เปิดใจนายกสมาคมนักเขียนฯ ‘กนกวลี พจนปกรณ์’ สู่ภารกิจ ส่งเสริมนักอ่าน-ช่วยเหลือนักเขียน
2017-06-19 06:27:42

 

 

 

หลังก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย มีภารกิจมากมายที่รอนักเขียนหญิงผู้นี้ กนกวลี พจนปกรณ์ โดยเฉพาะการสร้างความยั่งยืนให้แก่อาชีพนักเขียน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกการอ่านที่คืบคลานเข้ายุคดิจิทัล และการปิดตัวของนิตยสารซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการเผยแพร่งานของนักเขียน

แน่นอน การจะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยภาระหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากมวลหมู่สมาชิก ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่จะพิสูจน์ฝีมือของคณะกรรมการบริหารสมาคมนักเขียนฯ ชุดใหม่

 

ในฐานะของนายกสมาคมนักเขียนฯ คนใหม่ คิดว่าภารกิจเร่งด่วนที่สุดคืออะไร

เวลานี้เรื่องของการอ่านการเขียนก็น่าสนใจ เพราะว่าเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านจากสื่อกระดาษมาสู่สื่อแบบดิจิทัล ประเด็นนี้ก็น่าสนใจ ใจจริงก็อยากเร่งทำ แต่ภารกิจที่สำคัญที่สุดของสมาคมตอนนี้คือ ปีนี้สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยจะต้องเป็นเจ้าภาพในการจัดงานรับรางวัล MERLA หรือรางวัล Mekong River Literature Awards ซึ่งเป็นรางวัลของความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศที่เขียนวรรณกรรมในแถบลุ่มแม่น้ำโขงทั้งหมด 6 ประเทศ

เพราะฉะนั้นด้วยความที่เป็นงานใหญ่ และประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในปีแรก สมาคมนักเขียนฯ เองก็ต้องดูแลภารกิจตรงนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลอยู่พอสมควรว่าเราจะจัดงานกันอย่างไร ลักษณะไหน คือจัดงานอย่างไรนั้นเรารู้แล้ว แต่เงินทุนที่จะใช้มาจัดงานเราจะเอาจากไหน ก็ต้องวางแผนเพื่อขอความช่วยเหลือและความร่วมมือจากพันธมิตรอยู่ เนื่องจากเวลาเราไปในกลุ่มประเทศที่เป็นภาคี ส่วนใหญ่แล้วรัฐบาลของเขาจะเป็นผู้จัดให้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นจีน ลาว เวียดนาม กัมพูชา หรือพม่า มีเพียงประเทศไทยที่หน่วยงานนักเขียนไม่ได้ขึ้นกับรัฐบาล รัฐบาลไม่ได้มาดูแล

เป็นเอกชนล้วนๆ เลย แล้วนักเขียนเราเองก็ไม่ได้มีเงินใหญ่โตมโหฬาร แต่ว่าจำเป็นต้องเป็นเจ้าภาพเพราะข้อตกลงของการร่วมเป็นภาคีจะต้องหมุนวนกันไปแต่ละประเทศ เพราะทำมาประมาณ 6 - 7 ปีแล้ว และประเทศเหล่านั้นล้วนแต่เป็นเจ้าภาพ เหลือไทยกับพม่าซึ่งเข้ามาทีหลัง ซึ่งไทยเข้าไปก่อนก็เลยเป็นเจ้าภาพปีนี้ และปีหน้าก็เป็นตาของพม่า ก็เลยค่อนข้างกังวลว่าเราจะหาเงินจากไหน เพื่อจะได้เหมาะสมกับหน้าตาของประเทศชาติ และของสมาคมนักเขียนฯ เองด้วย แต่เราคงไม่ได้ยึดถือประเทศอื่นเป็นหลัก คือเราก็เต็มร้อยแบบของเรา

 

