อ่านประภัสสร เสวิกุล…สุภาพบุรุษนักเขียน

กลับมาที่กิจกรรม ‘7 วัน อ่านอีกครั้ง กับ 7 นักเขียนดัง’ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 46 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติครั้งที่ 16 ประจำวันที่ 5 เมษายน 2561 ถึงคราวของ ‘ประภัสสร เสวิกุล’ นักเขียนผู้ล่วงลับอีกท่าน ที่นักอ่านทั้งหลายเทใจให้ด้วยเหตุผลทางด้านวรรณศิลป์ ความซาบซึ้งกินใจ และมุมมองต่อโลกที่ถ่ายทอดผ่านเรื่องเล่าและตัวละครมากมายตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี

ไม่ว่าจะเป็น ‘ช่อปาริชาต’ ‘เวลาในขวดแก้ว’ ‘ลอดลายมังกร’ ‘ขอหมอนใบนั้นที่เธอฝันยามหนุน’ ‘ซิงตึ๊ง’ ฯลฯ หลายคนคงเคยได้ยินหรือแม้กระทั่งได้ชมมาแล้วหลายครั้ง เพราะนอกจากเป็นหนังสือแล้ว บทประพันธ์เหล่านี้ยังได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ ที่ไม่ว่าจะออกมากี่เวอร์ชั่นก็ยังได้รับการตอบรับจากผู้ชมเป็นอย่างดี

วันนี้หนอนหนังสือที่มาร่วมเวทีเสวนาได้แก่ ‘ปะการัง’ (ณรงค์ฤทธิ์ ยงจินดารัตน์) นักเขียน นักแต่งเพลง และ ‘เอก อักคี’ (เอกระพีร์ สุขกุลพิพัฒน์) นักเขียนผู้มีความใกล้ชิดสนิทสนมและร่วมงานกับประภัสสร เสวิกุล มาเป็นเวลาช้านาน

เอก อัคคี เล่าว่านอกเหนือจากการเป็นนักเขียนอาชีพ ประภัสสรรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทูตในกระทรวงต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2512 จนเกษียณอายุราชการ ตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณในปี 2551 คือ อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงซันติอาโก สาธารณรัฐชิลี ซึ่งการทำงานที่เกี่ยวข้องกับผู้คนหลากชาติพันธุ์และต้องเดินทางอยู่เสมอ น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ท่านสามารถสร้างสรรค์เรื่องราวที่ประกอบไปด้วยข้อมูลที่หนักแน่น สมจริง และดึงดูดความสนใจของผู้อ่านได้ตลอดมา

“คุณูปการสำคัญของพี่ประภัสสร คือการทำประโยชน์ต่างๆ ให้กับวงการนักเขียน เช่น การริเริ่มรางวัลพานแว่นฟ้าแห่งรัฐสภา รางวัลนราธิป รวมถึงอาคารของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย” (ที่แม้สมาคมจะมีมานาน แต่ไม่เคยมีห้องทำงานของตัวเอง)

ส่วนในความทรงจำของปะการัง “พี่ประภัสสรเป็นคนที่อ่อนโยน แม้จะพูดน้อย แต่ยิ้มง่าย มีความเย็นสบายที่จะอยู่ใกล้ๆ เป็นสุภาพบุรุษทั้งภายในและภายนอก จิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับรุ่นน้องและทุกคน รวมไปถึงวงการด้วย”

ปะการังแบ่งผลงานของประภัสสร เป็น 3 ยุค ยุคแรก เป็นเรื่องสั้นและบทกวี ในช่วงแสวงหาแนวทาง จึงมีลีลาเดินตามรอยการเขียนของรงค์ วงษ์สวรรค์อยู่ค่อนข้างมาก ยุคที่สอง เริ่มเจอแนวทางของตัวเอง และเริ่มเขียนเรื่องเกี่ยวกับการบ้านการเมือง กระทั่งนิลวรรณ ปิ่นทอง บรรณาธิการนิตยสารสตรีสาร ชวนให้ไปเขียนนวนิยาย อำนาจ จึงเป็นเรื่องนิยายแรกเกี่ยวกับการแก่งแย่อำนาจในประเทศสมมติแถบละตินอเมริกา

ยุคที่สาม เรื่องราวที่เขียนมองเข้ามาถึงจิตสำนึกของมนุษย์ เช่น ลอดลายมังกร และล่าสุดเป็นโครงการวรรณกรรมเพื่ออาเซียน ซึ่งเขาทำโครงการนี้ขึ้นมาว่าด้วยเหตุผลที่ว่า “เราควรเรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยไม่ใช่เรียนรู้ในประวัติศาสตร์ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านทางวรรณกรรม มองไปที่สังคมของเพื่อนบ้าน” มีหลายเรื่องที่เขียนเสร็จ เช่น ไชน่ามูน เป็นฉากที่สิงคโปร์ หรือว่า มีเมฆบ้างเป็นบางวัน ของฟิลิปปินส์ รักในม่านฝน ของเวียดนาม ฯลฯ แต่ก็ไม่อาจทำจนครบทั้ง 10 ประเทศ ปัจจุบันภรรยาและลูกชายของเขาอยู่ระหว่างการสานต่อเรื่องที่เหลือให้เสร็จสิ้น

