“ทางรอดหรือทางตายแห่งอนาคตของประเทศและรัฐบาลที่ไม่มี ‘ระบบหนังสือของชาติ’”

บ่ายวันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 หลังฝนซา แดดจ้าก็กลับมาแผดแสงอีกครั้ง… เราอยู่ในห้องประชุม ห้อง 303-304 ชั้น 3 อาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจัดเสวนาประจำปี วิชาบรรณาธิการศึกษา ในหัวข้อ “ทางรอดหรือทางตายแห่งอนาคตของประเทศและรัฐบาลที่ไม่มี ‘ระบบหนังสือของชาติ’” ดำเนินการเสวนาโดย มกุฏ อรฤดี ครูสอนวิชาหนังสือ และบรรณาธิการศึกษา

โดยมี กนกวลี พจนปกรณ์ กันไทยราษฎร์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย พิมลพร ยุติศรี ตัวแทนลิขสิทธิ์วรรณกรรมในประเทศและระหว่างประเทศ บริษัท ทัทเทิล-มอริ ประเทศไทย รวมไปถึง ผศ.ดร. ปณิธิ หุ่นแสวง ประธานมูลนิธิวิชาหนังสือ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะ

ครูสอนวิชาหนังสือและบรรณาธิการศึกษาอย่างมกุฏ เกริ่นนำถึงเรื่องที่คณะเตรียมการ ‘โครงการสถาบันหนังสือแห่งชาติ’ ได้นำเสนอ โครงสร้างสถาบันหนังสือแห่งชาติ ต่อรัฐบาล มาตั้งแต่ปี 2545-2546 แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจ จึงหยิบยกประเด็นดังกล่าวกลับมาหารืออีกครั้งบนเวทีเสวนาครั้งนี้ เนื่องจากเกิดวิกฤติเรื่องความรู้ประชาชาติและการจัดการระบบหนังสือ ระบบความรู้ของประเทศไทย รวมถึงการล้มหายตายจากของสื่อสิ่งพิมพ์ที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เปิดวงด้วยความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ข้างต้น กนกวลี นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สะท้อนสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของนักเขียนที่หลายคนน่าจะทราบดีอยู่แล้วให้ฟังอีกครั้ง

“นักเขียนไทยไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาล เราต้องทำงานกันลำพังมาตลอด และมีชีวิตอยู่อย่างสมถะ นิ่งเงียบ ดิ้นรนอะไรมากไม่ได้ รายได้ก็น้อยนิดราวกับอาชีพนี้เป็นอาชีพเสริม ถามว่านักเขียนที่เขียนหนังสืออย่างเดียวอยู่ได้ไหม ก็อาจจะอยู่ได้ แต่อยู่อย่างลำบาก” กนกวลีบอกอีกว่า แม้แต่ทางสมาคมนักเขียนเองซึ่งมีหน้าที่ดูแลช่วยเหลือเรื่องสวัสดิการของนักเขียนสมาชิก ก็ยังไม่สามารถทำได้อย่างเต็มศักยภาพ เนื่องจากนักเขียนไม่สามารถเจียดค่าเรื่องน้อยนิดมาเกื้อหนุนสมาคมได้เหมือนสมาคมของวิชาชีพอื่นๆ ที่มีรายได้มั่นคง สมาคมนักเขียนจึงต้องทำงานของตนพร้อมๆ วิ่งหาผู้สนับสนุนซึ่งเป็นองค์กรเอกชน

กนกวลียกตัวอย่างโมเดลของกระทรวงวัฒนธรรมประเทศเกาหลี ที่ให้ทุนสนับสนุนศิลปินจากศิลปะทุกแขนงในประเทศอาเซียน สำหรับการใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นตลอด 6 เดือน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้เรียนรู้เกี่ยวกับประเทศของเขา

“นักเขียนเกาหลีเล่าให้ฟังว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการเขียนเพื่อโน้มน้าวจิตใจหรือสิ่งที่อยากสื่อสารกับประชาชนในชาติเป็นอย่างมาก และผลของการจัดโครงการนี้ต่อเนื่องกัน 10 ปี คือวัฒนธรรมของเกาหลีเป็นที่นิยมไปทั่วเอเชีย”