พูดง่ายๆ ก็เหมือนกระชั้นชิดเข้ามาแล้ว

จริงๆ เราทราบตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ด้วยความที่เราเลือกตั้งเข้ามาปีนี้ เพราะฉะนั้นปีที่แล้วเราก็เตรียมอะไรมากไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร เราจะต้องทำต่อหรือไม่ ซึ่งเผอิญเราได้เข้ามาเป็นทีมบริหารใหม่ในปีนี้ จึงเหมือนจับประเด็นนี้ขึ้นมาว่า เราต้องดูแล เราต้องทำแล้ว เป็นพันธสัญญากันไว้ที่เราต้องดูแล เป็นความผูกพันที่จะต้องทำ ก็เลยทำให้ความกังวลมาอยู่ตรงนี้ ทั้งๆ ที่สมาคมนักเขียนฯ มีกิจกรรมเยอะมาก

โดยเฉพาะที่ทำมาหลายปีติดกันคือ โครงการสัมมนาสี่ภูมิภาค ซึ่งเป็นเรื่องของการออกไปตามภาคต่างๆ ของประเทศไทยเพื่อพูดคุยการอ่านการเขียน ซึ่งหัวข้อในแต่ละปี เราก็จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปตามสถานการณ์ของแวดวงการเขียนของปีนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร อย่างปีก่อนๆ นั้น เราก็พูดถึงอัตลักษณ์ การออกสู่สากล แต่พอมาปีที่แล้ว เป็นช่วงของการเปลี่ยนสื่อการอ่านการเขียน เราก็จับประเด็นเรื่องการอ่านการเขียนในศตวรรษที่ 21 เป็นอย่างไร

ปีนี้ก็คงไม่พ้นเรื่องความวิตกกังวลของนักเขียน ซึ่งนักเขียนก็จะมีหลายรุ่น หลายระดับ ตั้งแต่น้องที่เพิ่งเริ่มเขียนกับเขียนจนอยู่ตัวแล้ว นักเขียนมือรางวัล นักเขียนระดับผู้ใหญ่ก็มีความวิตกกังวลว่าทิศทางจะเป็นอย่างไร บางคนก็บอกว่าการเขียนจะหมดไปกับการพิมพ์หรือไม่ ซึ่งในความเห็นส่วนตัวก็คงไม่ถูกนัก การอ่านคงไม่หมดไปเพียงแต่สื่อในการอ่านนั้นเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง อาชีพนักเขียนก็ยังคงมีอยู่ ถ้ามีนักอ่านก็ต้องมีนักเขียน เพียงแต่วิธีการอ่านอาจจะเปลี่ยนไป

 

สมาคมนักเขียนฯ มีวิธีสร้างความมั่นใจให้แก่สมาชิกซึ่งห่วงใยในอนาคตของตัวเองอย่างไร

เราก็พยายามจัดสัมมนา จัดเสวนา ฟังความคิดความเห็นของผู้คนในหลากหลายกลุ่มว่าจะเป็นไปอย่างไร ซึ่งพอฟังมากๆ ก็จะเกิดไอเดีย ซึ่งนำไปสู่ทางออก อย่างปีที่แล้วซึ่งเราทำกันมาอย่างต่อเนื่อง จะสังเกตเห็นได้ว่าในแวดวงของการอ่านการเขียนส่วนใหญ่แล้วหัวข้อของการสัมมนาก็จะอยู่ในประเด็นนี้ ทำให้นักเขียนได้ข้อคิดว่าการเขียนอาจจะไม่กระทบ

คือเราพูดกันถึงเนื้อหาในศาสตร์ของนักเขียนที่จะไปสู่นักอ่าน แต่ละคนมีศาสตร์อย่างไรก็ยังคงมีอยู่อย่างนั้น แต่วิธีการต่างหากที่เราอาจจะต้องปรับเปลี่ยน สาเหตุที่ต้องพูดถึงประเด็นตรงนี้เพราะนักเขียนผู้หลักผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน ก็ค่อนข้างวิตกกังวล เนื่องจากใช้สื่อดิจิทัลหรือสื่อออนไลน์ไม่ค่อยเป็น สู้กับน้องๆ รุ่นใหม่ที่เขาเติบโตมากับสื่อเหล่านี้ เขาจะคล่องกว่า ชำนาญกว่า แล้วงานเขียนเขาก็จะเผยแพร่ได้อย่างแพร่หลายในกลุ่มของดิจิทัลมากกว่า เราก็คุยกัน ปรับกัน ให้กำลังใจกัน ว่าเราจะทำกันอย่างไรต่อไป

