อรรถ บุนนาค มาตรฐานบรรณาธิการที่ไม่หยุดนิ่ง
2017-05-31 06:01:42

 

 

แม้จะเป็นเพียงสำนักพิมพ์เล็กๆ ที่ก่อตั้งมาไม่กี่ขวบปี แต่สำนักพิมพ์ JLIT ก็ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางในฐานะผู้ผลิตงานคุณภาพที่สามารถครองใจผู้อ่านทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่นิยมเสพวรรณกรรมญี่ปุ่นดีๆ ที่อ่านไม่ง่าย แต่สนุกและไม่ตกรุ่น

 

ชมรมบรรณาธิการไทยจึงได้เชิญตัวแทนของสำนักพิมพ์เข้ามาร่วมพูดคุย ในกิจกรรม Editor’s Talk on Stage ครั้งที่ 2 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถือแนวทางในการสร้างสรรค์งาน และบทบาทของบรรณาธิการในยุคปัจจุบัน

 

อรรถ บุนนาค ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการสำนักพิมพ์ JLIT กล่าวอย่างติดตลกว่า คุณสมบัติอย่างหนึ่งของบรรณาธิการคือ ต้องเป็นคนนิสัยไม่ดี ไม่เช่นนั้นก็คงไม่สามารถจับผิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในงานต้นฉบับที่ตรวจได้ อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าการที่มาเริ่มทำสำนักพิมพ์ซึ่งตีพิมพ์วรรณกรรมคลาสสิกสมัยใหม่ของญี่ปุ่นนี้เกิดขึ้นด้วยความชอบส่วนตัว และก็ไม่ได้คิดว่าจะได้ตอบรับจากผู้อ่านมากเช่นนี้ เพราะถือเป็นการทำเรื่องยากและไม่ได้อยู่ในกระแสปัจจุบัน

 

“ตอนที่เราทำนวนิยายเล่ม สูญสิ้นความเป็นคน เรารู้ว่าเป็นหนังสือที่อ่านยาก แต่เราก็ตั้งใจเพราะเราเห็นกลุ่มฐานผู้อ่านในเมืองไทย หลังจากเมื่อสิบกว่าปีก่อนเคยทำสำนักพิมพ์ใหญ่ เราก็คิดว่าฐานของกลุ่มแมสสามารถพัฒนาอ่านเรื่องยากๆ ได้ เราก็คาดหวังอยู่ประมาณ 2,000 คน โดยแปลกันเอง เป็นบรรณาธิการกันเอง คือเราก็ยอมรับว่าการแปลวรรณกรรมที่เป็นภาษาเฉพาะทาง รายได้นั้นถ่มถุยมาก ทั้งที่ความเป็นจริงคนที่จะแปลงานภาษาญี่ปุ่นได้ต้องมีความสามารถเทียบเท่าล่ามแบบฉับพลัน ซึ่งเรตราคาของล่ามทันควันคือ 18,000 บาทต่อ 8 ชั่วโมง และต้องใช้อย่างต่ำ 2 คน และถ้าเป็นประชุมเฉพาะทางต้องใช้ 4 คน แล้วใครจะมาแปลนวนิยายที่ใช้เวลา 6 เดือน แล้วยังถูกบรรณาธิการแก้ บางทีแปลแล้วไม่ใช่ไม่อินก็ต้องแปล เพราะฉะนั้นบรรณาธิการก็ต้องมีหน้าที่ปลอบประโลม ใช้ทั้งไม้นวมไม้แข็งช่วยกันไป

 

