อ่าน…คึกฤทธิ์ ปราโมช…อีกครั้ง

เย็นย่ำวันจันทร์ที่ 2 เมษายน 2561 ณ เวทีเอเทรียม สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ จัดกิจกรรม ‘7 วัน อ่านอีกครั้ง กับ 7 นักเขียนดัง’ โดยเริ่มต้นวันแรกด้วยผลงานของ ‘ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช’  นักเขียนคนสำคัญของโลกและได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลที่มีผลงานดีเด่นในหลายด้าน ได้แก่ ด้านการศึกษา วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ และสื่อสารมวลชน  เนื่องจากเป็นทั้งนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ และเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของประเทศไทยอีกด้วย

นอกเหนือจากงานเขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์แล้ว ผลงานของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นงานสารคดีเสียส่วนใหญ่ เช่น ฉากญี่ปุ่น น้ำพริก ยิว ถกเขมร ฯลฯ แต่ผู้คนยุคหลังจะจดจำท่านได้ในฐานะผู้ประพันธ์นวนิยาย ‘สี่แผ่นดิน’ ‘กาเหว่าที่บางเพลง’ รวมเรื่องสั้น ‘หลายชีวิต’ และ ‘มอม’ อาจด้วยเหตุผลที่ผู้คนนิยมชมชอบบันเทิงคดีในแบบฉบับของท่านที่สอดแทรกเรื่องเล่าเชิงสารคดีไว้อย่างแนบเนียน แต่หากใครมีโอกาสอ่านงานสารคดีของท่านก็จะพบว่าเป็นงานที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและน่าสนใจเช่นกัน

นักอ่านที่มาร่วมอ่านผลงานในวันนี้ได้แก่ พิมพ์มาดา พัฒนอลงกรณ์ ผู้เขียนบทละครเวที สี่แผ่นดิน (ผลงานอื่นๆ เช่น บทละครเวทีฟ้าจรดทราย, เลือดขัตติยา, ลอดลายมังกร, ทวิภพ บทละครโทรทัศน์ เรื่องล่า, พิษสวาท) ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนและดำเนินรายการโดย จรูญพร ปรปักษ์ประลัย

ในฐานะที่คลุกคลีอยู่กับการดัดแปลงบทประพันธ์เรื่องเยี่ยมของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ให้กลายเป็นบทละครเวทีที่มีการจัดแสดงต่อเนื่องด้วยจำนวนรอบมากที่สุดที่บริษัทเอ็กแซ็กท์เคยสร้างมา (รวมทั้งหมด 213 รอบ: ปี 2554 จำนวน 100 รอบ, ปี 2557 จำนวน 50 รอบ และปี 2560 จำนวน 63 รอบ) พิมพ์มาดาให้ทัศนะว่า

“ด้วยความเป็นนักการเมือง นักปราชญ์ที่อ่านเยอะ และอยู่ในวงการของบ้านเมือง เข้าใจว่าคงมีหลายประเด็นหลายเรื่องที่อยากเล่า ท่านจึงเล่าผ่านตัวละครในสี่แผ่นดิน โดยเลือกให้ตัวละครลูก 4 คนของแม่พลอย มีความคิดแตกแยกไปคนละทาง”

จากนวนิยายรายวันที่ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เขียนลงในหน้าหนังสือพิมพ์สยามรัฐเป็นเวลาปีเศษ (ปี 2494-2495) กระทั่งมีการขัดเกลาแก้ไขจุดบกพร่องให้สมบูรณ์ที่สุดเพื่อรวมเล่มตีพิมพ์ ทำให้ ‘สี่แผ่นดิน’ กลายเป็นนวนิยายที่สร้างความมหัศจรรย์ใจให้แก่ผู้อ่านมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเป็นผลงานที่บันทึกประวัติศาสตร์ไว้อย่างละเอียดลออ รวมถึงวิธีคิดของตัวละครและเหตุการณ์บ้านเมืองที่ยังมีความร่วมสมัยอยู่เสมอ

“คุณบอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) อยากทำเรื่องนี้มานาน แต่ยังหาประเด็นไม่ได้ว่าจะเล่าสี่แผ่นดินที่สเกลใหญ่ขนาดนี้ด้วยประเด็นอะไร คุณบอยยังคิดไม่ออก จนกระทั่งมาเจอประโยค “อิฉันชื่อพลอยค่ะ อิฉันรักพระเจ้าแผ่นดิน” ก็รู้ทันทีว่าจะพูดถึงสี่แผ่นดินในมุมไหน เลยตั้งต้นจากตรงนี้ เราเลือกจะพูดถึงความสัมพันธ์ของประชาชนที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์”

