าเราจับมือกัน ก็สามารถทำเป็นระบบให้เป็น Paperless (ใช้กระดาษให้น้อยที่สุด) ได้เลย ตรงนี้ถ้าทำก็ลดเวลา ลดค่าใช้จ่ายลงไปได้ ความจริงเราไม่จำเป็นต้องหายอดขายเยอะก็ได้ ถ้าลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ไปได้ คนหนึ่งคนสามารถทำงานได้หมดเลย แต่ที่ผ่านมามักกลายเป็นว่าความต้องการไม่เหมือนกัน หรือไม่กล้าเปลี่ยนแปลง บางคนก็คิดว่าระบบตัวเองดีอยู่แล้วเลยไม่ยอมเปลี่ยน ครั้งหนึ่งเราเคยพยายามทำเรื่อง Book Logistics แล้วทำไม่สำเร็จ เพราะร้านค้าไม่อยากเปลี่ยน สำนักพิมพ์ก็ไม่อยากเปลี่ยน ทุกคนหยุดอยู่กับที่ ซึ่งถ้าโลกยุคนี้ เศรษฐกิจ 4.0 ถ้ายังไม่กล้าเปลี่ยนแปลงอีกคิดว่าอันตรายแล้ว แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าปัญหาหนึ่งคือคนไม่อยากลงทุนเพราะต้องสูญเสียงบประมาณเยอะแยะ ตรงนี้สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พร้อมที่จะสนับสนุน ขึ้นอยู่กับสำนักพิมพ์และร้านค้าพร้อมจะปรับตัวหรือไม่”

 

ขณะเดียวกัน เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนซึ่งสมัครกันเป็นทีม ผู้สมัครแต่ละคนจึงมีนโยบายที่นำเสนอแตกต่างกันไป ตามความคิด ความสนใจและความถนัดของตนเอง ดังนั้นก่อนอื่นจึงจำเป็นต้องมาประชุมและพูดคุยกันว่า นโยบายต่างๆ นั้นมีเรื่องอะไรบ้าง และทำได้มากน้อยเพียงใดในระยะเวลา 2 ปี เพื่อกำหนดภารกิจของคณะกรรมการในวาระนี้ โดยประเด็นที่คาดการณ์ไว้แล้ว คือรูปแบบของงานเทศกาลหนังสือต่างๆ ซึ่งอาจจะขยับขยาย รวมไปถึงการลดช่องว่างการสื่อสารระหว่างสมาชิกและสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ

 

“เรื่อง Book Fair นี้ไม่เกี่ยวกับงานหนังสือในเดือนตุลาคม แต่เป็นเรื่องของรูปแบบงานทั้งหมด เช่น งานในต่างจังหวัด ซึ่งเรามองว่าทุกวันนี้มีทั้งขายได้และขายไม่ได้ เราเองก็อยากให้ทุกคนขายได้ เพราะการที่สมาชิกจะได้เงินสดมีอยู่ 2 เรื่องคือการขาย Book Fair และการขายออนไลน์ ซึ่งการที่จะทำให้งาน Book Fair ขายได้นั้น อาจจะต้องมีการขยายงาน และหาตัวช่วยเพื่อดึงคนเข้ามาให้มากที่สุด”

 

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ในสายตาของคนทั่วไป เนื่องจากเวลานี้คนทั่วไปมักมองว่าสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ มีบทบาทเพียงแค่การจัดงานเทศกาลหนังสือปีละ 2 ครั้งเท่านั้น เพราะฉะนั้นอนาคตสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ จะต้องขยายบทบาทไปสู่มิติอื่นๆ ให้มากขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมการอ่าน เพราะเวลานี้ภาครัฐกำลังจัดทำแผนแม่บทส่งเสริมการเรียนรู้และการอ่านตลอดชีวิต และเรื่องการศึกษาของเด็กปฐมวัย ซึ่งสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ อาจจะเข้าไปสังเกตการณ์และสนับสนุนให้นโยบายต่างๆ สามารถเกิดขึ้นจริง เพราะต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องการอ่านมักไม่สามารถดำเนินการได้ลุล่วง และหากมีการเปลี่ยนรัฐบาลก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่านโยบายจะคงอยู่ต่อไปหรือไม่ สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ จึงต้องเข้ามาเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้นโยบายทั้ง 2 เรื่องนี้ตกไป หากนโยบายเรื่องแผนแม่บทการอ่านฯ และการศึกษาปฐมวัยประสบผลสำเร็จ นอกจากจะช่วยพัฒนาการอ่านแก่เด็กและเยาวชนแล้ว ยังนำไปสู่การจัดซื้อหนังสือ ซึ่งสัมพันธ์กับการทำงานของสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ โดยตรง อย่างไรก็ดีระหว่างนี้ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ เองก็จะต้องพยายามแสวงหาความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงการเคลื่อนไหวด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดพลังทางสังคมขึ้นมา

 

“สมัยก่อนเราก็ไปจับมือกับคนนั้นคนนี้ทำงาน แต่บางทีเราก็อาจจะต้องทำเอง เรื่องหนึ่งที่คิดไว้คือการแนะนำหนังสือ คือต้องจุดประกายให้คนรู้สึกอยากอ่าน แล้วคนที่อยู่ในโลกโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่จะมีเน็ตไอดอล หรือบุคคลที่มีอิทธิพลทางความคิด ซึ่งเราก็มองว่าถ้าคนเหล่านี้ลุกขึ้นมาบอกว่าหนังสือเล่มนี้น่าอ่านก็น่าจะสร้างกระแสได้ นอกจากนี้ในโซเชียลมีเดียก็ยังมีกลุ่มต่างๆ ที่จับมือกันคุยเรื่องหนังสือหลากหลายมาก เราก็อาจจะเชิญเข้ามาคุย จับมือกันทำงานกับสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ได้หรือไม่ เพราะเชื่อว่าทุกคนมีพลัง เพียงแต่เรายังไม่เคยไปจับมือกับเขาให้มาช่วยกันทำงาน ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่คิดว่าน่าจะจับมือกันได้ คือสมาคมนักเขียนฯ ตอนนั้นเคยคุยกับคุณกนกวลี พจนปกรณ์ ช่วงที่ได้ตำแหน่งนายกสมาคมนักเขียนฯ ใหม่ๆ ก็ได้พูดถึงเรื่องการส่งเสริมการอ่าน คือทุกคนมองว่าถ้าเราทำเรื่องการอ่านให้มี Demand (อุปสงค์) ที่เยอะขึ้น ทุกอย่างก็ตามมาหมด เพราะงานของทุกคนเกี่ยวข้องกับการทำให้เกิด Demand ของการอ่าน ถ้ามีการอ่านเยอะขึ้น Demand เยอะขึ้น คนอยากซื้อหนังสือเยอะขึ้น ทุกคนก็จะมีงานทำเยอะขึ้นตามไปด้วย”

 

เช่นเดียวกับเรื่องการลดช่องว่างระหว่างสมาชิกกับสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ก็ถือเป็นอีกหัวใจที่จะทำให้งานของสมาคมขับเคลื่อนไปด้วยดี โดยนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ คนใหม่ ย้ำว่าโซเชียลมีเดียเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะฉะนั้นต่อไปก็เร่งเปิดกลุ่มไลน์เพื่อเชื่อมการสื่อสารผู้บริหารของสำนักพิมพ์ต่างๆ กับกรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ โดยตรง เนื่องจากที่ผ่านมาการสื่อสารมักจะผ่านช่องทางอีเมลเป็นหลัก ส่งผลให้หลายสำนักพิมพ์ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างทันท่วงที โดยแนวทางที่วางไว้คือการแบ่งตามกลุ่มประเภทหนังสือ เช่น หนังสือเด็ก หนังสือเก่า ฯลฯ เพื่อให้การสื่อสารกระชับและคล่องตัวมากที่สุด

 