“ตอนแรกที่ทำงานบรรณาธิการต้นฉบับ เราก็ใช้มาตรฐานของบรรณาธิการญี่ปุ่น ก็ทำจนโดนเจ้านายด่า เพราะเราไปดูแลนักแปลถึงขั้นถ่ายเอกสารทั้งหมดที่นักแปลจะใช้ บางครั้งก็ถ่ายรูปสำคัญๆ ที่ปรากฏในเนื้อเรื่อง หรือช่วงที่แปลนิยายวิทยาศาสตร์ แต่นักแปลเป็นสายอักษรศาสตร์ เราก็ติดต่อรุ่นพี่ที่รู้จักเพื่อขอไปดูห้องวิจัยทั้งหมดว่าเครื่องตัดเครื่องแยกดีเอ็นเอเป็นอย่างไร ซึ่งในเมืองไทยถือว่าทำเยอะเกิน ซึ่งถ้ามาคิดเรื่องต้นทุนก็ถือว่าเยอะจริงๆ ซึ่งถ้าคิดในแง่การขายก็ไม่คุ้ม แต่คนที่สนิทกันในสายญี่ปุ่นก็พยายามสร้างมาตรฐานตรงนี้ไว้ คือเช็กกันละเอียด ติกันโดยไม่โกรธกัน ซึ่งถือเป็นข้อดีของนักแปลสายเฉพาะทางที่จะอยู่กันเป็นกลุ่ม เป็นพี่น้องกัน คุ้นชินกับงานเหล่านี้ สามารถแตะงานกันได้”

 

อย่างไรก็ดี เมื่อบรรณาธิการมาทำสำนักพิมพ์เองก็ต้องพยายามใช้ทักษะและใช้บทเรียนที่เคยประสบมาเพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น ตัวอย่างที่อรรถยกขึ้นมาเล่าให้ฟังคือ เรื่องสายส่ง เพราะนอกจากสำนักพิมพ์จะต้องเสียเงินให้สายส่งเป็นจำนวนมากแล้ว อีกข้อเสียหนึ่งที่ปรากฏขึ้นคือการที่ไม่มีรายงานว่าปัจจุบันหนังสือที่ส่งไปอยู่ในจุดใดบ้าง ส่งผลให้กลายเป็นปัญหาเวลาบริหารจัดการหนังสือเป็นอย่างมาก

 

“สมัยที่เรายังทำที่เก่าเคยเกิดปัญหาหนังสือไม่มีวางหน้าร้าน เราก็เลยคิดว่าหนังสือหมดแล้ว พอถามสายส่งก็ได้รับคำตอบว่ามีเท่าที่เห็น พอคนอ่านเข้ามาคอมเมนต์ว่าหาหนังสือไม่ได้ ก็พิมพ์ใหม่ รอบที่ 2-3-4 พอ 2 ปีผ่านมาหนังสือกลับมามหาศาล สภาพเปื้อนฝุ่นขายไม่ได้แล้ว ก็ได้ไปขายร้านหนังสือเก่า ทำให้มูลค่าหนังสือสูญเสียไป พอทำสำนักพิมพ์เอง ในฐานะบรรณาธิการบริหารหรืออำนวยการ ก็ต้องมีความรู้เรื่องตัวเลขและเรื่องละเอียดยิบย่อย ซึ่งเป็นคุณภาพที่ทุกคนจำเป็นต้องมี แม้จะยากลำบากก็ต้องฝืนทำ”

 

ส่วนทิศทางต่อไปในอนาคตเชื่อว่าแนวโน้มของหนังสือกระดาษกำลังกลับมา เพราะนักอ่านกำลังมีอายุน้อยลง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกระแสจินยองอ่านเมื่องานมหกรรมหนังสือระดับชาติ เมื่อปี 2559 ทำให้วงการหนังสือคึกคักอย่างมาก ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงกระแสเท่านั้น แต่ยังต่อยอดไปสู่การอ่านอย่างจริงจัง รวมทั้งมีการวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลมีเดีย ซึ่งแม้จะเป็นคำวิจารณ์ที่ดีหรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยๆ ก็ถือว่าได้สร้างประสบการณ์การอ่านให้แก่เด็กรุ่นใหม่แล้ว และสามารถขยายฐานผู้อ่านได้มากขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีของการสร้างฐานวัฒนธรรมการอ่านในเมืองไทย

 

 

< Jun 2017 >
SuMoTuWeThFrSa
    123
45678910
11121314151617
18192021
22
2324
252627282930