กระดาษตาย! ออนไลน์มา? ภาค 1
2017-05-28 23:58:12

 

 

เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ มีการจัดเสวนาเรื่อง กระดาษตาย! ออนไลน์มา?’  จัดโดย โครงการชมรมนักอ่านด้านบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ (LIS Journal Club) ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักลิขสิทธิ์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ณ ห้อง 304 อาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

โดยมีวิทยากรเป็นผู้เชี่ยวชาญ 4 ท่าน จากหลากหลายสาขาได้แก่ มกุฏ อรฤดี ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ผีเสื้อ และเป็นผู้ริเริ่มวิชาบรรณาธิการศึกษาในประเทศไทย, เทียนชัย ปิ่นวิเศษ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ, ปฐม อินทโรดม ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และปกรณ์ สันติสุนทรกุล ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Dek-D.com และ CEO บริษัท Dek-D Interactive จำกัด ดำเนินรายการโดย ดร.ทรงพันธ์ เจิมประยงค์ อาจารย์ประจำภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

สรุปเนื้อหาการเสวนาของวิทยากรทั้ง 4 ท่าน มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือ กระดาษยังไม่ตายแต่มีอาณาจักรแคบลง หมายถึง ประชาชนคนไทยยังมีความเชื่อมั่นในสื่อประเภทกระดาษอยู่ แต่ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 50 ส่วนที่ตื่นเต้นไปกับสื่อออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว มีความหลากหลาย ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย และมีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ 

 

แต่ในบริบทของประเทศไทยส่วนใหญ่ยังเป็นสังคมชนบทประมาณร้อยละ 80 และมีลักษณะเป็นสังคมออนไลน์อยู่ประมาณร้อยละ 20 เท่านั้น ถึงแม้ออนไลน์จะเข้ามาแทนที่กระดาษได้ แต่ยังไม่ครอบคลุมทุกตารางนิ้วของประเทศไทย ในสังคมชนบทยังมีความต้องการสื่อการเรียนรู้ที่สามารถหาอ่านได้จากหนังสือสื่อกระดาษมากกว่าสื่อออนไลน์ เนื่องจากพื้นที่ในชนบทห่างไกลส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตได้ ในอนาคตก็ยังมีความไม่แน่นอนที่สื่อออนไลน์จะเข้าไปถึงสังคมชนบทได้ครอบคลุมทั้งหมดเมื่อใด

 

ในขณะเดียวกัน ยังมีอีกหนึ่งมุมมองที่แสดงถึงผลกระทบของสื่อออนไลน์ที่เด่นชัดและน่าวิตกกังวลเกี่ยวกับรายได้ของอุตสาหกรรมการพิมพ์ลดลงประมาณ 30-50% สำนักพิมพ์ขนาดใหญ่จึงหันมาหารายได้จากโฆษณาออนไลน์เป็นหลัก แต่ก็ไม่สามารถสร้างรายได้มากเท่ากับยุคสื่อกระดาษเฟื่องฟู

 

ส่วนสำนักพิมพ์ขนาดเล็กเบนเข็มมาจับธุรกิจประเภทอีบุ๊ก โดยหวังว่าจะเข้าถึงผู้อ่านง่ายขึ้น แต่กลับไม่มีสำนักพิมพ์ใดสามารถทำกำไรจากอีบุ๊กได้เลย ช่องทางที่จะเอาตัวรอดและเติบโตได้ในปัจจุบันคือ การทำโฆษณาออนไลน์ หรือ การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) การตลาดเฉพาะกลุ่ม (Community marketing) หรือ การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) เพื่อสร้างรายได้ทดแทนโดยใช้กลยุทธ์ต่างๆ  เช่น นิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ออนไลน์ มักจะนำเนื้อหาบางส่วนในคอลัมน์เผยแพร่ในแฟนเพจของหนังสือของตนก่อนวางตลาดเพื่อกระตุ้นให้ผู้สนใจและอ่านต่อในเล่ม

 

