อ่านอีกครั้ง…ฟังเพลงแจ๊ซ กับ ‘ฮารูกิ มูราคามิ’

เวทีเสวนา  7 วันอ่านอีกครั้ง กับ 7 นักเขียนดัง’ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 46 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติครั้งที่ 16 ของวันที่ 7 เมษายน 2561 ถึงคราวหยิบยกผลงานของนักเขียนและนักแปลชาวญี่ปุ่นร่วมสมัยที่โด่งดังไปทั่วโลก และยังคงมีชีวิตเพื่อสร้างสรรค์ผลงานอยู่จนถึงปัจจุบันมาเป็นประเด็นพูดคุย นักเขียนผู้นั้นคือ ‘ฮารูกิ มูราคามิ’ ซึ่งโลดแล่นอยู่ในบรรณพิภพมาเป็นเวลากว่า 40 ปี

โดยครั้งนี้มีผู้ร่วมเสวนา 3 ท่าน ได้แก่ ‘จิรภัทร อังศุมาลี’ นักวิจารณ์เพลง ผู้เขียนหนังสือ แจ๊ซมูราคามิ, ‘คมสัน นันทจิต’ ผู้แปลรวมเรื่องสั้นของนักเขียนญี่ปุ่นคนนี้ในชื่อปก อาฟเตอร์เดอะเควก (After the Quake) และ ‘นิวัต พุทธประสาท’ บรรณาธิการสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม ผู้มีมูราคามิเป็นนักเขียนในดวงใจ

ด้วยความเป็นนักเขียนยุคที่รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นถูกเขียนด้วยคนอเมริกัน มูราคามิเติบโตมาด้วยอารมณ์ความรู้สึกของดนตรีแจ๊ซ ร็อค และกีฬาเบสบอล ฉะนั้นการเขียนของเขาจึงแตกต่างจากวัฒนธรรมเก่าอย่างสิ้นเชิง เขาเขียน Hear the wind sing (สดับลมขับขาน) นิยายเรื่องแรกเป็นภาษาอังกฤษ ก่อนจะแปลงานของตนชิ้นนี้กลับไปเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ดังนั้น นอกจากเรื่องราวที่ต่างไปจากขนบเดิมๆ แล้ว วิธีการทำงานของเขาก็ยังถูกนักเขียนรุ่นเก่าวิจารณ์อย่างรุนแรง จนเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องเดินทางออกจากประเทศญี่ปุ่น แต่นั่นก็หาได้เป็นอุปสรรคต่อการเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่

เพียงตั้งต้นด้วยคำถามที่ว่า “การอ่านงานของมูราคามิยอดเยี่ยมอย่างไร” ก็ทำให้เหล่าผู้ร่วมเวทีถึงกับพรั่งพรูความรู้สึกอันเปี่ยมล้น

นักวิจารณ์เพลงอย่างจิรภัทรมองว่ามูราคามิเป็นนักเขียนชายที่สามารถเขียนตัวละครผู้หญิงได้อย่างลึกซึ้ง สะท้อนความเป็นผู้หญิงได้อย่างสุดยอด และยกตัวอย่างนิยายเรื่อง Norwegian Wood (ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย) ซึ่งเกี่ยวพันกับบทเพลงชื่อเดียวกันของวงเดอะบีทเทิ้ลส์

“สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมชอบงานของเขาก็คือการสอดแทรกดนตรีแจ๊ซ คลาสสิก หรือเพลงยุคอิมเพรสซีฟซอง พวกโอลดี้ทั้งหลายเข้ามาอยู่ในนิยายแต่ละเรื่องของเขา ผมเป็นคนชอบฟังเพลงด้วย เลยทำให้ชอบนิยายของมูราคามิเกือบทุกเรื่องที่เขาเขียน มันไม่ใช่การที่เขาแค่เอาเพลงมาประกอบในเรื่องเฉยๆ แต่ละเพลงมีความหมายกับตัวละคร ให้ความรู้สึก บรรยากาศ ความลึกซึ้งของเรื่องราวในนั้น”

