สำนักพิมพ์ก้อนเมฆ, ผู้ผลิตนิทานจากความรัก

นอกจากความตรึงใจวัยเด็ก ในนิทานเกี่ยวกับสัตว์อย่างม้า ซึ่งบิดาเป็นคนวาดให้ด้วยดินสอสีดำ บวกกับพื้นฐานความชอบด้านศิลปะที่จุดประกายให้เกิดการแต่งนิทานเพื่อลูกแล้ว ‘ธนะชัย สุนทรเวช’ ผู้ก่อตั้ง ‘สำนักพิมพ์ก้อนเมฆ’ เล่าย้อนกลับไปเมื่อราว 10 ปีก่อนว่า

“ตั้งแต่ที่ลูกยังอยู่ในท้อง ช่วงเวลานั้นผมหาซื้อนิทานมาอ่านให้ลูกฟังทุกคืน จนรู้สึกว่าอยากทำหนังสือนิทานเอง เพราะสามารถเก็บได้ ไม่กระจัดกระจายสูญหายอย่างนิทานบนแผ่นกระดาษที่พ่อเคยให้มา”

ประกอบกับตัวเขาเองเป็นอาจารย์สอนคอมพิวเตอร์ ส่วนภรรยาทำงานด้านสิ่งพิมพ์และออกแบบกราฟิก ความตั้งใจนี้จึงมีความเป็นไปได้ แต่เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่า จุดเริ่มต้นง่ายๆ ในเวลานั้น จะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ให้แก่ครอบครัวเล็กๆ ของเขา

สำนักพิมพ์ก้อนเมฆผ่านการเดินทางบนท้องฟ้าแห่งประสบการณ์มามากมาย ทั้งการได้รางวัลอันเป็นจุดพลิกผันใหญ่ๆ ทริปสัญจรเล่านิทานไปยังที่ต่างๆ ทั้งในเมืองกรุง และขึ้นดอยเข้าป่าไปตามโรงเรียนตระเวนชายแดน รวมถึงในโรงพยาบาลเพื่อสร้างเสียงหัวเราะให้เด็กป่วย เด็กกลุ่มพิเศษ เด็กด้อยโอกาสและพิการ

ยังไม่รับรวมเรื่องที่คนรุ่นใหม่ต้องสนใจมาก เพราะมันเกี่ยวกับการตัดสินใจหันหลังให้งานประจำ เพื่อออกมาทำหนังสือเลี้ยงชีพเพียงอย่างเดียว

นอกเหนือไปจากนี้ คือทัศนะต่างๆ จากคนที่คลุกคลีในวงการหนังสือเด็กมาเป็นระยะเวลามิใช่น้อย PUBAT เชิญชวนอ่านบทสัมภาษณ์ดีๆ อีกหนึ่งชิ้น…

นิทานที่คุณพ่อวาดให้อ่านมีชื่อเรื่องไหม เนื้อหาประมาณไหน

จริงๆ มันไม่ได้มีชื่อเรื่องครับ เป็นแค่แผ่นกระดาษ ผมจำได้ว่าเกี่ยวกับม้า ดูแล้ววาดยาก ผมเห็นจึงรู้สึกประทับใจจนถึงตอนนี้เลย ด้วยความที่นาน ผมเลยจำเนื้อเรื่องไม่ได้ ขนาดไม่หนา เป็นกระดาษน่าจะประมาณ A4 หลายๆ หน้า วาดด้วยดินสอดำ ที่ประทับใจเพราะเป็นภาพที่คุณพ่อวาดให้เอง คือตอนนั้นซื้อนิทานมาให้และวาดให้ด้วย ผมเลยประทับใจมาก เป็นเล่มเดียวที่คุณพ่อวาด ผมพยายามหาภาพพวกนั้น แต่อย่างไรก็ไม่เจอ เนื่องจากนานมากแล้ว

นอกจากการมีลูก อะไรคือจุดพลิกผันจากการเป็นอาจารย์สอนคอมพิวเตอร์ผู้ใหญ่ มาสู่นักแต่งนิทานอย่างเต็มตัว