เธอเล่าว่าการดัดแปลงให้เป็นบทละครเวทีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาในการอ่านค้นคว้าข้อมูลและทำบทอยู่นานถึง 1 ปี 8 เดือน เนื่องจากผู้ประพันธ์มีมุมมองที่รอบด้าน เขียนทุกอย่างไว้โดยละเอียด และทุกรายละเอียดต่างมีความสมบูรณ์ในตัวเอง ทำให้สามารถเล่าอะไรก็ได้ มีข้อมูลเขียนไว้ครบถ้วน ภาพแสดงชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันก็มีความยาก เพราะในละครหนึ่งเรื่องไม่สามารถเล่าทุกอย่างได้ ต้องเลือกกันอย่างใจเย็นว่าจะใช้เส้นเรื่องไหน เพื่ออะไร ตัดเส้นเรื่องไหนออก เพื่อไม่ให้หลงทาง

“การเปิดแสดงละครเวทีสี่แผ่นดินครั้งแรกและครั้งที่สอง จึงเกิดขึ้นช่วงเวลาที่ประเทศไทยตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งตัวละครในเรื่องคือตาอั้นกับตาอ้น ก็ทะเลาะกันด้วยประเด็นเดียวกับที่คนไทยกำลังเจออยู่ เราเห็นเลยว่าความขัดแย้งในเวลานั้นกับความขัดแย้งของเราที่ประสบในเวลานี้มีบางอย่างใกล้เคียงกันมาก และมันสะท้อนว่าเราควรจะทำยังไง เดินหน้าต่อไปยังไง

“จนกระทั่งอีกครั้งหนึ่ง หลังในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต คำพูดที่เคยอ่านในสี่แผ่นดินลอยมา ทุกความรู้สึกของพลอย มองไปทางไหนเห็นแต่คนร้องไห้ มันออกมาแบบนั้นเลย ตอนอ่านเราไม่เคยคิดว่าจะเจอจริงๆ พอเจอแล้วก็… มันเป็นอย่างนี้เอง ทีมงานจึงเลือกหยิบสี่แผ่นดินขึ้นมาเล่นอีกครั้ง เพื่อให้กำลังใจคนไทยที่อยู่ในวิกฤติของการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ว่าเราจะผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไปได้อย่างไร เพราะเรารู้สึกว่าตอนนั้นคนไทยแย่ เราอยากพูดว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ทุกการเปลี่ยนแปลงก็มีข้อดี ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหนแต่ทุกอย่างจะสวยงามอย่างที่ควรเป็น”

นอกจากความรู้ ข้อเท็จจริงต่างๆ ในประวัติศาสตร์ และความรู้สึกของประชาชน พิมพ์มาดาว่าจุดเด่นที่ปรากฏในงานของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ จากการตั้งข้อสังเกตของตัวเธอเองที่มีโอกาสได้อ่านงานของท่านอีกหลายเล่ม คือการเป็นผู้รู้ทุกเรื่องที่เขียน เขียนทุกเรื่องที่รู้จากประสบการณ์ชีวิต จากคนรู้จักที่สามารถสอบถามประเด็นต่างๆ ได้ ทำให้ผู้อ่านได้ข้อมูลที่สนุกสอดแทรกวิธีคิดที่ลึกซึ้งผ่านตัวละคร ถ่ายทอดความขัดแย้งระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าโดยไม่ตัดสินถูกผิด ซึ่งทั้งหมดเป็นเสน่ห์ในงานเขียนของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

“การอ่านงานของท่านในแต่ละปี ในแต่ละช่วงชีวิต คุณจะเก็บมันได้คนละแบบ เพราะด้วยความที่งานของท่านเป็นวรรณกรรมที่เหมือนกับต้นไม้ต้นหนึ่งที่สมบูรณ์ เราเลือกที่จะมองมุมไหนก็ได้ วันหนึ่งเราอาจเดินเศร้าๆ ไปนั่งใต้ต้นไม้ มองขึ้นไปเราจะเห็นมุมหนึ่ง อีกวันเราสนุก เราเดินมาไกลๆ เราก็เห็นอีกมุมหนึ่ง แล้วแต่เราจะเลือกเสพ” เธอแสดงความรู้สึกที่มีต่อนักเขียนดังท่านนี้ไว้อย่างน่าประทับใจ

เรียกได้ว่าตรงกับคอนเซปต์ อ่าน…อีกครั้ง ของงานสัปดาห์หนังสือครั้งนี้มากๆ เลยทีเดียว