เริงวุฒิ มิตรสุริยะ อินดี้มืออาชีพวงการหนังสือ
2017-03-06 05:01:08

 

 

               ในวงการหนังสือเมืองไทย มีคนในวิชาชีพนี้ที่ผ่านการเคี่ยวกรำความเป็นมืออาชีพจากประสบการณ์นับหลายสิบปี เรียนรู้ในฐานะมดงานและผู้ชำนาญการทั้งระบบ เป็นทั้งบรรณาธิการและคนควบคุมสายการผลิตหนังสือ รวมไปถึงการเป็นนักเขียนผลิตงานในแนวต่างๆ ด้วยชั่วโมงบินที่ยาวนาน จนมาตั้งสำนักพิมพ์อิสระของตัวเอง ล้มลุกคลุกคลานมาหลายรอบ แต่ยังผาดโผนเผ่นผายกับธุรกิจหนังสืออย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น ทรงตัว หรือขาลงก็ตาม

                ประสบการณ์และบทเรียนในวงการหนังสือ รวมถึงธุรกิจหนังสือที่ เริงวุฒิ มิตรสุริยะ ผ่านและพานพบจึงมีค่ายิ่ง และสะท้อนภาพของอุตสาหกรรมหนังสือในมุมเล็กๆ ของคนเล็กๆ ที่ทำสำนักพิมพ์เล็กๆ ได้เป็นอย่างดี

 

มองภาพรวมของอุตสาหกรรมและธุรกิจหนังสือในปัจจุบันนี้อย่างไรบ้าง

ส่วนใหญ่เขาก็มองกันว่า ธุรกิจหนังสือเล่มนี่เป็นธุรกิจประเภทขาลงแล้ว ตะวันกำลังจะตกดินอะไรทำนองนั้น แต่สำหรับผม ไม่ได้คิดอย่างนั้น ผมมองว่า มันก็เป็นอย่างนี้ และเป็นอยู่อย่างนี้ไม่เปลี่ยนแปลงมาแต่ไหนแต่ไร มีช่วงขาขึ้นบ้างเป็นพักๆ แล้วก็มีตกต่ำเป็นช่วงๆ แน่นอนว่าในภาพรวมทั่วโลก ธุรกิจประเภทนี้อาจตกต่ำลง คนอ่านหนังสือน้อยลง ซื้อหนังสือน้อยลง เราเลยมามองว่าของเราก็น้อยตามด้วย แต่ผมไม่เชื่อแบบนั้น ทั้งนี้เพราะของเรามันน้อยอยู่แล้ว น้อยมาตั้งแต่ต้น คนไทยเพิ่มจำนวนขึ้นจาก 30-40 ปีที่แล้ว แต่จำนวนคนอ่านหนังสือ ไม่ได้เพิ่มจำนวนตามอัตราส่วนของประชากรไปด้วย หรือถ้าเพิ่มก็เพิ่มแบบตามอัตราที่น้อยมาแต่ต้น ดังนั้นผมเลยไม่ห่วงอะไร

                คราวนี้ หากลงไปที่รายละเอียด ถามว่าหนังสืออะไรที่ขายยาก ในปัจจุบัน ในสายตาผมมองว่าเป็นหนังสือแมสหรือหนังสือตามกระแสตลาด เนื่องจากหนังสือพวกนี้จะอายุสั้น หากเลยช่วงเลยเหตุการณ์ไปแล้วลูกค้าก็ไม่สนใจ แต่หนังสือที่น่าจะมียอดขายดีขึ้นคือหนังสือที่เน้นคุณภาพ ทั้งแนววิชาการ วรรณกรรม หรือประวัติศาสตร์ดีๆ  เรื่องแปลดีๆ หนังสือพวกนี้ก็เห็นว่ายังขายได้ ถ้าเทียบกับอัตราที่เคยพิมพ์ในอดีต 2,000 เล่ม แล้วขายได้ 800 เล่ม วันนี้อาจขยับยอดขายขึ้นด้วยซ้ำ และมีแนวโน้มว่าจะมียอดขายดีขึ้นด้วย