เดิมทีแค่ตั้งใจทำนิทานให้ลูก เนื่องจากตอนนั้นลูกกำลังอยู่ในท้อง เราเองไปซื้อหนังสือมาเยอะตามงานหนังสือต่างๆ จำได้ว่าไปถามคนขายของสำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก ได้ฟังคำอธิบายที่ดีมาก จนเราตกใจเลย

หนังสือนิทานไม่ใช่แค่อ่านให้ลูกฟังอย่างเดียว มันเป็นจินตนาการ มันไปได้ไกลกว่านั้น เรารู้สึกประทับใจ มาอ่านให้ลูกฟังทุกคืน จนอยากทำหนังสือขึ้นมาเอง

เลยชวนภรรยาว่าทำสักเล่มดีกว่า ผมเป็นอาจารย์ก็จริง แต่ผมเขียนตำราคอมพิวเตอร์ด้วย ส่วนภรรยาจบทางด้านศิลปะ ทำงานด้านสิ่งพิมพ์ ออกแบบกราฟิกอยู่แล้ว รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ทำเองได้ ที่ทำไม่เป็นมีแค่การพิมพ์เท่านั้น เลยลองหาโรงพิมพ์ดูว่าพิมพ์ให้ได้ไหม อยากให้เป็นรูปเล่ม ไม่ใช่แผ่นกระดาษอย่างที่ผมเคยได้จากพ่อมา กลัวมันหาย อีกอย่างทำเสร็จแล้วเผื่อเด็กคนอื่นจะได้ใช้ด้วย

ในช่วงก่อนนิทานเสร็จ เผอิญว่าเจอครูชีวัน (ชีวัน วิสาสะ-ผู้สร้างสรรค์นิทานภาพสำหรับเด็ก) ตรงนั้นนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการทำนิทานเลยก็ว่าได้ ผมเอาหนังสือที่ทำใกล้เสร็จให้ครูดู ครูชีวันบอกว่าเนื้อหาโอเค แค่ยาวไปหน่อย ซึ่งเราแก้ไม่ได้เพราะเข้าโรงพิมพ์ไปแล้ว พอทำเสร็จทางโรงพิมพ์บอกหนังสือสวย น่าเอาไปประกวดรักลูกอวอร์ด

เราสงสัยว่ามันคืออะไร มาพบว่าเป็นรางวัลของนิตยสารรักลูกเลยสนใจ ปีนั้นเพิ่มกติกามีประกวดนิทานทำมือ คือการเอาของที่มีอยู่ในบ้าน อาจวาดรูป เย็บปักถักร้อย เทคนิคอะไรก็ได้ที่ทำให้ลูกได้เอง เลยได้ส่งทั้งนิทานเรื่องแรกที่ทำเสร็จชื่อ สีสนุก และอีก 2 เรื่อง

ตอนนั้นไฟแรง อยากทำนู่นทำนี่ให้ลูก ได้ไปแลกเปลี่ยนกับทางทีมวรรณกรรมเด็กด้วย มีหลายเรื่องที่อยากทำ แต่คุยกับภรรยาไว้ว่าตั้งใจทำปีละเล่ม ยังไม่ได้ตั้งใจทำเต็มตัว กะทำเป็นหนังสืออนุสรณ์ ปีหนึ่งก็ทำเล่มหนึ่ง เพราะถ้าใครอ่านท้ายเล่มที่มีรูปคนแต่ง จะมีรูปลูกผมอยู่ด้วย ซึ่งในเล่มแรกเป็นตอนหนึ่งขวบ ไล่มาจนปัจจุบัน

ผลการประกวดเป็นอย่างไร

เป็นจุดพลิกผันเลย เรื่องสีสนุกได้เข้ารอบ และทางรักลูกอวอร์ดให้รางวัลหนังสือทำมือแก่งาน คุณเต่าพูดเพราะ กับ ใคร…กว่ากัน แก่ผมด้วย เนื่องจากเห็นว่าพ่อแม่ทุกคนที่ทำหนังสือให้ลูกมันมีคุณค่า ได้รับพระราชทานรางวัลจากพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ฯ เราดีใจมากที่เล่มแรกก็ด้รางวัลเลย จึงเอาเล่มคุณเต่าพูดเพราะมาพิมพ์ ซึ่งก็ได้การตอบรับที่ดีมาก

