สัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 45 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 15 ‘อ่าน อ่าน และอ่าน’
2017-03-22 00:31:37

 

 

           ‘13 นิทรรศการ 45 กิจกรรม 99 งานเสวนา 430 สำนักพิมพ์ 947 บูทหนังสือ คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 45 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติครั้งที่ 15 ในระหว่างวันพุธที่ 29 มีนาคม - วันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2560 (12 วัน) โดยวันพุธที่ 29 มีนาคม จะเปิดให้เข้าชมงานตั้งแต่เวลา 10.00 - 13.00 น. และ 19.00 - 21.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ประกาศความพร้อมจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 45 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 15 (45th Nation Book Fair and 15th Bangkok International Book Fair 2017)” ภายใต้แนวคิด “อ่าน อ่าน และอ่านโดยมีนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ นายจรัญ หอมเทียนทอง นางสุชาดา สหัสกุล อุปนายกฝ่ายในประเทศสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ นางสาวกนกอร ศักดาเดช ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ ผู้จัดทำนิทรรศการ หนังสือที่รฦกงานศพ: มรดกวัฒนธรรมประจำชาติและ ฯพณฯ ท่าน ซาตู ซุยก์การี-เคลฟเวน (Satu Suikkari-Kleven) เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ ประจําประเทศไทย

แม้สภาวะเศรษฐกิจที่กำลังไม่สู้ดีเท่าใดนัก แต่ด้วยความที่การอ่านยังมีบทบาทสำคัญในฐานะเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคน ซึ่งจะเป็นกำลังหลักในการสร้างชาติ สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ จึงเดินหน้างานอย่างไม่ย่อท้อ ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งสำคัญ เพราะนอกจากจะมีกิจกรรมและการเสวนามากที่สุดตั้งแต่จัดงานมาแล้ว ยังได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศเพื่อให้งานครั้งนี้สมบูรณ์ที่สุด

นายจรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ เปิดเผยว่า “งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 45 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 15 เป็นงานแสดงหนังสือที่ได้รับความสนใจและรอคอยจากบรรดาคนรักการอ่านมาตลอด โดยในปีนี้ยังคงจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สวนกระแสเศรษฐกิจ เพราะนอกจากจะมีสำนักพิมพ์ไทยตอบรับเข้าร่วมงานกว่า 430 แห่ง รวมทั้งสิ้น 947 บูธ บนพื้นที่ประมาณ 21,000 ตารางเมตรแล้วนั้น ยังได้รับเกียรติจาก ประเทศฟินแลนด์ เข้าร่วมงานในฐานะ ประเทศรับเชิญเกียรติยศ (Guest of Honor) เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีการประกาศเอกราชประเทศฟินแลนด์ด้วยกิจกรรม “The Joy of Reading – Key to Lifelong Learning” โดยนำเสนอหนังสือหลากหลายประเภทส่งตรงจากฟินแลนด์ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านวรรณกรรมและงานออกแบบต่างๆ พร้อมส่งเสริมการอ่านด้วยมุมอ่านหนังสือ ซึ่งถือเป็นการเปิดโลกการอ่านให้คนไทยได้เห็นถึงวัฒนธรรมที่หลากหลายของหนังสือ และวัฒนธรรมการอ่านซึ่งนำไปสู่การศึกษาที่เข้มแข็งในอีกซีกโลก

ในฐานะองค์กรที่มีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมการอ่านนั้น เล็งเห็นว่าหนังสือและการอ่านถือเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างประเทศอย่างมั่นคง และนำไปสู่การพัฒนาในทิศทาง ไทยแลนด์ 4.0ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย หรือโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ เพราะการอ่านสามารถสร้างคนที่มีคุณภาพให้เกิดขึ้นได้ เนื่องจากคนถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของการที่จะพัฒนาประเทศในทิศทางต่างๆ ซึ่งถ้าคนในชาติอ่านมากขึ้น ก็จะมีความรู้ ความคิด สมาธิ วิสัยทัศน์ การขบคิด และวิจารณญาณในการพิจารณาประเด็นต่างๆ เพิ่มขึ้นจากความรู้ที่ได้รับนายจรัญกล่าว

โดยในปีนี้ได้จัดงานภายใต้แนวคิดอ่าน อ่าน และอ่าน ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ของไทย พ.ศ.2560-2564 โดยกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งมีเป้าหมายให้คนทุกวัยในสังคมไทยมีวัฒนธรรมการอ่านที่เข้มแข็ง และภายในระยะเวลา 5 ปี ต้องผลักดันให้คนไทยใช้เวลากับการอ่านที่มีคุณภาพมากขึ้นกว่าเดิม 3 เท่า