                อย่างที่ว่าหนังสือแมสจะเริ่มขายยาก ถามว่าใครเดือดร้อน คำตอบคือสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ที่เคยกอบโกยกับงานแบบนี้ มาวันนี้ก็ต้องลดนั่นโน่นนี่ แต่สังเกตดูสำนักพิมพ์เล็กๆ ที่เพิ่งเกิดใหม่พิมพ์งานคุณภาพไม่ว่าจะเป็น สมมติ กำมะหยี่ เออร์เนสท์ เม่นวรรณกรรม อะไรพวกนี้เริ่มมีที่นั่งที่ยืนที่ชัดขึ้น แม้ไม่ถึงกับเติบโตยิ่งใหญ่ แต่โมเดลของเขามีแค่นี้ เขาไม่ต้องแบกอะไรมาก สำนักพิมพ์อย่างนี้แหละที่จะอยู่ได้ในอนาคต

 

มองตลาดหนังสือซีเรียส ประเภทองค์ความรู้ ประวัติศาสตร์ และวรรณกรรมอย่างไร

ก็มองว่ามันคือหนังสือประเภทหนึ่งที่ถูกจำกัดความให้ว่า ซีเรียส แต่ผมไม่ซีเรียสกับมันด้วย ผมกลับชอบมันเสียด้วยซ้ำ เพราะมันทำให้ผมได้ความคิดเพิ่ม ได้ความรู้เพิ่ม แต่เมื่อถามว่าในแง่การตลาดแล้ว หนังสือยังไม่ได้ผลิตออกมาเลย แค่บอกว่าจะทำหนังสือประวัติศาสตร์หรือวรรณกรรม คนก็จะส่ายหน้าว่าขายยาก ขายไม่ออกแล้วเท่านั้น แต่ผมพูดจริง

อยู่วงการคนเขียนหนังสือทำหนังสือใกล้จะ 30 ปี ผมไม่เคยเชื่อเลยว่า วรรณกรรมหรือประวัติศาสตร์ขายไม่ออก  อยู่ไม่ได้ และมาจนถึงวันนี้ที่ระบบนิเวศของวงการหนังสือกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้ง หนังสือประเภทนี้แหละที่จะกลับมาเป็นสินค้าหนังสือของแท้ที่ดำรงคงอยู่ อันนี้ในสายตาผมนะ รวมไปถึงหนังสือที่ชัดเจนในแนวทางของตนเองและมีกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ คือให้ความสำคัญกับนักเขียน บรรณาธิการ การพิมพ์ การออกแบบ อะไรพวกนี้ ไม่ใช่สักแต่ทำๆ ออกมาแล้วส่งขาย

 

ทำไมจึงคิดมาตั้งสำนักพิมพ์อีกครั้งหลังจากห่างหายไปหลายปีในการทำธุรกิจหนังสือ

ได้ทำมาหากินในสิ่งที่ตัวเองชอบตัวเองรัก คือผมไม่ได้ตั้งโจทย์ให้กับชีวิตว่า ทำอะไรแล้วต้องรวย แต่ผมวางเป้าหมายเอาไว้ว่า สิ่งที่ทำต้องเลี้ยงตัวเองได้ พูดให้ง่ายเข้าก็คือ ผมเอาอุดมคติของผมมาทำมาหากิน และก็พยายามนำมันให้เข้ากับสิ่งที่เป็นอยู่ให้ได้ เพราะผมเชื่ออย่างนั้น ทำแล้วต้องสนุกและมีความสุขกับมัน นั่นละคือการทำงานที่ผมจะให้ชีวิตของผมเป็น