บางท่านก็บอกว่าจะต้องเปลี่ยนไปเขียนเหมือนน้องๆ รุ่นใหม่หรือไม่ แต่บางคนก็บอกว่าไม่จำเป็นเพราะว่าเนื้อหาเราเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นอยู่ เพียงแต่เราอาจจะเปลี่ยนกลวิธีในการเข้าถึงในการเขียนใหม่ คือดูว่าเขานิยมอ่านกันแบบไหน การดำเนินเรื่องหรือกลวิธีในการเล่า เราอาจจะต้องปรับใหม่ แต่เนื้อหาสาระก็ยังคงอยู่

 

การจัดสัมมนานั้นเพียงพอหรือสำหรับการสร้างความมั่นใจให้นักเขียน

มันเป็นกำลังใจอย่างหนึ่ง เป็นหนทางออกอย่างหนึ่ง แต่ความจริงแล้วปัญหานี้ ถ้าจะว่าไปมันกระทบหลายๆ ภาคส่วน มันน่าจะเกิดจากหลายๆ ประเด็นที่เปลี่ยนไป หนึ่งคือสื่อเปลี่ยนไป สองคือภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ซึ่งบรรจบกันพอดี สภาวะแบบหนังสือปิดไป ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่เกิดมาแล้วหลายช่วงหลายยุค แต่อาจไม่มีครั้งใดที่รู้สึกรุนแรงกระทบใจเท่ากับครั้งนี้ เพราะมีเรื่องของสื่อดิจิทัลเข้ามาด้วย จึงเหมือนเด้งสองต่อ

เพราะฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำสื่อสิ่งพิมพ์ก็ดี ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ก็คงรู้ว่าปัญหานั้นเกิดขึ้นอย่างไร หนังสือปิดไปเพราะอะไร ทำไมโฆษณาถึงหันไปเทให้ทางดิจิทัลหมดเลย สื่อสิ่งพิมพ์ไม่มีใครมาลงโฆษณาเลย เมื่อผู้ทำธุรกิจสู้ไม่ไหวก็ต้องหยุดไป เพราะฉะนั้นปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่เราจะทำกันเองได้ แต่ต้องมีผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้มีอำนาจมากกว่านี้ที่จะเข้ามากำหนดเรื่องของการอ่านการเขียนว่าจะไปทิศทางใด จะสนับสนุนส่งเสริมหรือจะช่วยแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร

 

อาจจะเรียกว่าถึงเวลาที่ต้องเคลื่อนไหวเชิงนโยบายมากกว่านี้

กลุ่มของสมาคมต่างๆ ก็พยายามที่จะจับมือกันเสนอสิ่งนั้นสิ่งนี้ เช่นทำอย่างนี้ดีหรือไม่ แต่ถ้าสมมติเสนอไปแล้วผู้หลักผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วยก็คงไม่เกิดผลใดๆ เลย เราก็ได้แต่คิด แล้วก็ช่วยๆ กันเอง ตอนนี้ก็เหมือนกับว่าเราได้คิดโครงการนั่นนี่แต่มันไปไม่ถึง ไปไม่ได้ เพราะขาดปัจจัยการสนับสนุนหลายๆ อย่าง เพราะฉะนั้นเราก็ได้แต่ให้กำลังใจกัน