ปิดท้ายด้วยความหวังอย่างยิ่งว่า หากวันหนึ่งรัฐบาลพร้อมให้ความช่วยเหลือดูแลระบบหนังสือของประเทศไทยบ้าง นายกสมาคมนักเขียนอยากให้รัฐบาลดูแลเรื่องสวัสดิการและความมั่นคง

“นักเขียนเป็นอาชีพอิสระ ไม่ต่างกับลูกจ้างทั่วไป การสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้นักเขียนเพื่อที่เขาจะมีพลังสร้างสรรค์งานที่ดี หรือหากมีการทำมาตรฐานวิชาชีพ ควรนำมาเชื่อมโยงด้วยว่าผ่านมาตรฐานระดับไหนแล้วมีสิทธิหรือสวัสดิการต่างๆ อย่างไร”

สุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ หรือ PUBAT เล่าว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมาคมพยายามเดินหน้าเข้าหาภาครัฐเพื่อนำเสนอแนวคิด ความเข้าใจต่างๆ เกี่ยวกับการพัฒนาสังคมเพื่อการอ่านที่ยั่งยืน สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความว่างเปล่า แต่ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายหนังสือก็ต้องหาทางรอดให้แก่สมาชิก ท่ามกลางความสนับสนุนที่ไม่เอาจริงเอาจังนักของภาครัฐ รวมถึงการเข้ามาของระบบดิจิทัลที่ส่งผลให้ทุกวงการอาชีพต้องปรับตัว

“ล่าสุดรัฐบาลไทยมีแผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ แต่ที่ผ่านมายุทธศาสตร์ก็เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาวงการหนังสือ พัฒนาคนทำหนังสือ ทำให้คนรักการอ่าน ทำให้หนังสือถึงมือคนอ่าน ฯลฯ แต่สิ่งเดียวที่รัฐไม่ได้พูดถึงเลยคืองบประมาณ กระทรวงวัฒนธรรมได้งบมาแค่ 10 กว่าล้าน จากที่ขอไป 30 ล้าน ซึ่งงบจำนวนนี้เพียงพอสำหรับการทำอีเวนต์รายปีแล้วจบไป ในขณะที่เกาหลีลุกขึ้นมาเริ่มทำเรื่องส่งเสริมการอ่านและห้องสมุด ด้วยเงิน 1,600 ล้านบาท นี่เฉพาะในปีแรก”      

ขณะเดียวกัน ทางสมาคมก็ยังต้องเดินหน้าจัดงาน Book Fair เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายหนังสือของสมาชิก แต่ด้วยความกังวลว่าการจัดงานจะไปทำลายร้านหนังสือ สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ จึงทำวิจัยขึ้น โดยสำรวจจากงาน Book Fair ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด (เชียงใหม่ อุดรธานี ขอนแก่น หาดใหญ่) ผลสรุปที่ได้คือ คนที่ไม่ซื้อหนังสือจากร้านเพื่อรอมาซื้อที่งานหนังสือ มีเพียง 5% เท่านั้น แต่สิ่งที่ดูสวนทางกับอุบัติการณ์ต่างๆ อย่างการที่ร้านหนังสือเชนสโตร์ทยอยปิดสาขา ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการขยายตัวของระบบดิจิทัลที่ส่งผลให้ผู้คนหันไปพึ่งพาการช้อปปิ้งออนไลน์ จนหน้าร้านไม่มีความจำเป็น

“ทุกวันนี้ร้านหนังสืออิสระบางร้านอยู่ได้ เพราะเขาสร้างกิจกรรม บุคลิกพิเศษ สร้างเสน่ห์ ทำให้เกิดชุมชนในร้านหนังสือของเขา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ร้านเล็กทำได้ดีกว่าร้านเชนสโตร์ เรารู้ดีว่ามันยังมีช่องว่างของตลาดในต่างจังหวัดอีกมาก แต่คนไม่มีกำลังซื้อ ปัญหานี้คือปัญหาที่รัฐต้องให้ความสนใจ มันต้องมีระบบหนังสือสาธารณะ เพราะเขาไม่มีกำลัง ต่อให้คุณไปเปิดร้านหนังสือมันก็ขายไม่ได้”

ปัจจุบันสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ทำโครงการ หนึ่งอ่านล้านตื่น ขึ้นมาเพื่อจะสื่อสารกับสังคมว่า หยุดบริจาคหนังสือเถอะ เพราะบ่อยครั้งที่หนังสือบริจาคไม่ตรงกับความต้องการของผู้อ่าน ไม่เหมาะกับวัย เป็นหนังสือใช้แล้วที่สภาพไม่ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้กระตุ้นให้เกิดการส่งเสริมการอ่านแต่อย่างใด และแม้ปัญหาหลายอย่างฟังดูน่าสิ้นหวัง สุชาดาก็บอกกับผู้ร่วมเสวนาและผู้ฟังทั้งห้องว่า ในฐานะคนทำหนังสือ ต้องหาวิธีการอยู่รอดให้ได้ ทุกวิกฤติต้องมีโอกาสที่จะทำให้เราได้ฝ่าฟันและทะลุทะลวงไป

เช่นเดียวกับ พิมลพร ยุติศรี ตัวแทนลิขสิทธิ์วรรณกรรมในประเทศและระหว่างประเทศ บริษัท ทัทเทิล-มอริ ประเทศไทย ซึ่งทุกวันนี้ได้ลดจำนวนเจ้าหน้าที่ติดต่อกับต่างประเทศในบริษัทเหลือเพียง 2 คน เนื่องจากไม่สามารถแบกรับรายจ่ายได้อีกต่อไป

“ที่ผ่านมามีบางช่วงที่รู้สึกว่าวงการหนังสือเติบโตและมีความกระชุ่มกระชวย ซึ่งทางเอเจนซี่เองก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เราขยายไปเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือจะค้าขายกับไต้หวัน แต่ทุกวันนี้รายได้หายไปถึง 70% ถ้าไม่มีเวียดนาม ป่านนี้เราปิดบริษัทไปแล้ว เพราะรายได้หลักมาจากที่นั่น ในขณะที่ 5 ปีก่อนหน้านี้เวียดนามได้ชื่อว่าเป็นประเทศขโมยลิขสิทธิ์ แต่ช่วงหลังเขาพยายามช่วยเหลือตัวเอง พยายามปลุกปั้นผลงาน ผลิตงานออกมาแข่งกับหนังสือผี เวลาไปเวียดนามเราจะได้เห็นคนอ่าน เห็นคนตั้งใจเข้าร้านหนังสือเพื่อไปซื้อหนังสือ”

พิมลพรยังเชื่อมั่นในการใช้มืออาชีพในการทำงาน และมั่นใจว่าวงการนี้ยังมีอนาคต แต่ต้องค่อยๆ สร้าง อาจใช้เวลานานสักหน่อย และต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคนที่ยังมีความเชื่อมั่น ในการช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นสังคมแห่งการอ่านที่ดีในอนาคต

ด้าน ผศ.ดร. ปณิธิ หุ่นแสวง ประธานมูลนิธิวิชาหนังสือ ศิษย์เก่าผู้เคยร่ำเรียนในฝรั่งเศส ประเทศที่ห่วงใยและสนับสนุนวงการหนังสือมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้นำข้อกฎหมายต่างๆ ที่รัฐบาลของที่นั่นใช้ดูแลระบบหนังสือมาบอกเล่าให้เราฟัง