ดังนั้นจึงต้องเข้าใจก่อน ว่าผมไม่ได้หายไปไหน ผมยังเลี้ยงครอบครัวผมจากธุรกิจหนังสือมาตลอดเวลา ที่สำคัญมันก็ทำให้อยู่ได้แบบดูดีด้วยซ้ำ เพียงแต่ก่อนหน้านี้ผมไม่อยากออกหน้า แบบคิดว่าไม่จำเป็นที่ต้องออกมาบอกใครต่อใครว่าเราทำอะไรอย่างไร แต่ทุกคนรอบข้างรู้ดีว่าผมยังทำหนังสืออยู่และทำมันจริงจัง พิสูจน์ให้ตัวเองและคนอื่นๆ เห็นแล้วว่า ผมทำได้นะ แต่ตอนนี้ที่ต้องมาออกหน้าอีกครั้งก็เพราะความเปลี่ยนแปลงที่ตอนแรก ผมรู้สึกแค่เบื่อๆ งานพิมพ์หนังสือ บริหารหนังสือ ผมเลยคิดว่า อยู่บ้านเขียนหนังสือน่าจะสบายกว่า ผมพักไปแค่ปีเดียวหวังจะเขียนหนังสือ แต่สุดท้ายกลิ่นกระดาษกับหมึกก็เรียกร้องตัวเอง ครั้นจะให้กลับไปที่เก่าก็ดูจะโลเลไป เลยตัดสินใจทำเองเถอะ ทำแบบเงียบๆ เอาเฉพาะงานที่ชอบที่รัก และคิดหรือเห็นช่องว่าทำไม่ให้มันขาดทุนได้ก็พอ พอเลี้ยงตัวเอง คือเป็นคำตอบที่ขยายมาจากข้อก่อนหน้าละครับ คือผมไม่ได้อยากรวยอะไร แต่อยากให้หนังสือขายได้นะ

 

ประสบการณ์จากสำนักพิมพ์ยิปซี ที่ไปร่วมก่อตั้งและทำงาน ช่วยให้มุมมองด้านการตลาดหนังสือ และกลยุทธ์ต่าง ๆ เปลี่ยนจากอดีตอย่างไรบ้าง

ไม่เปลี่ยนเลย โมเดลของยิปซี คือโมเดลที่ผมคิดและเชื่อแบบนี้มานับแต่ต้น ผมกำหนดและวางระบบตามแนวทางและความเชื่อของผมมาแต่แรก เช่น  ผมพูดเสมอว่า ใครบอกว่าประวัติศาสตร์ขายไม่ได้ เมื่อมาทำยิปซี เขาก็เติบโตมาจากประวัติศาสตร์ เพียงแต่ในแง่การตลาดเท่านั้นที่จะทำอย่างไรให้มันขายได้ ผมเชื่อแบบนั้น  หากจะถามว่ามุมมองด้านการตลาดหรือกลยุทธ์ละก็ ผมก็คงต้องบอกว่า ผมไม่ได้อะไรจากยิปซี แต่ผมได้ความเชื่อมั่นและข้อยืนยันในสิ่งที่ผมคิดว่ามันถูกต้องมากยิ่งขึ้นมากกว่า

 

 รูปแบบหรือโมเดลธุรกิจสำนักพิมพ์ดินแดนบุ๊คเป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นอิสระหรืออินดี้กับแมสหรือกระแสหลักอย่างไร

ผมไม่เคยบอกว่า สำนักพิมพ์ของผมเป็นอินดี้ เป็นใต้ดิน หรือเป็นแมสกระแสหลัก แต่ผมบอกว่า ผมทำสำนักพิมพ์เพื่อพิมพ์หนังสือที่ผมอยากพิมพ์และอยากขาย จะไม่พิมพ์หากแค่คิดว่านั่นมันรับกับตลาดแต่ขัดใจตนเอง แต่หากบางเล่มผมชอบและเชื่อในงานนั้น แม้มันจะเป็นหนังสือตลาด ผมก็ยินดี เพียงแต่ต้องยอมรับว่าผมไม่ได้มีทุนหนาหนักหรือมีใครสนับสนุนจากไหน