ปะการังให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับอิทธิพลจากงานเขียนของประภัสสรที่มีผลทั้งต่อตัวเขาและส่งผลในวงกว้าง

“ตอนที่ผมเริ่มเขียนหนังสือ ผมอยากเขียนนวนิยาย เมื่ออ่านงานที่สุภาพสตรีเขียน เรารู้สึกว่าไม่ถูกจริต แต่พอมาอ่านงานของคุณประภัสสร ทำให้ผมรู้สึกพบโลกใหม่ นี่คือการเขียนนวนิยายที่เราชอบ รู้สึกมีพลังที่ส่งมาถึงคนอ่าน การเขียนนวนิยายไม่ใช่แค่สร้างเรื่อง แต่ต้องสร้างชีวิตขึ้นมาด้วย ตัวละครต้องมีชีวิตที่มีสีสันจริงๆ

“ส่วนใหญ่พี่เขาจะเน้นเรื่องคุณธรรม ซื่อสัตย์สุจริต และมีแนวทางการใช้ภาษาเป็นของตัวเองซึ่งอ่านง่าย เหมาะสมที่จะให้เยาวชนที่เพิ่งเริ่มต้นอ่านหนังสืออ่าน เมื่อจำเป็นต้องมีตัวร้าย เช่น ตัวละครหนีออกจากบ้าน หรือติดยาเสพติด ตัวละครก็จะต้องมีเหตุผล อาจเป็นที่ครอบครัว พ่อแม่แยกทางกัน หรือไม่มีเวลาพูดด้วย พี่เขาเขียนได้ลึกและมีความเป็นมนุษย์ นั่นคือจุดเด่นหนึ่งของผลงาน เวลาผมจะเขียนหนังสือก็จะมีพี่เขาเป็นแบบอย่าง ซึ่งงานของคุณประภัสสรคนไทยควรรู้จักและได้อ่าน เพราะเป็นบันทึกของยุคสมัย”

เมื่อปะการังถามเอก อัคคี ซึ่งเป็นผู้ที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับประภัสสร ว่ามีความรู้สึกว่าอยากจะเดินตามรอยนักประพันธ์รุ่นพี่ในประเด็นไหนบ้าง…

“ความเป็นคนใจกว้าง เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น แสดงความสามารถ การเป็นสุภาพบุรุษ การให้เกียรติคนอื่น การวางตัว และที่สำคัญอย่างหนึ่งที่คุณประภัสสรสะท้อนมาถึงตัวผมโดยตลอดคือ อย่ายอมแพ้ในการดำรงชีวิต ทำให้ผมสามารถฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคมาได้ และงานของท่านก็เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตให้ผมแทบทุกมิติ และคำสอนที่สำคัญมากคือ เราอย่าเขียนหนังสือด้วยความรู้สึกว่าโยนอะไรออกไปข้างนอกก็ได้ เราต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เราโยนออกไป อีกอย่างคือ มันจะมีผลกระทบกลับมายังผู้เขียน

ผู้ร่วมเสวนาทั้งสองยกตัวอย่างนวนิยาย เวลาในขวดแก้ว วรรณกรรมเยาวชน 1 ใน 100 หนังสือดีที่คนไทยควรอ่าน ซึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ หลายภาษา โดยล่าสุดแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น ก่อนประภัสสรจะเสียชีวิต เพราะเป็นงานที่ละเมียดละไม เต็มไปด้วยเรื่องราวมิตรภาพของตัวละคร หรือ ลอดลายมังกร  ที่พูดถึงความอดทน ต่อสู้ ฝ่าฟัน ได้รับการแปลเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ แสดงให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของบทประพันธ์คือมีความเป็นสากล มีแง่งามทางภาษาและความคิด สอดแทรกประวัติศาสตร์ หรือแม้แต่กวี ดนตรี ศิลปะ ไม่ว่าคนชาติไหนๆ หากมีโอกาสได้อ่านก็ต้องเข้าใจสารที่ผู้ประพันธ์ต้องการจะสื่อถึง

และนี่คือเหตุผลที่คนไทย ไม่ควรพลาดฝีมือการประพันธ์ของสุภาพบุรุษนักเขียนนาม ประภัสสร เสวิกุล