ปัจจุบันพิมพ์มา 11 รอบแล้ว คืออยู่ในกระแสตลอด ที่สำคัญคือมีเวอร์ชั่นสำหรับเด็กผู้ชายและผู้หญิง คิดจากการทำหนังสือให้ลูก ไม่ได้คิดแบบนักการตลาด ผมมีลูกชายก็อยากให้ตัวละครพูดคำว่าครับ แล้วเป็นเด็กผู้ชายหมดเลย ผู้หญิงก็แยกเป็นอีกเล่ม พูดตามคุณแม่ว่าค่ะ เรื่องคุณเต่าพูดเพราะก็เลยทำให้สำนักพิมพ์ก้อนเมฆเริ่มเป็นที่รู้จัก

มีคนถามถึงหนังสือเล่มอื่นๆ ของสำนักพิมพ์ ผมบอกไปว่ามีสีสนุกอีกเล่ม เขาสงสัยว่ามีแค่ 2 เล่มเองเหรอ คือตั้งใจไว้ว่าจะทำแค่นั้น พอปีที่ 3 มันมีเหตุการณ์พระจันทร์ยิ้ม คือภรรยาผมแต่งนิทานเล่มเล็ก เป็นคำกลอนชื่อจันทร์ยิ้ม แต่ทางร้านและโรงพิมพ์ไม่อยากรับเพราะเล่มมันบางเกินไป เล่มนี้จึงกลายเป็นหนังสือแจก

เมื่อลูกผมเริ่มเข้าอนุบาล มีการให้พ่อแม่ไปทำกิจกรรมที่โรงเรียน ประกอบกับคนก็สอบถามว่าเล่มที่สามจะออกมาหรือยัง เราบอกว่าออกแล้วแต่ไม่ได้ขายหน้าร้าน คนก็เสียดาย บอกว่าอยากให้ทำนิทานออกมาเยอะๆ ตอนนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนงานด้วย สมัครที่ใหม่เรียบร้อยแล้ว กำลังรอเข้างาน วันหนึ่งมีโรงเรียนมาจ้างให้ทำหนังสือแบบเรียน โดยเขาเห็นลายเส้นแล้วชอบ เป็นหนังสือสำหรับเรียนอนุบาลโดยเฉพาะ เล่มสีสนุกจริงๆ ผมให้น้องวาด

ตอนนั้นภรรยากำลังตั้งท้อง เราทำกันเองเลย ผมแต่งเรื่อง ภรรยาวาด แต่หนังสือเรียนมันเยอะมาก ภรรยาก็ลองหลายแบบ ทำให้ช้า และก็มีหลายเล่มด้วย แต่ด้วยความที่ผมเปิดเว็บไซต์ขายหนังสือทั้ง 2 เล่ม บังเอิญมีคนเข้ามาสมัครงานและลายเส้นก็ใช้ได้ ผมถามว่าสนใจงานวาดภาพประกอบไหม

เขาสนใจ แต่อยากเป็นพนักงานประจำ ซึ่งเราก็ไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน เพราะทำสำนักพิมพ์เป็นงานอดิเรก เลยบอกเขาไปว่า ถ้าทำงานนี้เสร็จตามเวลาจะพิจารณาอีกที และก็เหมือนเป็นการเรียนรู้กันทั้ง 3 คน เนื่องจากมาทำงานที่บ้านเลย จ้างเป็นงวด ยังไม่ใช่เงินเดือน

ผมทำเรื่อง น้องวาด แล้วภรรยาก็จัดรูปเล่ม จำได้ว่าตอนนั้นทำตั้งแต่อนุบาลหนึ่งถึงอนุบาลสามเสร็จทันเวลา ก็ได้เงินก้อนมา เหมือนสตาร์ทอัพละ เลยเริ่มทำสำนักพิมพ์จริงจัง ได้นักวาดมีฝีมือจริงที่ทำงานกับเราได้ ก็คือปังปัง (วิภาวี จันทรวงศ์) นั่นแหละ ผมตัดสินใจว่าไม่ทำงานที่สมัครไว้แล้ว มาทำหนังสือเด็กเลย