นอกจากงานเร่งด่วนที่ว่าไปแล้ว อีกภารกิจหนึ่งที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องจากคณะกรรมการชุดเดิมคือ เรื่องมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ โดยเวลานี้ถึงขั้นตอนของการพัฒนาองค์กรรับรองสมรรถนะบุคคลตามมาตรฐานอาชีพธุรกิจหนังสือและสิ่งพิมพ์ให้เข้มแข็งขึ้น และทำให้ผู้คนในวงการเล็งเห็นประโยชน์ของการมีมาตรฐานอาชีพ โดยนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ตั้งใจว่าจะนำเรื่องนี้มาเชื่อมต่อกับนโยบาย PUBAT Business Center ที่เคยประกาศไว้ เพราะระบบศูนย์กลางดังกล่าว คือการจัดสรรพื้นที่พบปะระหว่างคนทำหนังสือด้วยกัน เป็นตลาดงาน คนหางาน งานหาคน

 

“สมมติว่ามีคนที่สอบได้ระดับใดๆ ก็ตาม เราก็สามารถนำไปประกาศต่อได้ ถือเป็นช่องทางให้พวก Freelance ได้ เพราะเวลานี้สำนักพิมพ์บางแห่งหาคนทำงานไม่ได้ แล้วก็จะคุยกันไปมาอยู่แค่นี้ แต่ถ้าเราเป็น Center โดยไม่ได้เก็บเงินเก็บทองอะไร คนอยากหางานก็เอา Profile ตัวเองมาลง หรือคนที่อยากหาคนทำงานก็มาเลือกดูว่ามีคนที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะระบบสำนักพิมพ์ปัจจุบันเชื่อว่า Freelance เยอะ เนื่องจากระบบเศรษฐกิจทำให้หลายแห่งไม่อยากจ้างคนประจำ แต่คำถามคือ Freelance อยู่ตรงไหน บางสำนักพิมพ์ไม่รู้ ดังนั้นถ้าเราทำไปทำ Business Center ก็จะทำให้เกิดการ Matching กันพอดี”

 

ระยะเวลา 2 ปีจากนี้อาจจะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ยาวนานและเพียงพอสำหรับการเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างของธุรกิจหนังสือและสิ่งพิมพ์ แต่ก็เชื่อว่าจากนโยบายต่างๆ ที่นายกและกรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ จะช่วยกันดำเนินการต่อไปนั้นก็คงให้เห็นทิศทางและแนวโน้มที่ดีของวงการได้ อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้จะเห็นภาพชัดเจนกว่านี้ หากสามารถดึงกระแสสังคมให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในแนวร่วมของการขับเคลื่อนได้อย่างจริงจัง เพราะยิ่งมีคนสนับสนุนมาก โอกาสที่ภาคส่วนต่างๆ ที่มีอำนาจจะหันมาสนใจก็ยิ่งมีมากขึ้น

 

“เรื่องหนังสือไม่ใช่สินค้าบริจาคน่าจะกระตุ้นต่อมความคิดของผู้คนได้ เพราะเท่าที่แตะเรื่องนี้มาไม่ใช่แค่คนทำหนังสือเท่านั้น แม้แต่คนทั่วไปก็เห็นด้วย เพราะเรารู้แล้วว่า คุณเอาไปบริจาคให้เขาแล้วนี่เป็นการส่งเสริมการอ่านหรือไม่ ถือเป็นประเด็นหนึ่งที่เราจะหยิบขึ้นมาทำให้ได้ในวาระนี้ ซึ่งถ้าทำสำเร็จก็จะช่วยสร้าง Demand ได้ชัดเจน และภาครัฐเองก็ต้องหันมากลับสนับสนุนงบประมาณในการซื้อหนังสือสาธารณะมากขึ้น”

 

สุดท้ายนี้นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ คนใหม่ ได้ฝากข้อคิดถึงสมาชิกทุกคนว่า ปัจจุบันโลกเราได้ก้าวมาถึงยุค 4.0 แล้ว เพราะฉะนั้นทุกคนต้องยอมเปลี่ยนแปลงและปรับตัว เพราะถ้าไม่ยอมเปลี่ยนสุดท้ายก็จะต้องสูญพันธุ์ไปจากตลาดธุรกิจ และที่สำคัญสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ต้องการความร่วมมือจากสมาชิก เพราะถ้านโยบายใดที่ไม่ได้รับความร่วมมือ ก็ย่อมไม่มีทางที่จะสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้อย่างแน่นอน

 

 

 

< Jul 2017 >
SuMoTuWeThFrSa
      1
2345678
9101112131415
1617181920
21
22
23242526272829
3031