อย่างเมื่อไม่นานมานี้ได้คุยกับคุณกฤษณา อโศกสิน ท่านก็บอกว่าสถานการณ์อย่างนี้ อย่าหยุดเขียนหนังสือ ท่านเองก็เขียนเก็บไว้ เพราะมีความสุขกับการได้ทำงานตรงนี้ ซึ่งเราเองก็พยายามเขียนๆ เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าเขียนแล้วจะไปยังไงในลักษณะไหน ซึ่งหลายๆ ครั้งเวลาไปสัมมนา เขาก็บอกว่าการที่หนังสือขาดหายไปจากตลาด จากแผง ถ้าดูอยู่แต่ในกรุงเทพฯ อาจจะรู้สึกว่าไม่กระทบเท่าใด เพราะทุกคนมีเครื่องมือในการอ่านดิจิทัลอยู่แล้ว แต่เราลืมนึกถึงคนต่างจังหวัดหรือไม่

เพราะบางทีก็ไม่มีสัญญาณดิจิทัล ซึ่งตัวเองก็เป็นคนชนบทจึงทราบดีว่าคนที่นั่นหลายคนยากจนมาก ไม่มีเครื่องมือเหมือนที่คนกรุงเทพฯ มีกันอยู่ แล้วเขาจะอ่านอะไร ซึ่งเวลาที่กลับบ้าน ทุกคนก็จะบอกว่าแย่แล้ว เดี๋ยวนี้ไม่มีอะไรอ่านเลย บางทีครูตามต่างจังหวัด ตามชายแดน ตามดอย เขาอ่านหนังสือที่เขาซื้อหรือเป็นสมาชิกเสร็จ ก็จะหยิบติดมือไปสอนนักเรียนต่อ แต่ช่วงนี้มันขาดหายไปแล้ว

 

ถึงอย่างไรก็คงต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มองว่านักเขียนปรับตัวทันหรือไม่

มองออกเป็น  2 กลุ่ม คือมีทั้งกลุ่มที่ใช้สื่อเหล่านี้ในการเขียน การสร้างรายได้ ซึ่งก็มีคนอ่านเยอะแยะมากมาย แต่อีกกลุ่มก็ยังมึนงงอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใหญ่ซึ่งเคยเขียนอยู่ในนิตยสาร หรือไม่เคยพึ่งดิจิทัลมาก่อน แต่ทั้ง 2 กลุ่มโดยเนื้อหาสาระของการเขียนก็ยังต่างกันอยู่

เราพูดถึงเฉพาะวรรณกรรมเป็นหลัก แต่ต้องยอมรับว่าการมีแต่สื่อแบบดิจิทัล ทำให้ระบบบรรณาธิการหายไป เวลาเขียนอะไรก็สามารถโพสต์ไปเลย พอออกไปก็เลยไม่มีการกลั่นกรอง หรือดูว่าข้อมูลถูกต้องหรือไม่ ซึ่งไม่เฉพาะแต่วรรณกรรม แม้แต่เรื่องทั่วๆ ไป บางทีก็เกิดผลกระทบย้อนกลับมาเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นสารที่มาจากสื่อสิ่งพิมพ์จะต้องมาจากระบบบรรณาธิการที่เขาต้องอ่าน ต้องตรวจก่อน ถ้าเกิดไปละเมิดอะไร บรรณาธิการอาจจะต้องรับผิดชอบด้วยซ้ำ

 

ในวาระ 2 ปีจากนี้ คิดว่างานอะไรที่จำเป็นต้องทำมากที่สุด

ที่ผ่านมา เราพยายามไปเน้นการเขียน แต่ช่วงปีนี้ต้องเอาการอ่านควบคู่กันไป เพราะถ้าเราเป็นนักเขียนแต่พูดถึงเรื่องเขียนๆ อย่างเดียว โดยไม่แนะนำเรื่องการอ่านเลย สุดท้ายเรากลับพบว่าคนอ่านก็สำคัญ เราอยากให้เขาเลือกหนังสืออ่านได้ตรงกับประโยชน์ที่เขาได้รับ เพราะหนังสือดีสำหรับคนนี้อาจจะไม่ใช่สำหรับอีกคน เนื่องจากทุกคนมีบริบทต่างกัน ฉะนั้นเขาจะต้องเข้าใจตรงนี้ว่าเขามีอะไร