ด้านนักเขียนนิยายหรือเรื่องสั้นจะลงเนื้อหาบางส่วนในเว็บไซต์ เพื่อกระตุ้นกลุ่มนักอ่านให้ติดตามซื้อหนังสือของตน ซึ่งมักจะพบการตลาดออนไลน์รูปแบบนี้ในสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก หรือสำนักพิมพ์ที่พิมพ์งานของตัวเองเป็นหลัก หากสำนักพิมพ์ยังไม่สามารถทำการตลาดออนไลน์เช่นนี้ได้ก็อาจทำให้ก้าวตามคู่แข่งไม่ทัน

 

ประเด็นที่น่าเป็นห่วงในการทำการตลาดออนไลน์ของนักเขียนออนไลน์หน้าใหม่ที่อาศัยสื่อออนไลน์บนเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อเผยแพร่งานเขียนของตนคือ การกำกับดูแลเนื้อหา (Online Content  Management) และควรมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่กลั่นกรองเนื้อหาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเนื้อหา (Content) ขยะในโลกออนไลน์  ส่วนผู้อ่านหรือผู้บริโภคควรเลือกรับสื่อออนไลน์เหล่านี้อย่างมีวิจารณญาณและถูกต้องตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ซึ่งสมาคมนักไอทีได้ให้ความเห็นว่าหาก Smart User ยังไม่มีในประเทศไทย Thailand 4.0 จะยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้จนกว่าจะมีโครงสร้างพื้นฐานการอ่านอย่างเป็นระบบ (Systematic Reading Infrastructure) ระบบหนังสือแห่งชาติระบบสื่อออนไลน์แห่งชาติ และ คนในสังคมมี Digital Mind Set โดนยึดหลักง่ายๆ ในการใช้สื่อออนไลน์อย่างถูกต้องคือ ขออนุญาตเจ้าของผลงาน, ให้เครดิตเจ้าของผลงานเมื่อนำไปใช้ และอย่าดัดแปลงผลงานผู้อื่น  โดยมกุฏ อรฤดี และปฐม อินทโรดม ให้ข้อสังเกตที่เหมือนกันคือ สื่อออนไลน์เกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด ข้ามขั้น และยังไม่มีการสนับสนุนจากภาครัฐในการตรวจสอบคุณภาพสื่อออนไลน์ที่ดี

 

ทางด้าน สุชาดา สหัสกุล อุปนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ได้แสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีรายชื่อเฟซบุ๊ก Tuk Passeducation จากการรับฟังเสวนา กระดาษตาย! ออนไลน์มา? ส่วนหนึ่งว่า ธุรกิจออนไลน์ทำสิ่งพิมพ์จะไม่ตาย แต่จะแคบลง ที่ตายคือหนังสือพิมพ์/แมกกาซีน เพราะสิ่งที่ทดแทนได้มีใน Internet ไวกว่า สะดวกกว่า ข้อมูลข่าวสารหาง่ายกว่า เข้าถึงง่ายกว่า หนังสือที่ขายได้ก็ต้องมีคอนเทนต์ที่หาในออนไลน์ไม่ได้ แต่ใช้ช่องทางออนไลน์ในการโปรโมต อีกทั้งคอนเทนต์ (Content) หรือเนื้อหายังคงต้องมี แต่ต้องรู้ว่าคนต้องการอ่านอะไร สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ แพ็กเกจจิ้ง (Packaging) สิ่งที่บรรจุคอนเทนต์เปลี่ยนไป ช่องทางการเผยแพร่เปลี่ยนไปเป็นร้านหนังสือออนไลน์ ส่วนภาพรวมของธุรกิจนั้น รายได้การขายแบบออฟไลน์ลดลง 50% แต่การขายหนังสือทางออนไลน์เติบโตมากกว่า 90% ด้านอีบุ๊กหนังสือทั่วไป ส่วนใหญ่ไม่มีการเติบโต ยกเว้นหนังสือ 40+ หรือนิยายที่ ลงขายเป็นตอนๆ ขณะที่วิชาชีพทางออนไลน์ไม่มั่นคง เพราะเปลี่ยนแปลงตลอด ส่วนการดูแลเรื่องลิขสิทธิ์ จะเปลี่ยนไป โดยในอนาคต อาจมีการจัดเก็บแบบ Collecting Society (องค์กรการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์) แต่ต้องเป็นธรรมาภิบาล

