รุ่งโรจน์ อาชาเทวัญ 'ต่อยอดสังคมการอ่าน' คือหนทางที่ยั่งยืนของวงการสิ่งพิมพ์
2017-02-02 21:15:21

 

 

เข้าสู่ปีสุดท้ายของคณะกรรมการบริหารสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย แต่ภารกิจในการสร้างพื้นที่ของการอ่านสู่สังคมไทยก็ยังไม่สิ้นสุด ในฐานะของกรรมการคนหนึ่ง รุ่งโรจน์ อาชาเทวัญ จากบริษัท สกายบุ๊กส์ จำกัด ได้เปิดทัศนะและมุมมองของภาพรวมวงการหนังสือและสิ่งพิมพ์ในปัจจุบัน รวมไปถึงทิศทางการพัฒนาที่จะช่วยทำให้วงการนี้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

ในมุมมองของรุ่งโรจน์ อาชาเทวัญ รอบปีที่ผ่านมาวงการหนังสือบ้านเรานั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง?

 

ถ้าพูดถึงหนังสือเล่มหรือพ็อกเกตบุ๊กนั้น ต้องบอกว่าเชื่อมโยงกับการขายในร้านหนังสือ ถ้าจะเปรียบเทียบกับสมัยก่อน ร้านหนังสือไม่เยอะขนาดนี้ ยอดขายก็ไม่ได้เติบโตเยอะขนาดนี้ พอร้านหนังสือเติบโต ยอดขายของสำนักพิมพ์ก็เติบโตตามร้านหนังสือ แต่พอมาวันนี้ร้านหนังสือประสบปัญหาเรื่องของการเติบโต เพราะแต่ก่อนในธุรกิจร้านหนังสือร้านหนึ่งจะประกอบไปด้วย 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่มที่เข้มแข็งในเรื่องของหนังสือพิมพ์ กลุ่มที่สองคือร้านหนังสือที่เข้มแข็งเพราะเป็นตัวแทนองค์การค้าคุรุสภา และกลุ่มที่ 3 คือเป็นร้านหนังสืออย่างเดียว ซึ่งถ้าร้านหนังสือร้านไหนที่มี 3 ส่วนจะถือเป็นร้านที่เข้มแข็ง

แต่วันนี้ธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ร้านหนังสืออ่อนแอเพราะเหลืออยู่กลุ่มเดียวคือส่วนที่เป็นหนังสือเล่ม หากถามว่าคนมาร้านหนังสือลดลงไหม ต้องตอบว่าลดแน่เพราะคนเสพหนังสือพิมพ์และนิตยสารน้อยลง เปลี่ยนไปเสพข่าวทางโซเชียลมีเดียกันมากขึ้น และหลายเล่มก็ปิดตัวไปแล้ว

อีกส่วนหนึ่งคือกลุ่มหนังสือขององค์การค้าฯ ซึ่งได้รับผลพวงมาจากนโยบายรัฐบาล ตั้งแต่ปี 2552 ที่แจกหนังสือเรียนฟรี เด็กจึงไม่เข้าร้านหนังสือแล้วเพราะไม่ต้องดิ้นรนหาซื้อหนังสือเอง อีกทั้งโอกาสที่จะซื้อนั้นมีน้อยมาก อาจจะเฉพาะตอนที่โรงเรียนมีไม่พอหรือทำหนังสือหาย ฉะนั้นร้านหนังสือจึงอ่อนแอลง เว้นแต่เจ้าไหนที่เติบโตมาจากหนังสือเล่ม ก็อาจจะยังเข้มแข็งอยู่บ้าง พอดิ้นรนไปได้ แต่ถ้าร้านไหนอาศัยยอดจากการเป็นเอเยนต์หนังสือพิมพ์ก็จะเซทันที พอเซแล้วก็กระทบสำนักพิมพ์ เมื่อยอดขายของร้านหนังสือขาดหายไป ร้านก็จะพยายามหันมาพึ่งหนังสือเล่ม ซึ่งอาจปรับตัวไม่ทัน เพราะไม่เคยทำเป็นหลัก และยิ่งเจอกระแสอินเทอร์เน็ตด้วย

แต่ถามว่าคนอ่านลดลงไหม? ไม่ได้ลดลงเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนที่จะเข้ามาสู่ตลาดใหม่น่าจะลดลง เพราะเขาไม่ได้ถูกปลูกฝังเรื่องการอ่านหนังสือเล่ม และในอนาคตก็อาจจะหายไป ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องน่าเป็นห่วง ดังนั้น วงการหนังสือก็น่าจะทำอะไรกับสิ่งเหล่านี้ เหมือนกับเป็นการเตรียมกลุ่มผู้อ่านใหม่ที่จะเติบโตขึ้นมา โดยทางสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ก็ได้ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปบ้างแล้ว

 

ในฐานะกรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ มองการแก้ไขปัญหาที่ว่ามานี้อย่างไร?