มีความกังวลไหม หลังตัดสินใจทิ้งงานประจำ

ตัวผมกังวลมาก เพราะรู้สึกว่างานประจำคือรายได้ที่มั่นคง แต่พอมาทำสำนักพิมพ์ ซึ่งมันขายได้ของมันนะ แต่นึกไม่ออกเลยว่าหากจะอยู่ได้จริงๆ ต้องผลิตงานกี่ชิ้นถึงพอเลี้ยงคน แต่คนที่ไม่กลัวเลยคือภรรยา เพราะว่าผ่านมาหมดแล้ว ทั้งเป็นฟรีแลนซ์ มีบริษัทเป็นของตนเอง กระทั่งเป็นลูกจ้างมาก่อน เขาบอกว่าไม่ลองก็ไม่รู้

ปรากฏว่าพอทำแล้วมันแฮปปี้ เราชอบตรงนี้อยู่แล้ว เราทดสอบโดยการทำหนังสือเรียนแล้วคิดว่าสนุกดี เหมือนทำให้ลูก พอทำเสร็จกลับมาดูแล้วรู้สึกว่า ถ้าเกิดลูกเราได้เรียน ลูกเราต้องได้ใช้แบบเรียนอย่างนี้แน่ๆ เลย รวมถึงตอนทำคุณเต่าพูดเพราะแล้วกระแสตอบรับดี คนชอบ สอนอนให้เด็กพูดมีหางเสียง อีกทั้งผมยังมีเรื่องในใจอยากทำอีกเยอะมาก เราก็เลยลุย ปีนั้นเลยเป็น 2 เดือน ออก 1 เล่ม

จุดที่มั่นใจว่าจะไม่เปลี่ยนงานอีกเลย คือตอนที่ออกเล่มหนึ่งชื่อ จับกินให้หมดเลย เล่มนี้ตั้งใจทำตอนที่ลูกผมพูดได้ ซนมาก เราอยากให้กินผัก แต่ลูกวิ่งหนี เลยแต่งนิทานขึ้นมา ปรากฏว่าพอฟังนิทานลูกก็ชอบผัก ยิ่งกว่านั้นคือมีคุณแม่ท่านหนึ่งเขียนอีเมลมาบอกว่า ลูกเขาพูดได้เพราะหนังสือเล่มนี้ เขามีปัญหาคือลูกอายุ 2 ขวบแล้วแต่ยังไม่พูด

ไปปรึกษาทางพัฒนาการเด็ก หมอก็บอกว่าให้อ่านหนังสือนิทาน ให้ลูกดูปาก ฟังเสียง ดูภาพ คุณพ่อเลยหยิบมาเล่า พอวันรุ่งขึ้นลูกก็พูดมาเป็นประโยคเลย พ่อก็บอกว่าเมื่อวานเล่านิทานเรื่องนี้ให้ฟัง พอเอาขึ้นมาดูก็เห็นว่าเป็นคำเดียวกับที่ลูกพูด เลยเขียนมาขอบคุณที่ทำให้ลูกเขาพูดได้ หลังจากนั้นลูกเขาก็พูดได้เลย ผมบอกภรรยาว่า แค่เด็กคนเดียวพูดได้ มันก็คุ้มค่ากับการทำสิ่งเหล่านี้ เลยมั่นใจว่าจะไม่เปลี่ยนงาน

มาเป็นนักเล่านิทานได้อย่างไร

เริ่มจากโรงเรียนของลูกให้พ่อแม่ไปทำกิจกรรม เป็นกิจกรรมจากบ้าน จะทำอะไรก็ได้ บางคนสอนทำขนม ผมเองแต่งนิทานมาเยอะ ก็เลยลองชวนพ่อๆ แม่ๆ ในห้อง บอกว่าผมกำลังแต่งนิทานเรื่องใหม่ เกิดเป็นละครหุ่นขึ้นมา โดยให้พ่อแม่ช่วยกันเล่น เหมือนเป็นการทดสอบนิทานที่เราแต่งไปด้วยในตัว เรื่องนั้นเด็กชอบมาก ห้องข้างๆ เห็นก็บอกว่าช่วยไปเล่นให้ที