คือจากการที่เราไปออกสี่ภูมิภาค เราจะพบว่าผู้มีอำนาจในการเลือกหนังสือเข้าห้องสมุด หรือเลือกหนังสือหนังหาให้นักเรียนอ่านมักไม่เข้าใจตรงนี้ บางคนไม่อ่านด้วยซ้ำ หรือบางคนก็มีใบสั่งมา แต่ไม่ได้ดูว่าเหมาะสมกับความต้องการคนที่จะอ่านหรือไม่ ซึ่งเราก็อยากจะทำควบคู่กันไปกับการเขียน เพราะเราเห็นว่าการอ่านการเขียนเอื้อกัน

ขณะเดียวกันเราก็ต้องทำเรื่องสวัสดิการให้แก่นักเขียนด้วย เพราะสมาชิกเรามีไม่น้อยที่พอเจ็บไข้ได้ป่วยก็ลำบาก แล้วสมาคมนักเขียนฯ เองก็ไม่ได้มีเงินมากมายที่จะไปรองรับตรงนั้นได้ ก็กำลังช่วยกันคิดอยู่ว่าจะมีช่องทางใดหรือหาวิธีให้เขาได้มีความสุขสบายตรงนี้ โจทย์นี้ก็เป็นโจทย์ที่ยากเหลือเกิน ทำมาหลายปีก็ไม่สำเร็จ เพราะเดิมเราใช้การรณรงค์ให้ช่วยบริจาคเงินเข้ามา แต่ก็ไม่ยั่งยืน แต่ตอนนี้เราก็พอหาช่องทางใหม่ๆ ได้แล้ว เพียงแต่ต้องอาศัยผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่เห็นคุณค่า เห็นความสำคัญของตรงนี้มาร่วมด้วย

ส่วนใหญ่สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ จะทำกิจกรรมในลักษณะพัฒนาสนับสนุนกองหลังเพื่อกระตุ้นให้เกิดการอ่านการเขียนที่เอื้อประโยชน์ให้แก่สังคมมากกว่า และกระตุ้นให้ผู้หลักผู้ใหญ่มองเห็นคุณค่าของนักเขียนและหนังสือ

 

ในวาระของสมาคมนักเขียนฯ ชุดเดิมได้ดำเนินการเรื่องมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ ถึงเวลานี้ประเด็นดังกล่าวยังเป็นเรื่องสำคัญอีกหรือไม่

เรื่องนี้จะจำเป็นถ้าตอบคำถามให้ได้ว่า ทำเพื่ออะไร ประโยชน์ที่จะได้รับคืออะไร ล่าสุดเพิ่งเข้าประชุมมาก็ตั้งคำถามนี้ แต่คำตอบที่ได้ยังไม่ชัดเจน ได้แต่บอกว่าอนาคตจะเป็นอย่างนั้น ตัวเองก็ตั้งคำถามในใจว่า ขณะที่เราพูดถึงอนาคตแล้วปัจจุบันมีคำตอบให้หรือไม่ ซึ่งก็คงต้องคุยกันในวาระต่อไป