 

นอกจากนี้ยังแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่าถ้าจะอยู่รอดในธุรกิจสิ่งพิมพ์ต้องปรับตัว โดยต้องปรับกำลังพล เนื่องจากบุคลากรของสำนักพิมพ์ มีเพียง 20% เท่านั้นที่พร้อม ส่วนกว่า 80% ไปต่อยาก เป็นภาระที่น่าเป็นห่วง ต้องมี Digital Mindset ต้องรู้ว่าเอาออนไลน์มาทำประโยชน์ได้อย่างไร ต้องผสมผสาน เราอยู่ในยุครอยต่อ ทำอีคอมเมิร์ซเต็มรูปแบบ แต่ผู้บริโภคสวนใหญ่ยังไปไม่ถึง ยังไม่เข้าใจ อีกทั้งต้องหาความต้องการของผู้อ่านให้เจอ คนชนบทยังไม่มีหนังสือที่เอื้อต่ออาชีพ ต่อวิถีชีวิต และต้องมีการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing)

 

ขณะที่ด้านภาครัฐกับธุรกิจหนังสือนั้น มีการแสดงความคิดเห็นว่า คน 80% ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศยังไม่มีโอกาสได้อ่านหนังสือ และรัฐไม่เคยให้ความรู้พื้นฐานแก่ประชาชน 80% ให้เข้าถึงองค์ความรู้ในหนังสือ ไม่เคยรู้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการวางพื้นฐานความรู้ให้คนจนในชนบท อินเดียที่ว่ายากจน ยังมีสถาบันหนังสือแห่งชาติ เพื่อให้คนอินเดียมีความรู้พื้นฐานเท่ากัน รวมถึงกระบวนการจัดการหนังสือต้องมีระบบ แม้แต่ในแผนแม่บทที่ผ่านครม. แล้วในปัจจุบัน ก็ไม่มีโครงสร้างที่เป็นระบบหนังสือ มีแต่กิจกรรมย่อยๆ ส่วนหนังสือจะมาจากไหน ไทยแลนด์ 4.0 ไม่เคยพูดถึง เนื่องจากธุรกิจหนังสือจะงอกงามไม่ได้ถ้าไม่มีการสนับสนุน ไม่มีกำลังส่งจากภาครัฐ ในอนาคตไทยจะเป็นที่ทิ้งขยะของอาเซียน เพราะคนของเราไม่มีคุณภาพ ตามไม่ทัน เมื่อมีสถาบันหนังสือ ทุกอย่างจะตามมา นักเขียน นักแปล มีความมั่นคงทางอาชีพ มีการผลิตหนังสือมากขึ้น พร้อมแสดงความคิดเห็นว่าภาครัฐควรต้องให้เด็กรักการอ่าน สนับสนุนให้เกิดการอ่านตั้งแต่ปฐมวัย อย่าบังคับให้อ่านแต่ตำรา มีระบบจัดการหนังสือแห่งชาติ ต้องแน่ใจว่า หนังสือต้องเอาออกมาเผยแพร่ ไม่ใช่เก็บ ตราบใดที่หอสมุดแห่งชาติยังยืมหนังสือออกไม่ได้ เป็นหายนะของระบบหนังสือ ส่วนหนังสือที่ยืมไม่ได้ ให้เอาไปไว้หอจดหมายเหตุ รวมถึงให้หอสมุดแห่งชาติต้องเป็นองค์กรมหาชน และรัฐต้องสนับสนุน มีงบประมาณซื้อหนังสือดีที่ควรอ่าน (หนังสือรางวัลที่สพฐ. เป็นผู้จัดรัฐบาลยังไม่ซื้อ) ภาคเอกชนที่มีกำลังต้องสนับสนุนการทำซีเอสอาร์ หรือกิจกรรมที่คืนกำไรสู่สังคม

 

 

 

< Aug 2017 >
SuMoTuWeThFrSa
  12345
6789101112
13141516
17
1819
20212223242526
2728293031