เราก็เล่น เด็กๆ ชอบ เรื่องไปถึงครูใหญ่ บอกว่าคุณพ่อเล่านิทานสนุก เด็กตั้งใจฟังมาก ครูใหญ่บอกปกติที่โรงเรียนมีกิจกรรมรวมตอนวันศุกร์ พอจะเล่าให้ทั้งระดับฟังได้ไหม ก็เลยลองดู ปรากฏว่าตอนเล่าเด็กทั้งโรงเรียนก็เงียบ คือตั้งใจฟังมาก ครูเลยสงสัยว่าทำไม คุณพ่อเล่าแบบนี้ได้ยังไง เหมือนมีมนต์สะกด ผมก็ว่า คงเพราะเป็นนิทาน เด็กเลยสนใจ

ช่วงนั้นเป็นยุคที่ใช้โซเชียลมีเดียกันพอดี ภรรยาผมใช้มาเป็นปี แล้วผมรู้สึกว่าน่าจะประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางนี้ได้ ว่านิทานเราขายยังไง คนมาเห็นก็ว่า เฮ้ย มีเล่านิทานด้วยหรอ ช่วยไปเล่าให้หน่อย ผมก็จะดูว่าถ้าใกล้ๆ บ้านก็ไปเล่าให้ กลายเป็นบอกต่อกันเรื่อยๆ ยอมรับว่าตอนแรกๆ ก็ไปเล่าฟรี เหมือนประชาสัมพันธ์นิทานเราไปในตัว ช่วงหลังก็มีค่าเล่าบ้าง

แต่ผมดูสถานที่นะครับ เช่น ถ้าหากเป็นโรงเรียนอินเตอร์หรือโรงเรียนเอกชนที่พอจ่ายได้ ก็มีค่าน้ำมัน แต่ถ้าเป็นโรงเรียนต่างจังหวัด ผมก็ไม่คิด บางทีเอานิทานเราไปบริจาคด้วย เพราะเหมือนทำ CSR ให้สำนักพิมพ์ แต่ผมบอกกับนักวาดว่าผมไม่รอรวยหรอกนะ ทำงานไปด้วย ให้สังคมไปด้วยพร้อมๆ กัน อย่างนี้มีความสุขกว่า

มีเรื่องหนึ่งชื่อ ฉลุย เนื้อเรื่องเกี่ยวกับหมาข้างถนน พอทำเสร็จก็ไปหาข้อมูล พบว่ามีป้าคนหนึ่งแถวดอนเมืองเลี้ยงหมาเต็มเลย และต้องการรับบริจาคของบ้าง เงินบ้าง เราก็เออ มันเป็นความตั้งใจตั้งแต่ก่อนทำหนังสือเล่มนี้ว่า ได้เงินแล้วเราจะบริจาค มีอีกโปรเจกต์หนึ่งพร้อมกันแต่เป็นแมว ทำแล้วก็สนุกดี ทำแล้วลูกเราได้ เด็กคนอื่นก็ได้ ให้สังคมไปพร้อมกัน

สำนักพิมพ์โตขึ้น งานยากขึ้นไหม

โจทย์ไม่ได้มาจากลูกเราคนเดียวแล้ว จะเป็นโจทย์ที่พ่อแม่คนอื่นๆ ให้มา อย่างเช่นเล่ม ยาวิเศษของฤาษี มาจากคุณแม่คนหนึ่งบอกว่าลูกไม่ชอบกินยา เพราะมันขม เราก็เอามาแต่งเป็นนิทาน หรือว่าเป็นโจทย์ที่มาจากองค์กร เช่น แต่งนิทานให้เด็กที่เป็นมะเร็ง มีคุณหมอจากจุฬาฯ ติดต่อมา