แต่ถ้าโครงการนี้ทำแล้วสามารถเชื่อมโยงกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งของนักเขียน ยกตัวอย่างเช่น นักเขียนเป็นอาชีพที่อิสระ ส่วนใหญ่ไม่ได้ประจำอยู่สำนักพิมพ์ไหน เพราะฉะนั้นเวลาสมาคมนักเขียนฯ ทำเรื่องสวัสดิการ เราก็รู้เลยว่าคงไม่สามารถจัดสวัสดิการให้ได้อย่างพอเพียง เวลาเจ็บไข้ทีหนึ่งให้เงินช่วยเหลือสูงสุดเพียง 4,000 บาท ซึ่งไม่พอเลยในภาวะปัจจุบัน เพราะฉะนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐจะตั้งกองทุนอะไรสักอย่างเพื่อทำสวัสดิการให้นักเขียน โดยนักเขียนสามารถเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้กรณีที่รักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ โดยอาจจะมาเชื่อมโยงกับระดับต่างๆ เช่น ระดับ 7 ก็ใช้สิทธิตรงนี้ได้ เว้นแต่เป็นข้าราชการก็ตัดออกไป ถ้าเป็นแบบนี้ก็จะเห็นประโยชน์ว่า สามารถนำไปใช้จริง เพราะเวลานี้ที่คุยบางครั้งก็ไปไกลถึงต่างประเทศ แต่ความจริงในประเทศ นักเขียนยังลำบาก และมีเพียงไม่กี่คนที่ได้ไปต่างประเทศ และที่ได้ไปส่วนใหญ่คืองาน ไม่ใช่นักเขียน สู้ไปสนับสนุนการแปลดีกว่า ถ้าเขาได้รางวัลระดับสากล แล้วคุณก็ให้มาตรฐานระดับ 7 ไป ถ้าเขามีตรงนั้นจะสวัสดิการเขาได้หรือไม่ในเรื่องการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ

เราต้องเข้าใจก่อนว่า งานเขียนเป็นงานศิลปะซึ่งยากที่จะวัด และตอนนี้เราก็มีรางวัลใหญ่ เช่น ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งเป็นตัววัดว่าเขาสามารถไต่ระดับไปถึงจุดนั้นได้แล้ว แล้วการวัดตรงนี้วัดเพื่ออะไรและสามารถทำอะไรได้ต่อ ถ้าไม่มีคำตอบชัดเจน เราก็ไม่สามารถไปบอกกับนักเขียนให้มาวัดมาตรฐานอาชีพได้

 

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ คิดว่าสมาคมนักเขียนฯ ควรจะเคลื่อนประเด็นนี้ต่ออย่างไร

ตอนนี้ก็พยายามที่จะขยายความคิดเห็นของสมาคมนักเขียนฯ แบบนี้ออกไป ด้วยความหวังว่าจะมีใครเข้าใจ และเห็นคุณค่าว่าต้องหันมาสนับสนุนแล้ว เพราะเวลาคุณเขียนแผนพัฒนาประเทศก็บอกว่ามีเสาหลัก 3 ด้านคือ สังคม เศรษฐกิจ ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งการอ่านการเขียนก็ถือว่าอยู่ในเรื่องศิลปวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นคุณต้องใส่ใจดูแลด้วย ไม่ใช่ปล่อยไว้ทีหลังตลอด

เพราะการอ่านเป็นเรื่องของการต่อยอดความคิดของมนุษย์ พัฒนาปัญญาที่จะนำพัฒนาประเทศอีกที ถ้าช่วงจังหวะการอ่านหายไป แล้วต่อไปพลเมืองจะเป็นอย่างไร ความจริงเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มากกว่าสมาคมนักเขียนฯ ซึ่งเป็นสมาคมเล็กๆ และยังเป็นเอกชนอีกด้วยจะทำได้ เราก็ได้แต่คิดและหวังที่อยากจะทำ แต่บางทีทำแล้วก็ไม่ได้ออกไปสู่วงกว้างหรือมีใครนำไปต่อยอด

 

ถึงเวลานี้คาดหวังความสำเร็จของสมาคมนักเขียนฯ ไว้อย่างไรบ้าง

ก็หวังเฉพาะจุดที่เราไปทำไว้เท่านั้น คือไปหวังอะไรที่ใหญ่โตมโหฬารก็คงไม่ได้ ก็คิดว่าอย่างน้อยองคาพยพที่เราทำก็คงทำให้เกิดความเคลื่อนไหวของการอ่านการเขียนและนำไปสู่ความเข้าใจที่ดีขึ้น เกิดความยั่งยืนมากขึ้นเท่านั้นเอง เราก็ค่อยๆ ทำไป

 

 

 

< Jul 2017 >
SuMoTuWeThFrSa
      1
2345678
9101112131415
1617181920
21
22
23242526272829
3031