ดังนั้น ผมเลยต้องบอกตัวเองว่า ค่อยๆ ขยับไปเรื่อยๆ อีกทั้งแท้จริงโครงสร้างของสำนักพิมพ์ผม ก็หนักหนาสาหัสกว่าสำนักพิมพ์อื่นอยู่ไม่น้อย คือผมไม่ได้เป็นประเภทมีเงินซื้อต้นฉบับแล้วส่งให้ฝ่ายศิลป์จัดหน้า เอาเข้าโรงพิมพ์ จากนั้นส่งสายส่งจบกัน อีกสามเดือน หกเดือนมาเคลียร์เงินรายได้ ผมไม่ได้ทำอย่างนั้น แต่ผมทำเองหมดเพราะผมเชื่อว่าที่สำนักพิมพ์มากมายในอดีตอยู่กันไม่ได้ ก็เพราะไม่เคยทำหนังสือแล้วขายเอง ทำเสร็จฝากลมหายใจให้กับคนอื่นเอาไปขาย ได้เท่าไรก็เท่านั้น เมื่อเราเองยังไม่รู้ว่าสินค้าของเราเดินไปหากลุ่มคนอ่านมันอย่างไร แล้วเราจะเชื่อได้อย่างไรว่ามันจะไปถูกที่ที่คนจะเสียเงินซื้อมัน

แต่หากให้ตอบว่า โครงสร้างของสำนักพิมพ์ดินแดนบุ๊คเป็นอย่างไร ผมก็จะตอบว่า ผมคงวางกรอบให้มันแค่นี้ คือไม่ใหญ่ ไม่โตในแง่ขององค์กร มีคนทำงานร่วมกันจริงจังแค่สามสี่คน แต่จะเน้นการออกงานมาขายว่าเป็นงานดีหรือชอบ ต่อไปก็พัฒนาให้การออกหนังสือเพิ่มปริมาณขึ้นอีกเล็กน้อย คือจากสองสามเดือนเล่ม มาเป็นเดือนละเล่ม อย่างเก่งก็คงไม่มากไปกว่าเดือนละสองเล่ม หากมีเวลาเหลือก็จะไล่เพื่อนร่วมงานออกไปคิด ว่าจะทำอย่างไรให้หนังสือขายได้

 

ในฐานะสำนักพิมพ์เล็กๆ ระดับไมโคร มีสัญชาตญาณกลเม็ดเคล็ดลับเอาตัวรอดในเชิงธุรกิจอย่างไร

ต้องตอบก่อนว่า ดินแดนบุ๊ค ไม่ไมโครครับ การกล้าออกหน้ามาในครั้งนี้ ผมวางเป้าเอาไว้ชัดเจนว่า ในอนาคตคนไทยที่อ่านหนังสือต้องรู้จักชื่อของสำนักพิมพ์นี้จากหนังสือที่เขาเคยอ่านมา อย่างน้อยดินแดนบุ๊คต้องสืบทอดต่อเนื่องงานไปอีกยาว และวางโครงสร้างขององค์กรให้ครอบคลุมงานหนังสือรอบด้าน โดยที่มีทีมงานเท่าที่กำหนดเอาไว้ แต่ทำงานได้ทุกขั้นตอน ส่วนกลยุทธ์หรือเคล็ดลับนั้น บอกตามตรงครับว่าไม่มีเลย ถ้าจะมีอยู่บ้างก็คือเราเห็นว่าระบบตลาดของหนังสือมันเปลี่ยนไปแล้ว และเราเห็นช่องทางการตลาดอีกแบบหนึ่งที่หวังใจเอาไว้ว่า พิมพ์แค่ 2,000 หรือ 3,000 ไม่น่าจะยากเย็นอะไร เพียงแต่มันต้องใช้เวลาอีกสักนิด

 