ในส่วนของนิทรรศการไฮไลท์ซึ่งเป็นจุดเด่นของงานสัปดาห์หนังสือฯ ในทุกครั้ง สำหรับปีนี้คือ นิทรรศการ หนังสือที่รฦกงานศพ: มรดกวัฒนธรรมประจำชาติ โดยร่วมกับสำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม มีจุดเด่น  คือ หนังสือที่ระลึกงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รวมถึงหนังสือที่ระลึกงานพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์ หนังสือที่ระลึกงานศพของข้าราชการ บุคคลทั่วไป และหนังสือที่ระลึกงานศพที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์ด้วย

นายจรัญกล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นครั้งแรกที่ประชาชนจะได้มีโอกาสชมหนังสือที่ระลึกงานพระบรมศพ ความตายไม่ได้นำมาเพียงความโศกเศร้าและสูญเสียเท่านั้น แต่ยังนำมาซึ่งการสร้างสรรค์แก่คนในสังคมได้อีกด้วย โดยเฉพาะในสังคมไทย “หนังสืองานศพ” หรือ “หนังสือผีสร้าง” ที่สามารถย้อนรอยเส้นทางกลับไปได้ถึงในสมัยรัชกาลที่ 5 และจัดว่าเป็นลักษณะเฉพาะของหนังสือประเภทหนึ่ง ที่ไม่สามารถหาพบได้ที่ไหนอีกแล้วในโลก เพราะเป็นหนังสือซึ่งมีเนื้อหาสาระดี มีประวัติผู้ตาย ที่พิมพ์แจกในงานศพ ไม่ได้ตั้งใจพิมพ์จำหน่ายเหมือนหนังสือทั่วไป

“ที่สำคัญนอกจากหนังสืองานศพซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของสังคมไทยแล้ว ยังมีคุณค่าในการศึกษาประวัติศาสตร์สังคมได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ซึ่งในระยะเวลาที่ผ่านมาวงวิชาการโดยเฉพาะด้านประวัติศาสตร์ได้ให้ความสำคัญกับหนังสืองานศพค่อนข้างมาก ใช้ข้อมูลจากหนังสือมาช่วยในการวิเคราะห์หลายเรื่องราวในอดีตที่ส่งผลถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ทางหอสมุดแห่งชาติ จะจัดเสวนาวิชาการในหัวข้อเดียวกับนิทรรศการขึ้นในวันที่ 30 มีนาคม โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้ง ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ, ผศ.ดร.พีรศรี โพวาทอง และ นายธีระ แก้วประจันทร์ มาร่วมเป็นวิทยากรด้วย” ซึ่งนายจรัญกล่าวว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์และรากฐานการอ่านของคนในชาติ เพราะประเทศไทยเป็นเพียงประเทศเดียวที่มีการจัดทำหนังสืออนุสรณ์ “หนังสืองานศพนั้นมีความหมายมากกว่าแค่หนังสืองานศพเท่านั้น นี่เป็นสาเหตุสำคัญว่าทำไมหนังสืองานศพถือมีราคา อย่างหลายฉบับทำมาแล้วก็ไม่ได้วางขาย เช่น แม่ครัวหัวป่าก์ ซึ่งตอนหลังถึงค่อยมีคนนำมาพิมพ์จำหน่าย”

เช่นเดียวกับ กนกอร ศักดาเดช ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ที่ย้ำให้เห็นว่า ปัจจุบันหนังสืองานศพได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงวิชาการ เนื่องจากเป็นแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ซึ่งทำให้ผู้คนเข้าใจและเข้าถึงรากฐานและเรื่องราวที่ผ่านมาในอดีต และยังเป็นเครื่องมือในการส่งต่อภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่นอีกด้วย ดังนั้นนิทรรศการครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญที่ประชาชนจะกลับมาตระหนักถึงสิ่งที่บรรพบุรุษได้สั่งสมมาอีกด้วย

นอกจากเรื่องหนังสืองานศพแล้ว ครั้งนี้สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ยังได้ความร่วมมือจาก 2 ประเทศ คือสาธารณรัฐฟินแลนด์ และสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ซึ่งจะเข้ามาเป็นบูธและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมหนังสือ รวมไปถึงเปิดศูนย์ซื้อขายลิขสิทธิ์ ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่สำนักพิมพ์ต่างๆ จะนำผลงานดีๆ จากต่างประเทศมาแปลให้นักอ่านชาวไทยได้เปิดโลกทัศน์ รวมไปถึงส่งต่อผลงานของนักเขียนไทยไปสู่ระดับโลก โดยเฉพาะในส่วนของสาธารณรัฐฟินแลนด์ จะถือโอกาสนี้เฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี การประกาสเอกราช ผ่านกิจกรรม The Joy of Reading - Key to Lifelong Learning

