อ่านอีสาน…อ่านคำพูน บุญทวี

 

มักมีคำกล่าวให้เราได้ยินเสมอๆ ว่า ชาวอีสานมีเลือดนักสู้ ดังนั้นจึงไม่ผิดนัก หากเราจะเลือกซึมซับความเป็นนักสู้เหล่านี้ ผ่านงานวรรณกรรมที่พูดถึงภาคอีสานได้อย่างเปี่ยมเลือดเนื้อ

ในวันที่ 5 ของการเสวนา 7 วันอ่านอีกครั้ง กับ 7 นักเขียนดัง’ ที่จัดโดย สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พาเรากลับไปอ่านอีกครั้งกับผลผลิตทางปัญญา ของนักเขียนในตำนานที่ชื่อ ‘คำพูน บุญทวี’ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ และนักเขียนซีไรต์คนของแรกของประเทศไทย จากนวนิยายเรื่อง ‘ลูกอีสาน’

คำพูนเป็นนักเขียนที่ได้ชื่อว่า ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ จากประสบการณ์จริง ด้วยภาษาที่ตรงไปตรงมา ทว่ามีเนื้อหาชัดเจน ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ นายฮ้อยทมิฬ เสียงกระซิบจากโซ่ตรวน และเลือดอีสาน เป็นต้น

‘ชมัยพร แสงกระจ่าง’ ศิลปินแห่งชาติ และอดีตนายกสมาคมนักเขียนฯ เกริ่นนำก่อนว่า ใครก็ตามที่เคยพบลุงคำพูน ย่อมทราบดีถึงความน่ารักว่ามีมากแค่ไหน

“ตอนที่ทำกิจกรรมกับทางสมาคมนักเขียนฯ ลุงคอยดูแลนักเขียนรุ่นน้องๆ เป็นอย่างดี โดยเฉพาะน้องๆ ที่เป็นนักเขียนจากภาคอีสาน ก็มักไปคลุกคลีตีโมงกับลุงคำพูนอยู่เสมอๆ แต่ถึงอย่างนั้น คนที่จะมาเล่าถึงตัวตนของลุงได้ดีที่สุดมีอยู่คนเดียว”

แน่นอนว่าเป็นใครอื่นไปมิได้เลย นอกเสียจากคู่ชีวิต และยังเป็นคู่ทุกข์คู่ยากอีกด้วย

‘ลันนา เจริญสิทธิชัย’ หรือ นามปากกาที่ใช้ในการเขียนหนังสือว่า ‘กิมหลั่น’ ภรรยาของลุงคำพูนเผยแง่มุมน่ารักๆ ที่นักอ่านอาจยังไม่ทราบว่า

“จริงๆ ไม่ได้ชอบคำพูนเลย ไม่รู้ไปหลงเขาได้อย่างไร บังเอิญเราไปเปิดร้านเสริมสวยอยู่ที่หน้าสำนักงาน ฟ้าเมืองไทย เขาผ่านมา โดยตั้งใจจีบหลานสาวเรา แต่เธอมีสามีแล้ว เลยมาจีบเราแทน ด้วยทำทีเป็นว่าขอดูดวงให้ เป็นหมอดู ส่งมือมาสิ ดูให้ก็บอกว่า รู้ไหมว่ากำลังจะมีแฟน เราก็ตกใจ จากนั้นจึงค่อยๆ สนิทกัน”

ภรรยาลุงคำพูนเล่าด้วยความสนุกสนานต่อว่า วันหนึ่งฝ่ายชายถามเรื่องแต่งงาน พอเธอไปถามที่บ้าน คำตอบคือปฏิเสธสถานเดียว ซ้ำยังกีดกันทุกทาง

“ที่บ้านเป็นคนจีน คงอยากให้แต่งกับคนจีนด้วยกัน แต่เราเลือกคำพูน สงสารด้วย โดนแบบนี้จ๋อยเลย ความสงสารก็กลายเป็นความรัก ไปจัดงานแต่งกันสองคนที่เสาชิงช้า โดยการใส่บาตรให้พระสามรูป ก่อนพาไปไหว้ศพเตี่ยที่แปดริ้ว”

เธอเลือกลุงคำพูนเป็นคู่ชีวิตด้วยเหตุผลสี่ข้อคือ ตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ และเป็นคนใจดี

