นรีภพ สวัสดิรักษ์ นวนิยายในมุมมองบรรณาธิการคนสุดท้ายแห่ง ‘สกุลไทย’
2017-05-08 02:39:01

 

 

 

กว่า 60 ปีที่นิตยสารสกุลไทยอยู่คู่สังคมไทย ทุกคนต่างยอมรับในฐานะนิตยสารคุณภาพที่สร้างนักเขียนออกมาประดับวงการมาแล้วหลายสิบคน ทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ กลายเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยต่ออายุวงการนวนิยายไทยให้คงอยู่มาจนทุกวันนี้ โดยเฉพาะบรรณาธิการอาวุโสอย่าง สุภัทร สวัสดิรักษ์ ซึ่งแม้จะล่วงลับไปแล้วหลายปี แต่ก็ยังถูกพูดถึงและยกย่องอย่างต่อเนื่องเสมอมา

 

แม้ปัจจุบันสกุลไทยจะไม่ได้ปรากฏในแผงนิตยสารอีกแล้ว สืบเนื่องจากการปิดตัวเองไปเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2559 แต่มาตรฐานการรังสรรค์และการบรรณาธิกรของนิตยสารคุณภาพฉบับนี้ก็ไม่ได้จางหายไปไหน ด้วยเหตุนี้ชมรมบรรณาธิการไทยจึงได้เชิญ นรีภพ สวัสดิรักษ์ บรรณาธิการบริหารคนสุดท้ายของสกุลไทย มาร่วมพูดคุยในงาน Editor’s Talk on Stage 2 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อถ่ายทอดความคิดและประสบการณ์ให้คงอยู่สืบไปในวงการนิยายไทย

 

หากพิจารณาองค์ประกอบในนิตยสารสกุลไทยจะพบว่ามากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของเล่มเป็นนวนิยาย ซึ่งนวนิยายหลายเรื่องก็ถูกต่อยอดไปสู่ละครโทรทัศน์ บางเรื่องถูกนำมาสร้างแล้วหลายต่อหลายครั้ง นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักเขียนรุ่นใหม่อยากจะมีผลงานตีพิมพ์ลงในนิตยสารสกุลไทย คำถามสำคัญคือบรรณาธิการจะมีวิธีคัดเลือกผลงานอย่างไร ซึ่งนรีภพย้ำว่า สิ่งที่เป็นหัวใจคือวรรณศิลป์ ทั้งสำนวนภาษา กลวิธีนำเสนอ ซึ่งจะช่วยทำให้เรื่องนั้นมีความน่าสนใจ และยังช่วยบ่งชี้ถึงความคมลึกของนักเขียน โดยทั้งหมดจะอยู่ภายใต้ขอบข่ายของมาตรฐานและคุณภาพของชิ้นงาน ตลอดจนโอกาสที่ผู้อ่านจะชอบผลงานนั้นด้วย

 

  “เราต้องคาดเดาความรู้สึกของผู้อ่าน เพราะฉะนั้นเวลาเราจะพิจารณาเรื่องหนึ่งเรื่องใด เราก็ต้องดูผู้อ่านของเราว่าจะรับได้หรือไม่ ขณะเดียวกันเรื่องคุณภาพของงานก็ต้องเป็นอันดับหนึ่งเช่นกัน คือเดินๆ ไปพร้อมกัน โดยวรรณศิลป์จะเป็นตัวกำหนดว่าเรื่องน่าสนุกอย่างไร ตัวอย่างเช่น สำนวนที่ว่า มีความสุขแต่ก็ต้องเหนื่อย ถ้าเราชอบเหนื่อย ชอบดูแลคน เราก็ต้องแปลงความเหนื่อยเป็นความสุขได้ทั้งชั่วโมง จากเรื่อง 'จ้าวอสุรินทร์' ของกฤษณา อโศกสิน หรือเรื่อง 'ขอหมอนใบนั้นที่เธอฝันยามหนุน' ของประภัสสร เสวิกุล มีประโยคหนึ่งที่ให้พลังและปลอบประโลมแก่ผู้อ่านว่า ไม่มีใครได้ทุกอย่างดังใจหวัง และไม่มีใครพลาดหวังทุกครั้งไปเพราะฉะนั้นเวลาที่เจอคนที่ผิดหวังก็จะยกประโยคนี้ไปพูดให้เขาฟัง เพราะฉะนั้นตัวภาษาจะเป็นตัวฟ้องว่าเขามีความคมลึกและสามารถนำพาเรื่องไปได้น่าอ่านน่าสนใจ”

 