ปัจจุบันมีโจทย์ที่หลากหลายขึ้น เป็นบริษัทบ้าง หรืออาจเป็นนิทานชุมชน ซึ่งตอนหลังๆ ผมอาจไม่ได้แต่งเองแล้ว ซึ่งได้ไอเดียจากตอนที่รัฐบาลฮอกไกโดจ้างผมให้แต่งนิทานให้จังหวัดเขา และก็มีอีกปีหนึ่งไปแต่งให้เมืองเคมบูจิ ผมเลยย้อนกลับมามองว่า นิทานไทยก็น่าจะแต่งให้ชุมชนตัวเองได้

ตอนนั้นผมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของสถาบันพระปกเกล้า มีโปรเจกต์หนึ่งที่เขาอยากสร้างจิตสำนึกชุมชน ให้คนในชุมชนรักพื้นถิ่น ไม่อยากให้ย้ายออกไป ผมเลยรู้สึกว่าคนที่รู้สุด คือคนในพื้นที่ ถ้าอย่างนั้นให้เด็กลองแต่ง แล้วผมจะช่วยไกด์ ปรากฏได้นิทานดีๆ มา 3 เรื่อง ตอนแรกว่าจะเอาเรื่องเดียว แต่พอได้ฟังได้ดู เห็นลายเส้นแล้วจึงขอเพิ่มรางวัลเป็น 3 รางวัลแทน แล้วก็เอา 3 เล่มรวบเป็นเล่มเดียว และทางผู้จัดก็หาสปอนเซอร์จัดพิมพ์ให้ มันคล้ายๆ ที่เราทำให้ญี่ปุ่น แต่เราทำให้บ้านเรา เป็นความภูมิใจของเด็กนักเรียนที่อยู่ในชุมชนเอง สร้างนิทานจากชุมชน

ผมไม่อยากเชื่อว่ามันเริ่มจากจุดที่เราพ่อแม่อยากทำนิทานให้ลูก และตอนนี้มันไปไกลมากๆ ถือว่ามีความสุขครับ แม้กระทั่งตอนนี้ลูกชายสิบขวบแล้ว ใครถามว่าตั้งสำนักพิมพ์มานานเท่าไร ก็บอกไปว่าเท่าอายุลูก เพราะมันเกิดและโตขึ้นไปพร้อมๆ กัน พอเขาอ่านนิทานเองได้ มีความรู้รอบตัว ทักษะดี จนเป็นว่าเขารักการอ่าน ทุกเดือนก็จะมีโควตาให้ไปเลือกนิทานเอง เป็นหนังสืออะไรก็ได้ที่เขาชอบเดือนละ 3 เล่ม เขาก็เข้าร้านหนังสือตลอดเวลา แม้ว่ายุคนี้เป็นยุคดิจิทัลที่การหาข้อมูลง่ายขึ้น แต่สุดท้ายแล้วเขาก็เรียนรู้จากการอ่านหนังสือ

คิดว่าโลกดิจิทัลเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ของเด็กหรือไม่

ผมไม่ปิดกั้น แต่เบื้องต้นคือถ้าเด็กยังเล็ก ผมไม่อยากให้ไปยุ่งมาก แน่นอนอยู่แล้วว่าภาพเคลื่อนไหวมันสนุกกว่า บางคนว่าง่ายดี แค่ยื่นไอแพดให้ลูกสักเครื่องหนึ่ง ให้เขาเล่นเกม หรือหนังสือที่เป็นแอพฯ ผมก็เคย จำได้ว่าทำไป 2 เล่ม แต่สุดท้ายย้อนกลับมามองว่า ความตั้งใจเดิมของเราคืออยากทำหนังสือเด็กปฐมวัย เขายังไม่ควรจับของพวกนี้เร็วเกินไป ยังไงจับกระดาษก็ดีกว่า แม้ยุคนี้เขาบอกว่าสิ่งพิมพ์กำลังจะเริ่มตาย แต่ผมยังเชื่อว่านิทานจะเป็นด่านสุดท้ายที่ยังเหลือรอดอยู่