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟินแลนด์ประจำประเทศไทย ซาตู ซุยก์การี-เคลฟเวน อธิบายว่า หนังสือมีบทบาทสำคัญมากในการสร้างประเทศ เพราะช่วงที่ก่อตั้งประเทศ ฟินแลนด์เผชิญวิกฤตมากมาย โดยเฉพาะเศรษฐกิจซึ่งเป็นผลมาจากภาวะสงคราม แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศ ฟินแลนด์จึงลงทุนกับการศึกษาอย่างมาก เพราะเชื่อว่าการศึกษาจะช่วยสร้างบุคลากรในการพัฒนาประเทศ โดยการเรียนรู้ที่สำคัญสุดก็คือ การอ่าน’ “ปรัชญาการศึกษาฟินแลนด์คือการเรียนรู้จะต้องสนุกสำหรับเด็ก เพราะถ้าเด็กรู้สึกว่าสนุกก็สามารถเรียนรู้อะไรก็ได้ ฟินแลนด์จึงพยายามเหลือเกินที่จะสร้างบรรยากาศให้นักเรียนมีความสุขที่สุดเกี่ยวกับการเรียนรู้และการอ่าน กิจกรรมส่งเสริมการอ่านมีอยู่ทั่วไปในโรงเรียน” และเมื่อเวลาผ่านไปก็ได้พิสูจน์แล้วว่า การอ่านนั้นไม่ได้เพียงช่วยฟื้นฟูประเทศฟินแลนด์เท่านั้น แต่ยังช่วยทำให้ฟินแลนด์กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วอันดับต้นๆ ของโลก โดยที่ประชาชนทุกคนต่างก็มีคุณภาพชีวิตที่ดี

สำหรับในงานสัปดาห์หนังสือครั้งนี้ นอกจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลหนังสือแล้ว ทางฟินแลนด์ยังได้นำเสนอกระบวนการเรียนรู้ ผ่านห้องเรียนจำลอง โดยจะเปิดรับสมัครเยาวชนชั้นประถมศึกษาตอนปลายที่มีทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ เพื่อทดลองวิธีการเรียนรู้แบบฟินแลนด์ ซึ่งนอกจากจะเป็นพื้นฐานการเรียนที่ดีแล้ว ยังเป็นการเปิดโลกทัศน์การศึกษาในมุมมองใหม่ๆ อีกด้วย ซึ่งกิจกรรมนี้ไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่เด็กและเยาวชนเท่านั้น หากแต่ยังมีวัตถุประสงค์ไปยังบุคลากรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้บริหาร ครู และผู้ปกครองด้วย

นอกจากนี้สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ยังได้มีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งจะเป็นการเปิดโลกทัศน์เกี่ยวกับการอ่าน และพัฒนาการวงการหนังสือให้ก้าวไกลมากขึ้น อาทิ การมอบรางวัลหนังสือดีเด่นประจำปี 2560 นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันรักการอ่าน 2 เมษายน นิทรรศการคุณนิลวรรณ ปิ่นทอง บรรณาธิการต้นแบบผู้สร้างตำนานสตรีสาร นิทรรศการของหอสมุดเมือง กรุงเทพมหานคร นิทรรศการประกวดวรรณกรรมรางวัลพานแว่นฟ้า ประจำปี 2560 และที่สำคัญคือกิจกรรม ๑ อ่าน ล้านตื่น ซึ่งสมาคมฯ ดำเนินการมาต่อเนื่องหลายปี

นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ยังเปิดเผยอีกด้วยว่า นอกจากนิทรรศการไฮไลท์แล้ว ยังมีนิทรรศการที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ นิทรรศการสื่อ 60 พรรษา เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเผยแพร่สื่อ 60 พรรษา เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ตามแนวพระราชดำริในการจัดทำสื่อการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล และโรงเรียนที่จัดการสอนแบบคละชั้น นิทรรศการหนังสือดีเด่น ประจำปี 2560 นิทรรศการการประกวดวรรณกรรมรางวัลพานแว่นฟ้า ประจำปี 2560 เพื่อส่งเสริมการประกวดวรรณกรรมแนวการเมือง และการแสดงภาพเขียนสีน้ำมัน "9 ทศวรรษ ฉัตรชัยประชา" ของ เปี๊ยก โปสเตอร์ (สมบูรณ์สุข นิยมศิริ) ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2558 สาขาศิลปะการแสดง (ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์) โดยชมรมวิจารณ์บันเทิง นำภาพมาพิมพ์เป็นหนังสือด้วยกระดาษวาดเขียน จำนวน 13 ภาพ ที่ควรค่าแก่การเก็บสะสม ซึ่งรายได้ทั้งหมดจะมอบให้แก่ เปี๊ยก โปสเตอร์ โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ

นอกจากนี้ในโครงการ ๑ อ่าน ล้านตื่น ที่สมาคมผู้จัดพิมพ์ดำเนินกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่องนั้น ในปีนี้ได้มีแคมเปญ  “อ่านช่วยใต้ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดซื้อหนังสือให้กับห้องสมุดตามโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยทางภาคใต้ เพียงโพสรูปลีลาท่าอ่านหนังสือสุดเจ๋งในแบบฉบับของตัวเองผ่าน Social Media (IG, FB, Twitter) พร้อมแฮชแท็ก #สัปดาห์หนังสือครั้งที่45 #อ่านเล่นท่า #อ่านช่วยใต้ และตั้งค่าสาธารณะ หากทำตามกติกาที่กำหนดไว้ทั้งหมด ทางสมาคมฯ จะสมทบทุนให้ทันทีรูปละ 10 บาท โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม - 9 เมษายน 2560 และรายได้ทั้งหมดจะนำไปสนับสนุนการจัดซื้อหนังสือให้กับห้องสมุดโรงเรียนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ต่อไป

สุชาดา สหัสกุล อุปนายกฝ่ายในประเทศ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย อธิบายว่า ในครั้งนี้โครงการจะนำเสนอในแคมเปญอ่านช่วยใต้ เนื่องจากช่วงปลายปีที่ผ่านมาภาคใต้ประสบเหตุอุทกภัยอย่างหนัก ทำให้หนังสือเสียหาย เพราะฉะนั้นจึงถือโอกาสชักชวนผู้อ่านในการร่วมทำบุญเพื่อซื้อหนังสือบริจาคแก่โรงเรียน 50 โรง ใน 11 จังหวัดภาคใต้ โดยทุกคนสามารถร่วมกิจกรรมตั้งแต่การบริจาคเงินซึ่งกล่องรับบริจาคภายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ โดยจะได้รับของที่ระลึก อาทิ เสื้อ สมุดโน้ต หรือร่วมรณรงค์ผ่านโซลเซียลมีเดีย ด้วยการถ่ายรูปท่าอ่านหนังสือต่างๆ แล้วติดแฮชแท็ก #สัปดาห์หนังสือครั้งที่45 #อ่านช่วยใต้ หรือ #อ่านเล่นท่า ตั้งค่าให้เป็นสาธารณะ สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ จะบริจาคเงินให้โพสต์ละ 10 บาท ถือเป็นการร่วมกิจกรรมแบบง่ายๆ และได้บุญด้วย

 แม้ว่าขณะนี้สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมจะชะลอตัว แต่ก็มีหนังสือออกใหม่ในงานนี้กว่า 350 ปก ซึ่งนายจรัญยังเชื่อมั่นว่าจะมีผู้ร่วมชมงานสัปดาห์หนังสือฯ ไม่ต่ำกว่า 1.7 ล้านคน จะช่วยสามารถช่วยกระตุ้นรายได้ให้กับสำนักพิมพ์ต่างๆ ได้อีกด้วย โดยเฉพาะสำนักพิมพ์ขนาดกลางและขนาดเล็กที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนทำหนังสือด้วยใจรัก “จากสภาวะปัจจุบันคาดว่าต่อไปการทำหนังสือจะเป็นธุรกิจที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยหนังสือที่เป็นกระดาษยังอยู่ได้โดยมีคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ปริมาณหนังสือลดลง และราคาไม่ได้เป็นปัจจัยตัดสินใจหลักในการตัดสินใจซื้ออีกต่อไป ซึ่งขณะนี้หนังสือที่ขายดีในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นแนวนวนิยายประเภทต่างๆ แนววัยรุ่น แนวพัฒนาความรู้ และมีอีกประเภทที่เติบโตอย่างน่าสนใจคือหนังสือคู่มือแบบเรียน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของการศึกษาไทย เพราะฉะนั้นอยากเชิญมาฟังเสวนาของประเทศฟินแลนด์กัน ซึ่งจะมาเปิดเวิร์กช็อป (Workshop) การศึกษา 1 วัน โดยจะมาถอดบทเรียนความสำเร็จให้เราได้ดูว่า การอ่านนำไปสู่การศึกษาที่เข้มแข็งได้อย่างไร?”

 

 

 

< Aug 2017 >
SuMoTuWeThFrSa
  12345
6789101112
13141516
17
1819
20212223242526
2728293031