ดรุณบรรณาลัย ห้องสมุดปฐมบทของเด็กปฐมวัย
2017-06-20 00:15:46

 

 

 

เพราะ 7 ขวบแรกในชีวิตของเด็กคือก้าวย่างสำคัญที่สุดของการเรียนรู้ ห้องสมุดหนังสือภาพสำหรับเด็กเล็กแห่งแรกของประเทศไทยจึงถือกำเนิดขึ้นในบ้านโบราณ 2 ชั้น ณ ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาการราชานุกูล ซอยเจริญกรุง 34 กรุงเทพมหานคร โดยมีมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กกับสถาบันราชานุกูล เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการดำเนินการ ภายใต้งบประมาณสนับสนุนของมูลนิธิสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อีกทั้งยังได้บริษัท แปลน อาร์คิเทค จำกัด เข้ามารับผิดชอบในเรื่องการออกแบบห้องสมุดให้เหมาะสมกับเด็กอย่างแท้จริง

 

จุดเด่นของห้องสมุด ดรุณบรรณาลัย คือการออกแบบโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่เด็กและผู้ปกครองจะใช้งานห้องสมุดอย่างคุ้มค่าที่สุด สังเกตได้ตั้งแต่ชั้นวางหนังสือที่อยู่ระดับที่เด็กสามารถหยิบได้ วิธีการจัดวางหนังสือที่ไม่เรียงตามสันหนังสือ แต่วางให้เห็นหน้าปกเพื่อให้ง่ายต่อการเห็นของเด็ก และที่ชั้นวางนั้นทางบรรณารักษ์จะทำสติ๊กเกอร์ติดไว้ด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเด็กหรือผู้ปกครองหยิบไปอ่าน และจะนำมาเก็บก็เพียงเทียบปกกับสติ๊กเกอร์เท่านั้นเอง หรือแม้แต่การจัดวางที่นั่งสำหรับอ่านหนังสือเป็นเบาะ ซึ่งเด็กสามารถนั่งอ่านหรือนอนอ่านก็ได้ ถือเป็นการสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายได้

 

“การอ่านหนังสือ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องสมุดอย่างเดียว แต่เราจะมีบันไดสายรุ้ง ซึ่งออกไปข้างหลังก็จะเป็นสนามหญ้า พ่อแม่อาจจะเอาหนังสือออกไปนั่งอ่านข้างนอกก็ได้ หรือใช้ทำกิจกรรมก็ได้ เด็กบางคนก็ใช้คลาน หัดเดิน”  สุธาทิพ ธัชยพงษ์ รองประธานมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ในฐานะผู้อำนวยการห้องสมุดดรุณบรรณาลัยกล่าว

 

เพราะห้องสมุดเห็นความสำคัญของหนังสือ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีต่อพัฒนาการของเด็กไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ทุกอย่างจึงดำเนินการด้วยความพิถีพิถัน มีคณะทำงานเพื่อพิจารณากลั่นกรองทุกกระบวนการ โดยเฉพาะหนังสือทุกเล่มที่ถูกคัดเลือกเข้ามาในดรุณบรรณาลัยนั้น จะแบ่งตามช่วงอายุของเด็ก คือตั้งแต่ 0-1 ปี 1-3 ปี และ 3-5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กมากที่สุด  

 

“เราไม่ได้พิจารณาเลือกหนังสือดีเด่น แต่เลือกหนังสือที่เหมาะ ซึ่งหนังสือในห้องสมุดจะมีที่ผ่านการคัดสรรย้อนหลังไป 5 ปี แล้วเราก็จะมีหนังสือเด็กของต่างประเทศด้วย ทั้งภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี เพราะหนังสือที่เราคัดมาเป็นหนังสือภาพ ซึ่งภาพก็ต้องสวย ชัดเจน การวางภาพถูกต้อง ส่วนเนื้อหานั้นมีน้อย เพราะถ้าเนื้อหาเยอะๆ ก็จะเหมาะสมเด็กประถมฯ ที่เด็กเริ่มอ่านหนังสือเองได้แล้ว”

 

นอกจากนี้ อีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มห้องสมุดแห่งนี้ ก็คือพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมกับบุตรหลานด้วย โดยบรรณารักษ์จะคอยแนะนำการใช้ห้องสมุดอย่างไรจึงจะเหมาะสม ซึ่งการจับหนังสือ วิธีการชี้นิ้ว เวลาที่อ่านหนังสือให้เด็กฟัง เพราะห้องสมุดอยากให้พ่อแม่รุ่นใหม่เลี้ยงลูกด้วยหนังสือมากขึ้น