อีกเรื่องที่บรรณาธิการจำเป็นต้องพิจารณา คือนอกจากความบันเทิงแล้ว นวนิยายจะต้องให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านด้วย เพราะนวนิยายที่ดีหลักๆ มีความสมจริง และมีเหตุมีผลชวนคิด ซึ่งนักเขียนจะไม่ได้บอกตรงๆ แต่ผู้อ่านจะต้องตีความเอง ตัวอย่างเช่นเรื่อง 'เพชรกลางไฟ' ของ ว.วินิจฉัยกุล ซึ่งเป็นนวนิยายรัก แต่ถ้าพิจารณาจากเห็นว่าผู้เขียนได้แทรกเรื่องประวัติศาสตร์ และเรื่องชนชั้นเข้ามา โดยเฉพาะตัวนางเอกซึ่งมีฐานันดรศักดิ์เป็นหม่อมเจ้า แต่ด้วยความเข้มแข็ง แม้จะเจออุปสรรคต่างๆ ก็สามารถผ่านไปได้กลายเป็นเพชรกลางไฟ เช่นเดียวกับตัวพระเอก ซึ่งแม้จะเป็นตัวละครที่อ่อนโยน แต่ก็มีความเข้มแข็ง สังเกตได้จากช่วงที่รับเคราะห์จากเหตุกบฏ รศ.113 แต่ก็ไม่เคยปริปาก เพราะฉะนั้นเรื่องนี้นอกจากจะสะท้อนเรื่องชนชั้นในสังคมแล้ว ยังสะท้อนคุณค่าในเรื่องความเข้มแข็งและอดทนอีกด้วย คุณค่าเหล่านี้ถือเป็นหน้าที่ของบรรณาธิการที่จะต้องพิจารณา

 

การคัดเลือกประเภทของนวนิยายที่จะตีพิมพ์ในนิตยสารก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ครั้งหนึ่ง บก.สุภัทร เคยเปรียบเทียบว่าเหมือนการจัดสำรับกับข้าวให้มีหลายรส ทั้งประวัติศาสตร์ ลึกลับ โรแมนติก แฟนตาซี และวรรณกรรมเยาวชน บางครั้งก็มีเรื่องแนวเดียวกันลงพร้อมกัน แต่ก็เป็นคนละรส ทำให้ผู้อ่านรู้สึกแตกต่างกัน โดยระหว่างนั้นบรรณาธิการจะต้องติดต่อประสานงานกับนักเขียนตลอด เพื่อให้ผลิตงานได้เข้าถึงความต้องการของนักอ่านให้มากที่สุด

 

“เวลารับเรื่องมาเรื่องหนึ่ง จะต้องรู้ว่าเรื่องนี้ดำเนินเรื่องไปถึงไหนแล้ว นักเขียนบางท่านที่กำลังเขียนอยู่ บางทีก็เตรียมอีกเรื่องไว้แล้ว เราคุยประสานงานอยู่ตลอด สมมติเรื่องนี้จะจบ เราก็ต้องติดต่อนักเขียนแล้วว่าขอเรื่องทำนองนี้ต่อได้ไหม เพราะเราฟังนักอ่านด้วย ส่วนจะลงเมื่อใดนั้น ก็เมื่อท่านพร้อมสามารถสะสมต้นฉบับได้แล้ว ที่สำคัญเรามีแผนงานเตรียมไว้ว่าเรื่องนี้จะจบเดือนหน้า อีกเรื่องจะจบอีกสองเดือนข้างหน้า เราต้องวางแผนว่าเรื่องอะไรจะเข้ามา รสชาติแบบไหน และเมื่อเรื่องลงแล้ว งานก็ยังไม่จบ เราต้องทำให้งานงอกงามออกไป โดยดูจากเสียงสะท้อนของผู้อ่าน มีเสียงโทรศัพท์เข้ามา มีจดหมายเข้ามา บางคนก็ยกข้อความที่อ่านมาแล้วบอกว่าชอบมาก บรรณาธิการก็จะเอาข้อความต่างๆ ไปลงในหน้าของจดหมาย หรือโทรศัพท์บอกนักเขียน นอกจากนี้เรายังลงภาพของนักเขียน รวมไปถึงประชาสัมพันธ์นิยายใหม่ๆ ที่กำลังจะตีพิมพ์ หรือจบแล้วกำลังรวมเล่มก็ต้องบอกกล่าว ตรงนี้เป็นความใส่ใจของบรรณาธิการที่มีต่องานเขียน”

 

แม้วันนี้สกุลไทยจะปิดตัวไป แต่นรีภพก็ยังเชื่อว่านวนิยายประเด็นชีวิตครอบครัวก็ยังอยู่ในความต้องการของคนอ่านอยู่ ดังเช่นที่ บก.สุภัทร เคยกล่าวว่านิยายประเภทนี้เป็นการศึกษามานุษยวิทยานอกห้องเรียน เพราะว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากชีวิตของผู้คนในสังคม และต่อยอดด้วยจินตนาการต่างๆ เข้าไป จึงมีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้และความเข้าใจในสังคมของผู้คนทั้งปัจจุบันและอนาคต

 

 

< Jun 2017 >
SuMoTuWeThFrSa
    123
45678910
11121314151617
18192021
22
2324
252627282930