“อดทนด้วย ไม่กินข้าวเย็นก็อยู่ได้ กับข้าวนี่ขอแค่ให้มีปลาร้า พริก กระเทียม หุงข้าวเหนียวให้ เท่านี้ก็พอแล้ว พอแต่งงานกันก็ออกจากบ้านไปเช่าบ้านอยู่กับลุงสองคน ไปขายกาแฟ ขายไอติม โดยมีลุงคำพูนช่วยตัก ตอนนั้นจนมากๆ อยู่ตรงการเคหะธนบุรีปากท่อ ติดเงินเขาถึงสามปี ไม่มีจ่าย จนหมายศาลมาถึง”

ชีวิตคนเขียนหนังสือในช่วงนั้นแสนลำบาก กิมหลั่นบอกว่า เขียนไปก็ไม่มีใครอ่าน สำนักพิมพ์ต่างๆ ก็แทบไม่มีใครอยากคุยด้วย

“ซื้อผักยังต้องให้ลุงคำพูนไปขอติดเงินไว้ก่อน เพื่อเอามาทำจับฉ่าย ลำบากเป็นสิบปี ลูกอีสานก็ขายลิขสิทธ์ไปแล้วด้วย จนมีการทำเรื่องฟ้องกัน ขอคืนมาเป็นของเราในภายหลัง ความเป็นอยู่ค่อยๆ ดีขึ้นตอนย้ายมาอยู่บ้านเมืองทอง ทำน้ำพริกปลาร้าใส่รถเข็นขาย ขายกับข้าวด้วย

“ลุงมีความคิดที่แปลกไม่เหมือนคนอื่น แกเก่งด้านการให้ข้อมูล อย่างแนะนำให้เราขายไข่ บอกว่ากำไรดี ก็ขายดีจริงๆ ส่งเจ้าโน้นถาด เจ้านี้ถาด หรือแนะนำให้ไปขายตรงตลาดโตรุ่ง เราก็ทำน้ำปั่นขาย ชีวิตดีขึ้นบ้าง เราบอกลุงว่า ไม่ต้องออกไปทำงานที่ไหนแล้ว ให้อยู่บ้านเขียนหนังสือ เราจะเป็นคนออกไปเสนอให้สำนักพิมพ์ต่างๆ เอง เริ่มเรียนรู้กระบวนการทำหนังสือจากตรงนั้น”

กิมหลั่นส่งต่อเคล็ดลับการเขียนที่ได้จากลุงคำพูนว่า เขียนหนังสือต้องรู้จริง ข้อมูลต้องมี

ด้านศิลปินแห่งชาติอย่างชมัยพรประทับใจงานของลุงคำพูนเนื่องจากทำให้คนอ่านอิ่มสามอย่าง เริ่มที่อย่างแรกคือการอิ่มคำและภาษาที่ไม่เหมือนใคร

“การบรรยาย ภาษาพูด บทสนทนา การพรรณนา กระบวนการเขียนต่างๆ เหล่านี้ จะถูกผสมรวมกันอย่างลงตัว สนุก ได้จังหวะ ขอใช้คำว่าเป็นธรรมชาติ เป็นวรรณกรรมที่กล่าวได้ว่ามีสุ้มเสียงอันโดดเด่นโลดแล่นอยู่บนหน้ากระดาษ

“สองคืออิ่มภาพ ใครที่เคยอ่านลูกอีสานจะเห็นเลยว่า เรือนมีลักษณะเป็นอย่างไร จะเล่าอย่างเป็นธรรมชาติ ค่อยๆ เล่า ค่อยๆ บอก มียุ้งข้าวอยู่ตรงไหน คอกวัวคอกควายอยู่ตรงไหน เด็กๆ อยู่ตรงไหน เป็นกวีแบบอีสาน

“อิ่มอีกเรื่องที่สนุกมาก ซึ่งน่าจะสนุกที่สุด นั่นคืออิ่มรส ลุงเขียนบอกไว้ว่าคนอีสานเขากินอะไรกัน เราอ่านแล้วอยากลุกขึ้นไปกินตาม เล่าเรื่องลาบปลา แจ่งบอง ป่นปลาย่าง อะไรแบบนี้ ใครคิดทำร้านอาหาร ซื้อลูกอีสานไป เปิดร้านได้เลย (ยิ้ม)”

อาจารย์ชมัยพรปิดท้ายว่า เราจะไม่เจออะไรที่เป็นอันตรายในลูกอีสานเลย ทำให้งานเล่มนี้ ยืนยงมาถึงปัจจุบัน