 

“ในช่วงปีเศษจะมีพ่อแม่ประมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์ที่อ่านหนังสือเองกับลูก ซึ่งเขาคงอ่านที่บ้านอยู่แล้ว ส่วนที่เหลือก็จะเป็นกลุ่มที่พาลูกมาร่วมกิจกรรม แล้วทุกวันอาทิตย์ บ่าย 2 โมง เราจะมีกิจกรรมเรื่องการอ่านหนังสือสัก 4-5 เล่ม แล้วก็มีกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับหนังสือที่อ่าน ซึ่งพ่อแม่ชอบพาลูกมา คำถามคือจะทำอย่างไรให้พ่อแม่ร่วมเรียนรู้ด้วย เราจึงทำเวิร์กช็อปทั้งสำหรับเด็ก สำหรับผู้ปกครอง ซึ่งเมื่อปลายปี 2559 เราก็มีการทำแบบสอบถามว่าผู้ปกครองประสงค์จะเรียนรู้ในเรื่องใด เราก็จะไปจัดหาวิทยากรมาให้”

 

นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558 การดำเนินงานของห้องสมุดดรุณบรรณาลัยมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความนิยมจากกลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครองที่อยากจะพัฒนาบุตรหลานของตนเองให้มีพัฒนาการสมวัย อย่างไรก็ดีต้องยอมรับว่า ห้องสมุดเองก็ต้องพัฒนาตัวเองอีกมาก โดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลางของชุมชน เพราะความตั้งใจดั้งเดิมของห้องสมุดแห่งนี้ รวมไปถึงการเป็นศูนย์ให้บริการสำหรับเด็กพิเศษ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของสถาบันราชานุกูล แต่ที่ผ่านมา การทำงานกับสองกลุ่มนี้ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น พ่อแม่ที่ยังไม่เข้าใจ เป็นต้น

 

“ผู้มาใช้บริการส่วนใหญ่จะเป็นชนชั้นกลาง ซึ่งไม่ได้อยู่แถวนี้ แต่พอเขาเห็นข่าวที่ประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียล มีเดีย ก็เลยพาลูกมา จากช่วงปี 2559 ในช่วง 6-7 เดือนแรกจะเป็นเด็กค่อนข้างโตระดับอนุบาลมา แต่หลังจากเราเป็นที่รู้จักมากขึ้น กลายเป็นว่าพ่อแม่ที่มีลูกเล็กต่ำกว่า 4 ขวบจะมาเยอะขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมที่เราจัดทุกวันอาทิตย์ ครั้งหนึ่งมีเด็กไม่ต่ำกว่า 30 คน ซึ่งถือว่าน่าดีใจที่มีจำนวนครอบครัวที่เข้าร่วมสูงขึ้น มีหน้าใหม่ๆ เข้ามาร่วมด้วย”

 

สำหรับการพัฒนาดรุณบรรณาลัยในอนาคต สุธาทิพกล่าวว่า ความตั้งใจสำคัญของการทำห้องสมุดแห่งนี้ก็เพื่อเป็นต้นแบบให้หน่วยราชการต่างๆ นำไปต่อยอดเพื่อให้บริการกับผู้คนในท้องถิ่นของตนเอง เพราะการส่งเสริมการอ่านตั้งแต่วัยเยาว์นับเป็นการสร้างวัฒนธรรมการอ่านที่ยั่งยืน ซึ่งกระบวนการเช่นนี้มีหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จ อาทิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีคนเปลี่ยนบ้านของตัวเองเป็นห้องสมุด แล้วก็จะมีผู้ปกครองมาเป็นอาสาสมัครมาอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ซึ่งทั่วประเทศญี่ปุ่น มีห้องสมุดลักษณะนี้ราวๆ 5,000 แห่ง นอกจากนี้ยังมีการรวมห้องสมุดเล็กๆ มาเป็นห้องสมุดใหญ่ ซึ่งหากโมเดลนี้สำเร็จ ก็เชื่อว่าการอ่านในสังคมจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้นไป

 

 

 

< Jul 2017 >
SuMoTuWeThFrSa
      1
2345678
9101112131415
1617181920
21
22
23242526272829
3031