อย่างงานเกี่ยวกับในหลวง ซึ่งภรรยาผมรักท่านมาก อยากทำอะไรเพื่อท่าน เชื่อว่าทำให้เด็กจำพระองค์ท่านได้ ผนวกกับเลขไทยที่เด็กกำลังเรียนรู้กันพอดี ภรรยาผมแต่งเป็นกลอนตั้งแต่ศูนย์ถึงเก้า และก็ได้นักวาดที่ดี เล่มนี้เราทำแล้วประทับใจ เป็นช่วงที่พระองค์ท่านเสด็จสวรรคต

เล่มหลังๆ ลูกชายโตขึ้น เขาก็มีส่วนรวมในหนังสือมากขึ้นด้วย เมื่อก่อนเราชอบเรียกเขาว่า บรรณาธิการด้านความสนุก ภรรยาเป็นบรรณาธิการอยู่แล้ว ดูเรื่องคำ ตัวอักษร กลอน ภาพ ศิลปะ เขาจะดู 2 เรื่องพร้อมกัน อันนั้นก็คือเป็นบรรณาธิการ แต่ส่วนของลูกชายนี่เพิ่มขึ้นมา เวลาทำแต่ละเล่มก็จะเล่าให้ลูกฟังก่อนเสมอ

เล่มล่าสุดเขาได้เป็นนักวาดภาพประกอบแล้ว เป็นเล่มที่ได้จากการไปเขียนนิทานให้ญี่ปุ่น ปรากฏว่านายกเทศมนตรีเมืองเคมบูจิชอบลูกชายมาก บอกว่ายังไงก็ต้องกลับมาแต่งนิทานให้เมืองเขาอีก เพราะรอบแรกแต่งให้หลายๆ เมือง แต่การติดต่อครั้งที่ 2 ไปเฉพาะเมืองนี้ เขียนนิทานให้เมืองนี้ และเมืองเพื่อนบ้านที่อยู่รอบๆ ชื่อเรื่องคือ ไข่แห่งเคมบูจิ

การทำหนังสือเด็กของญีปุ่น มีวิธีคิดและกระบวนการผลิตต่างจากหนังสือเด็กในประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน

ผมได้ไปคุยกับนักเขียนพื้นถิ่น เป็นชาวฮอกไกโดเลย ผมว่าเขาคิดละเอียดอ่อน ด้วยความที่เขาเป็นนักเขียนและเปิดร้านหนังสือเด็กด้วย พ่อแม่มาร้านนี้ ได้คุยกับนักเขียน ได้ซื้อหนังสือออกมา เขาจึงอยู่ได้ และมันมีงานนอกเหนือความคาดหมาย ตอนนั้นบอกทางญี่ปุ่นว่าถ้าได้รับเลือก ผมขอไปเล่านิทานที่ญี่ปุ่น ปรากฏว่าเขาก็เกณฑ์เด็กญี่ปุ่นมาฟังผมเล่านิทาน มีนิทานที่เป็นสองภาษาและนิทานไทย แต่มีล่ามแปลภาษาญี่ปุ่นให้

เขาก็นั่งฟังและบอกผมว่า นิทานของคุณสากลดีนะ ทั้งเรื่องและภาพ แต่นิทานของญี่ปุ่นเป็นนิทานพื้นบ้าน มีความละเอียด เช่น เรื่องของการส่งนม ถ้าเป็นที่ฮอกไกโดเขาต้องขับรถไปส่ง เพราะว่าแต่ละที่มันไกล แต่ถ้าในเมืองใหญ่อย่างโตเกียว ถ้าใครส่งนมก็จะขี่จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ไป มันสะดวกคล่องตัวกว่า ผมไม่ได้นึกถึงขนาดนั้นเลยนะ เขาบอกว่าเขาต้องคิด มันแตกต่างกัน แล้วใครเป็นผู้อ่านของเขา

นิทานไทยอยากให้เป็นสาระ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… เราจะติดตรงนี้ ต้องสอนเรื่องนู้นเรื่องนี้ แต่นิทานญี่ปุ่นบางทีมันบันเทิงล้วนๆ ไม่ต้องสอนเลย มีแค่เสียงอย่างเดียว หรืออ่านเสร็จเด็กหัวเราะก็จบ เพราะฉะนั้นมันมีความแตกต่าง เพื่อนที่ทำงานที่ญี่ปุ่นก็บอกว่า แค่วาดรูปเด็กคนเดียวก็ให้เวลาตั้ง 6 เดือน ให้รู้สึกเลยว่าเป็นอากัปกิริยาของเด็ก งานเขาละเอียดและหลากหลาย ไม่ได้สอนอะไรตรงตัว