การสร้างฐานคนอ่านหรือกลุ่มคนอ่านที่ภักดีต่อแบรนด์ หรือแบรนด์รอยัลตี้อย่างไร

เรื่องอย่างนี้มันเป็นแค่เหมือนฝันกัน แท้จริงแล้วผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า หากหนังสือเรามีคุณภาพแล้ว คนอ่านจะไม่ทิ้งเรา แต่ถามว่าคุณภาพนี้เอาอะไรมาเป็นมาตรฐาน ก็ต้องบอกว่าไม่มี ลูกค้ากลุ่มหนึ่งมีรสนิยมแบบหนึ่ง ลูกค้าอีกกลุ่มอาจชอบอะไรอีกแบบก็ได้ ดังนั้นเราต้องทำความเข้าใจหนังสือที่เราจะออกกก่อนว่า ที่นั่งที่ยืนในกลุ่มของเขายืนอยู่ตรงไหน เรียกว่าโพสิชั่นเขาเป็นอย่างไร และตัวงานนั้นมีน้ำหนักหรือยืนในลำดับที่เท่าไรในโพสิชั่นนั้น อันนี้แหละสำคัญในแง่การตลาดที่เราต้องทำความเข้าใจ เมื่อเราทำตรงนี้ให้ดีได้แล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ก็เพียงความจริงใจในการทำงาน ส่วนสิ่งสำคัญที่ผมคิดคือผมต้องการรู้ว่าลูกค้าของผมคือใครกัน

 

คิดว่าจะใช้เวลาพิสูจน์ความเชื่อและธุรกิจกี่ปีครับ

มันไม่ต้องพิสูจน์อะไรแล้วครับ อย่างที่บอกแต่ต้นว่านี่คือการทำมาหากิน ผมพยายามเอาตัวรอดในการทำมาหากิน โดยเอาความจริงใจกับความสามารถเท่าที่มีมาพิสูจน์กับลูกค้าของผม และคนอ่านของผมก็เท่านั้น ส่วนจะอยู่ได้หรือไม่ได้นั้น ก็อยากจะบอกว่ามันอยู่ได้แน่ๆ แต่เราจะพอใจหรือเปล่า หรือมันพอเพียงหรือเปล่านั่นอีกเรื่องหนึ่ง ธุรกิจหนังสือก็ไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆ ที่มีการผลิต การขาย แต่มันมีลักษณะเด่นบางประการ ที่นอกเหนือจากขายหนังสือแล้ว ยังแถมความรู้ความคิดให้อีก และมันก็ดำรงมาจนถึงวันนี้ เลยคิดว่าคงไม่ต้องพิสูจน์อะไรแล้ว เหลือแต่ทำมันให้ดีที่สุด ไม่ดีไม่พอใจก็แก้ตัวใหม่ ถ้าดีแล้วก็ให้ดีไปอีกเท่านั้น

 

อยากฝากอะไรให้กลุ่มคนอ่านและธุรกิจหนังสือบ้างครับ

คงไม่อาจเอื้อมไปฝากหรือแนะนำอะไร ผมแค่เชื่อว่า ธุรกิจนี้ยังอยู่ได้ คนอ่านหนังสือยังมี แม้จะเอาเวลาไปเสียกับเฟซบุ๊ก โซเชียลเน็ตเวิร์กบ้าง แต่การอ่านหนังสือก็คือการอ่านหนังสือ ไม่ใช่อ่านจากเฟซบุ๊กหรืออีบุ๊ก ที่สำคัญในความคิดของผม หนังสือมันมีค่าในตัวมันเอง ค่าของมันไม่ใช่แค่เนื้อหาที่ได้อ่านเท่านั้น แต่มันมีอย่างอื่นที่อธิบายได้อีกมากมาย ที่สำคัญคนอ่านหนังสือเป็น ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ฉลาดทั้งนั้น

 

 

< Mar 2017 >
SuMoTuWeThFrSa
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728
29
3031