ล่องไพร ล่องวรรณกรรมไปกับ ‘มาลัย ชูพินิจ’

คำถามสำคัญของคนรุ่นใหม่ทุกวันนี้คือ ทำไมบรรดางานวรรณกรรมคลาสสิกหลายเล่มของไทยถึงต้องถูกอ่านซ้ำอีกครั้ง และทำไมเราต้องอ่านของนักเขียนคนนั้น นักเขียนคนนี้

ภายในงานสัปดาห์หนังสือฯ ครั้งนี้ ณ เวทีเอเทรียม ย่ำเย็นวันที่ 4 เมษายน 2561 สมาคมผู้จัดพิมพ์ และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ได้จัดกิจกรรม ‘7 วัน อ่านอีกครั้ง กับ 7 นักเขียนดัง’ ขึ้นเป็นวันที่ 3 หลังจากสองวันแรกผ่านพ้นไป กับเหตุและผลของการอ่านงานของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และ โกวเล้ง ตามลำดับ

เราจะพาคนอ่านรุ่นใหม่กลับไปรู้จักผลงานของหนึ่งในนักเขียนที่ได้รับการยกย่องให้เป็นทั้งนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์คนสำคัญของประเทศไทย ด้วยผลงานกว่าสามพันเรื่อง ไม่นับรวมเรื่องสั้นและบทความกว่าสามร้อยเรื่อง มีผลงานในหลากหลายนามปากกา และเรื่องแต่งอีกหลากหลายประเภท รวมถึงงานเขียนในเชิงข่าว

เขาคือ ‘มาลัย ชูพินิจ’

โดย ‘ขจรฤทธิ์ รักษา’  ในฐานะผู้ดำเนินรายการ แนะนำผู้ร่วมเสวนาว่าเป็นนักเขียนเรื่องป่าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานของครูมาลัย หรือในอีกนามปากกาว่า ‘น้อย อินทนนท์’ จากงานชิ้นสำคัญในชื่อเรื่อง ล่องไพร ถูกสร้างเป็นละครวิทยุต่อเนื่องมาจนละครโทรทัศน์ และกลายเป็นมรดกให้กับตระกูลชูพินิจจวบจนปัจจุบัน

‘วัธนา บุญยัง’ คือ ชื่อของนักอ่านและนักเขียนผู้นั้น

วัธนาพาผู้ฟังย้อนกลับไปยังวัยเยาว์ที่ได้รู้จักงานของน้อย อินทนนท์จากละครวิทยุที่เล่นจากบทประพันธ์ของครูมาลัยในห้วงปี 2497 ซึ่งสำหรับเด็กน้อยในห้วงปี 2500 นิยายที่อุดมไปด้วยเรื่องราวของสิงสาราสัตว์เช่นนั้น แทบไม่แตกต่างจากละแวกบ้านเกิดที่จังหวัดฉะเชิงเทราเลย

ในวันเติบใหญ่ วัธนาจึงพาตนเองเข้าสู่โลกของล่องไพร โดยมีน้อย อินทนนท์เป็นแบบอย่างในเรื่องการประพันธ์ และมีมาลัย ชูพินิจเป็นแบบอย่างในฐานะสุภาพบุรุษชายชาตรี

ช่วงวัยเด็กจนถึงราวอายุ 10-11 ปี คุณแม่และคุณพ่อของวัธนาพาเข้าไปยังผืนป่าตะวันออกเพื่อตัดหวาย ซึ่งในยุคนั้นยังเป็นป่าดงดิบราว 60 ปีก่อน ก่อนจะกลายเป็นโรงงานผลิตรถยนต์แห่งหนึ่ง วัธนาบอกเล่าว่า

“เวลาหกสิบปีผ่านไป บ้านเมืองเราเปลี่ยนไปเร็วมาก ผมมีโอกาสได้เข้าป่าจริง ได้เห็นป่าที่เป็นเหมือนล่องไพร ของน้อย อินทนนท์ คือมีเสียงสัตว์ ทั้งเสียงนก เสียงแมลง เสียงจิ้งหรีดเรไร ตัวลองไน พอค่ำลง ก็มีเสียงป่า เสียงสัตว์ พวกเก้ง เสียงช้าง เสียงร้องไกลๆ แล้วก็ได้กลิ่นป่า คือกลิ่นดอกกล้วยไม้ ป่ามีทั้งความสวยงาม มันมีทั้งความลึกลับ น่ากลัว วังเวง มีทั้งอันตราย มีทั้งความรื่นรมย์”

นอกจากนี้วัธนายังบอกเล่าว่า เรื่องราวในล่องไพรมีความสมจริงในทุกสิ่งที่ผู้ประพันธ์ได้บรรยายไว้ จนคนอ่านสามารถได้ทั้งกลิ่นและเสียงจากป่าลอยออกจากหน้ากระดาษ

“ในยุคนั้น เสือดำ ช้าง ยังเต็มไปหมด ส่วนใหญ่แล้วเวลาท่านไปล่า ท่านไม่ได้ไปล่าด้วยความสนุกอย่างเดียว แต่ท่านไปเพราะช่วยเหลือคนอื่น เวลาท่านไปเข้าป่า ท่านจะเตรียมหยูกยา แก้ท้องเสีย สารพัด ชาวบ้านอยู่ในป่าในดง ชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ห่างไกลเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยก็ได้อาศัยนักท่องเที่ยวป่าอย่างครูมาลัยไปช่วยชาวบ้าน”

วัธนาไม่ปฏิเสธว่าในยุคนั้นมีการล่าสัตว์และถางป่า แต่นั่นเป็นยุคเมื่อกว่า 60 ปีก่อน ซึ่งประชากรไทยยังน้อย เมื่อเทียบกับปริมาณของพื้นที่ป่าอันมหาศาลแล้ว การถางป่าและการล่าสัตว์กลับกลายเป็นการช่วยชาติด้วยซ้ำ เมื่อโลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน จากการล่าสัตว์เพื่อปกป้องถิ่นที่อยู่ของชาวบ้านก็กลับกลายเป็นการล่าเพื่อความสนุกสนานจนไม่สนคุณค่าและความหมายที่แท้จริงอันต้องเคารพป่า เคารพสัตว์ เคารพคนเหมือนในงานของน้อย อินทนนท์

สุดท้าย วัธนาฝากถึงคนรุ่นใหม่ให้หวนกลับมาอ่านงานของน้อย อินทนนท์ อีกครั้งไว้ว่า

“แม้ครูมาลัยจะมีผลงานมากกว่าสามพันชิ้น ทั้งนิยาย บทความ เรื่องสั้น แต่เรื่องที่สร้างชื่อเสียงโด่งดัง จนส่งผลให้ลูกหลานของท่านยังอยู่ได้ในปัจจุบัน คือชุดล่องไพรนี่แหละครับ สมัยนั้นไม่มีการโฆษณา แต่ล่องไพรยังอยู่ได้ ต้องมีดีแน่นอน ฉะนั้น ใครไม่เคยอ่าน ผมแนะนำนะครับ ถ้าไม่เชื่อลองซื้อไปอ่านสักเล่ม แล้วถ้าท่านต้องกลับไปตามอีกหลายเล่ม ก็อย่ามาโทษกันนะครับ” วัธนาทิ้งทาย