หนังสือนิทานของญี่ปุ่นแทบออกมาเป็นรายเดือน พิมพ์ออกมาเป็นหลักหมื่น มีระบบสมาชิกที่ออกมาแล้วรับได้เลย ของญี่ปุ่นเขาเข้มแข็งและมีคนอ่านแน่นอน

คิดว่าอะไรเป็นอุปสรรคของตลาดหนังสือเด็กบ้านเรา

มันเป็นยุคๆ แล้วแต่นโยบายของรัฐและความจริงจังของผู้ใหญ่ บางปีมีนิทานเข้าโรงเรียนและโรงพยาบาล แต่สุดท้ายแล้วพ่อแม่เองก็ต้องเข้มแข็งและหาความรู้ให้เยอะๆ ผมบอกภรรยาว่าไปฟังสัมมนามา ทำไมเราไม่เอาหนังสือใหม่ให้เด็กๆ เพราะใครๆ ก็อยากอ่านของใหม่ที่ตรงความต้องการ เลยเกิดโครงการเป็นหนังสือใหม่แทนการบริจาคของเก่า ในนั้นจะเป็นหนังสือนิทาน บางทีรอหวังพึ่งภาครัฐอย่างเดียวไม่ได้

เหมือนทุกสำนักพิมพ์จะบอกว่า การรอภาครัฐเป็นเรื่องสิ้นหวัง

ใช่ ผมไม่รอ ผมลุย ผมอยากไปเล่านิทานก็ไปทำเลย บริจาคหนังสือได้ก็ทำเลย

หัวใจของการทำหนังสือเด็กคืออะไร

ผมยังคิดตั้งแต่ต้นจนจบ ให้รู้สึกเหมือนทำให้ลูกเรา เราอยากนำเสนอสิ่งที่ถูกต้อง มันก็เป็นอย่างนั้นมาตลอด

แล้วอย่างคำประเภท นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ถือเป็นอุปสรรคในการสื่อสารกับเด็กไหม 

ไม่นะครับ ผมมองเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ ต้องยอมรับว่าเด็กเล็กเขาสรุปอะไรยังไม่ค่อยได้ แต่นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เป็นการบอกเขากลายๆเป็นการย้ำอีกที ผมว่าเป็นเรื่องดีครับ ไม่ได้แย่ เมื่อเขาโตขึ้น เขาจะเข้าใจว่ามันเป็นอย่างนี่นี้เอง

คิดว่าตลาดหนังสือเด็กบ้านเราในตอนนี้มีคุณภาพเพียงพอหรือยัง

ผมได้รู้จักนักเขียนรุ่นใหม่ นักวาดรุ่นใหม่เยอะขึ้นมาก เห็นเลยว่าตั้งใจ บางคนไม่ได้เรียนจบสายตรงมา ไม่ได้จบครุศาสตร์มา หลายคนพยายามฝึกพัฒนาฝีมือ ไปเรียนเพิ่มเติมที่ต่างประเทศ ฝึกเล่านิทานโดยเฉพาะ ผมบอกนักศึกษาทุกครั้งที่ไปเป็นวิทยากรว่า อยู่กับเด็กเยอะๆ ก็จะเข้าใจเขามากขึ้น

ถามถึงตลาดหนังสือเด็ก ผมเชื่อว่าเป็นตามสภาพเศรษฐกิจและสิ่งพิมพ์ครับ แน่นอนคนจับหนังสือน้อยลง แต่ก็ต้องช่วยกัน เพราะว่าหนังสือกระดาษดีกว่าเกมหรือแอพฯ อยู่แล้ว ย้ำว่าผมไม่ได้ปิดกั้นนะครับ แต่ช่วงปฐมวัย อยากให้เขาอยู่กับหนังสือดีที่สุดครับ

**************************************

เครดิตภาพถ่าย: สำนักพิมพ์ก้อนเมฆ