 

ต้องยอมรับว่าการส่งเสริมการอ่านหรือการสร้างผู้อ่านใหม่อาจจะยังเห็นไม่ชัด อาจเป็นเพราะทุกคนกำลังสับสนกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ จึงยังนึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไร เวลานี้หลายคนจึงมักโฟกัสที่ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลักจากยอดขายที่หายไป แต่เราต้องไม่ลืมมองไปข้างหน้าด้วยว่า การแก้ปัญหาต้องทำเผื่อพรุ่งนี้และอนาคตด้วย เพราะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเดียวนั้นไม่ตอบโจทย์ อย่างเช่นทุกวันนี้เรามุ่งรับมือกับการเปลี่ยนแปลงกับโลกออนไลน์และพยายามวิ่งไล่ตาม แต่ผลที่ได้นั้นก็ไม่สนับสนุนกับยอดขายที่หายไป

 

การแก้ไขอย่างยั่งยืนควรจะเป็นอย่างไร?

 

ต้องเริ่มจากการรณรงค์เพื่อสร้างกลุ่มนักอ่านหน้าใหม่ขึ้นมา ซึ่งเราอาจจะใช้วิธีทำหนังสือให้มีรูปแบบเล่ม ที่คนซื้อจับต้องได้ มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ ส่งเป็นของขวัญได้ ซึ่งเรื่องนี้น่าสนใจ ในต่างประเทศวันสำคัญเขาซื้อหนังสือให้กันเป็นของขวัญ ซึ่งตรงนี้สะท้อนวัฒนธรรมของเขาว่าหนังสือเป็นสิ่งมีคุณค่า แต่บ้านเราไม่เคยคิดหรือปลูกฝังเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าเราน่าจะปลูกฝังเป็นวัฒนธรรมได้

ขณะเดียวกันก็ต้องปรับกลยุทธ์ในการขายและการประชาสัมพันธ์ ผ่านช่องทางการตลาดโซเชียลมีเดีย เครื่องมือสำคัญในสังคมโซเชียลฯ  ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องวางแผน และสร้างเป้าหมายให้ชัดเจน เพราะเป็นการสื่อสาร ที่จะนำไปสู่การขายหนังสือเล่มหรือพ็อกเกตบุ๊ก โดยอาจจะโพสต์เนื้อหาสาระหรือภาพที่มีคุณภาพและมีประโยชน์ต่อสังคมหรือกลุ่มเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอ มีการทำปฏิทินการประชาสัมพันธ์กิจกรรมผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ตรงกับฤดูกาล เทศกาล หรือบรรยากาศที่เกิดขึ้นในขณะนั้น อีกทั้งสามารถติดตามได้อย่างต่อเนื่อง มีความสดใหม่และสร้างความเร้าใจให้แก่ผู้ติดตาม ที่สำคัญคือต้องผลักดันให้ถึงหน่วยงานรัฐ เพื่อให้เด็กๆ ได้มีโอกาสอ่านและคัดเลือกหนังสือเข้าห้องสมุดด้วยตนเอง

 

ในปี 2560 มองว่าสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ควรจะต้องมีบทบาทอย่างไรบ้าง เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่วงการหนังสือและสิ่งพิมพ์?

 

สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ อาจจะต้องยอมลงทุนงบประมาณการประชาสัมพันธ์ผ่านบุคคลที่มีอิทธิพลต่อวัยรุ่นและเยาวชน เพื่อเป็นแบบอย่างแก่คนรุ่นหลังในการเพาะพันธุ์ต้นกล้าให้เติบใหญ่ ด้วยการสร้างลักษณะนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เยาว์วัย แล้ววางแผนการประชาสัมพันธ์ พร้อมมีกิจกรรมส่งเสริมการรักการอ่านที่ต้องดำเนินอย่างต่อเนื่องมีระบบ เพื่อตอกย้ำการอ่านอย่างสนุกสนาน ซึ่งอาจต้องใช้หลากหลายวิธีหรือผสมผสานเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทันยุคสมัย รวมทั้งให้ความร่วมมือกับหน่วยงานและองค์กรภาคเอกชนในการจัดทำห้องสมุดที่มีมาตรฐานในทุกองค์กร

ส่วนสำนักพิมพ์เองก็ต้องปรับตัวทั้งการผลิตและการขาย ควบคู่กันไปว่าสินค้าหรือบริการที่แต่ละสำนักพิมพ์สร้างสรรค์ขึ้นมานั้นตอบโจทย์ให้กับลูกค้าได้จริงหรือไม่ แล้วใช้กลยุทธ์เชิงรุกยิ่งขึ้นกว่าเดิม ดูแลลูกค้าเก่าสร้างลูกค้าใหม่ ตามช่วงวัย ตั้งแต่เกิด วัยเด็ก เยาวชน วัยรุ่น วัยทำงาน คุณพ่อคุณแม่ และผู้สูงอายุ รวมถึงความหลากหลายของสาขาอาชีพด้วย

 

 

< May 2017 >
SuMoTuWeThFrSa
 123456
78910111213
14151617181920
212223
24
252627
28293031