  1. การกำหนดราคาคงที่ของหนังสือ ร้านหนังสือต้องขายตามราคาปก ลดราคาได้ 5% เท่านั้น ผู้ซื้อจะไม่ตั้งคำถามเลยว่าจะหาซื้อที่ไหนได้ในราคาที่ถูก เว้นแต่ว่าจะรอให้ร้านค้าเก็บหนังสือไว้ครบ 2 ปี สต็อกสุดท้ายต้องอยู่ที่ร้านแล้วเป็นเวลา 6 เดือน จึงจะมีการลดราคาเพิ่ม แต่ก็ต้องกำหนดช่วงเวลาในการลดราคาเช่นกัน เพราะการขายไปเรื่อยๆ เท่ากับการหลอกลวงผู้ซื้อว่าลดราคา ทั้งที่ขายราคานี้มาตลอด
  2. หนังสือในห้างใหญ่จะลดราคา 10% เนื่องจากสต็อกมาก รัฐบาลอนุญาตให้ลดราคามากได้ เพราะโดยธรรมชาติทุกคนจะขายแต่หนังสือที่มียอดขายตลอดเวลา ส่วนหนังสือที่ดีแต่ขายไม่ค่อยได้ ร้านก็จะไม่เก็บไว้ขาย โดยเฉพาะร้านเล็ก ดังนั้นการลดราคา 10% จะช่วยกระตุ้นยอดขายของหนังสือที่ขายยากได้ด้วย
  3. ห้ามร้านหนังสือส่งหนังสือฟรี เนื่องจากช่วงเวลาหนึ่ง มีการขายหนังสือโดยไม่คิดค่าจัดส่งผ่านเว็บไซต์ amazon.com ซึ่งส่งผลกระทบต่อร้านหนังสืออย่างมาก รัฐบาลจึงออกกฎหมายย้อนหลังให้ amazon.com คิดค่าจัดส่งกับลูกค้า เพราะถือว่าทางเลือกใหม่ที่สะดวกกว่าไม่ควรทำลายระบบการขายหนังสือแบบเดิม ส่วนร้านหนังสือเอง หากไม่มีหนังสือที่ลูกค้าต้องการอยู่ในร้าน ต้องบริการสั่งจากสำนักพิมพ์ให้ลูกค้า ห้ามคิดค่าธรรมเนียมการสั่งรวมถึงค่าจัดส่ง เน้นให้ลูกค้ามารับหนังสือเอง คือต้องขายตามราคาปกที่สำนักพิมพ์กำหนด โดยข้อบังคับดังกล่าวนี้ใช้เฉพาะหนังสือภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น
  4. งานมหกรรมหนังสือในต่างประเทศไม่มีหนังสือลดราคา เช่น แฟรงก์เฟิร์ต แต่เป็นการแสดงหนังสือใหม่ และเป็นการประชุมระหว่างผู้อ่าน ผู้สอนหนังสือ ผู้ผลิตหนังสือว่าจะพัฒนาหนังสือ ระบบและคุณภาพการพิมพ์ หนทางที่จะพิมพ์หนังสือให้ได้ประโยชน์มากที่สุดได้อย่างไร

นอกจากนี้ ผศ.ดร. ปณิธิ ยังได้ยกตัวอย่างการดูแลระบบหนังสืออื่นๆ ของรัฐบาลฝรั่งเศส ซึ่งเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมากทีเดียว

“ที่นั่นมีสถาบันวิชาชีพในมหาวิทยาลัย หนึ่งในวิชาชีพที่สอนคืออาชีพเกี่ยวกับหนังสือ บางทีร้านหนังสือเล็กๆ เขาหาทางรอดให้ตัวเองไม่ได้ เขาก็เปิดโอกาสให้เข้าไปขอคำปรึกษาและเขียนโครงการส่งเพื่อพิจารณาสนับสนุนเงินทุน โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น

“สิ่งสำคัญที่จะช่วยประชาชนได้คือห้องสมุดชุมชน ไม่ใช่แบบศูนย์การเรียนรู้ราคาแพงในห้างบ้านเราที่ลูกชาวบ้านเข้าไม่ได้ กระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศสจะจัดงบสำหรับซื้อหนังสือให้ห้องสมุดตามความจำเป็น แม้แต่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยก็สนับสนุน เพราะมหาวิทยาลัยของเขายังสังกัดรัฐ หรือแม้แต่ในปารีสเองซึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับแผงขายหนังสือที่เก่า ไม่น่าดู นครปารีสก็สร้างแผงขายหนังสือริมทางเดินให้ดูสวยงาม เลียนแบบของเก่า ทำให้คนเดินถนนเห็นแผงหนังสือและเดินเข้าไปเลือกซื้อได้

“นี่เป็นสิ่งที่บอกว่าผู้มีหน้าที่รับผิดชอบหรือแม้แต่ผู้ที่ไม่ต้องรับผิดชอบโดยตรง เขาเห็นความสำคัญและพยายามหาทางช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นโดยตรงหรือโดยอ้อม ตัวอย่างเช่น รัฐบาลทำข้อตกลงกับไปรษณีย์ว่าให้เว้นการเก็บค่าส่งหนังสือจากผู้จัดทำหนังสือ โดยให้เก็บค่าใช้จ่ายส่วนนี้กับรัฐบาล หรือผู้มีอาชีพเกี่ยวกับหนังสือ ให้จ่ายเบี้ยประกันสังคมน้อยลง ได้ค่าลดหย่อนเพิ่มเติมจากอาชีพอื่น”