หากใครยังไม่เคยอ่านผลงานของมูราคามิเพราะได้ยินกิตติศัพท์เกี่ยวกับความเป็นหนังสือเข้าใจยาก จิรภัทรแนะนำให้เริ่มต้นจากเล่มนี้ (Norwegian Wood) เพราะแม้จะมีการนำเสนอเรื่องราวผ่านวิธีการเล่าในสไตล์เฉพาะตัว แต่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก และสามารถเชื่อมต่อไปถึงงานเล่มอื่นๆ ของมูราคามิได้ง่ายขึ้น

คมสันเองซึ่งเคยแปลงานของมูราคามิ มุ่งไปที่อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครในฐานะที่มีความเป็นอยู่ค่อนข้างสุขสบาย การเงินดี แต่สับสนและมีปัญหาบางอย่างอยู่ในใจ ซึ่งเขาวิเคราะห์ว่าสอดคล้องกับลักษณะของผู้คนทุกยุคทุกสมัย

“เราก็ไม่ได้ลำบาก แต่บางทีเหมือนชีวิตมันแหว่ง พร่อง หรือรู้สึกว่าข้างในโล่งๆ โหยหาบางอย่างแต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร เมื่อคุณเข้าถึงตัวละครของเขา เหมือนเจอเพื่อน แล้วบางทีก็อาจมีคำตอบให้เรา ซึ่งบางคำตอบก็ไม่ได้เด่นชัด แต่จะให้คำตอบนั้นเป็นอากาศที่เราสูดเข้าไป นี่คือความยอดเยี่ยมของมูราคามิ เป็นอากาศที่อยู่ในหนังสือ ซึ่งจะสัมผัสได้ว่าโอบกอดเราอยู่ จนนำไปสู่ความคลี่คลายบางอย่าง”

ด้านนิวัต สรุปภาพรวมของมูราคามิให้เห็นอย่างง่ายๆ ว่า เป็นงานที่มีความลึกลับ เข้าใจตัวผู้หญิง และพูดถึงชีวิตที่ไม่ค่อยราบรื่น ชีวิตผกผันไปมา ซึ่งในบางจังหวะ บางโอกาส เราทุกคนก็อาจพบเจอเหตุการณ์หรือความรู้สึกแบบเดียวกับตัวละคร

“โดยรวมมันคือวัฒนธรรมป๊อป มันเป็นกระแสที่ผู้คนตื่นตัวกับดนตรีป๊อป ดนตรีสมัยใหม่ ยุค 70 หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งผมคิดว่าเขาจับประเด็นความรู้สึกในยุคนี้ออกมาได้ดีมากๆ มีบรรยากาศในเรื่องที่ไม่เหมือนทั่วๆ ไป แต่ตัวเรื่องหรือการเล่าที่ไม่ได้เรียงลำดับตามเวลาจริงแบบที่เราคุ้นเคย มีการสลับไปมาระหว่างปัจจุบัน อนาคต บางทีก็เข้าไปอยู่ในโลกความฝัน เมจิคัลก็มี ผมเลยเข้าใจว่าบางครั้งอาจทำให้รู้สึกว่าอ่านยาก”

นอกเหนือไปจาก Norwegian Wood  แล้ว ผู้ร่วมเสวนาทั้งสามแนะนำเล่มที่น่าสนใจสำหรับผู้ต้องการเริ่มต้นอ่านมูราคามิไว้อีก 4 เล่ม ได้แก่ South of the Border, West of the sun (การกลับมาของหญิงสาวในคืนฝนตก) เนื่องจากเป็นเรื่องที่เรียบง่าย แต่มีเทคนิควิธีการนำเสนอที่งดงาม, A Wild Sheep Chase (แกะรอย แกะดาว) เรื่องของชายผู้หลงรักใบหูของผู้หญิงที่เป็นนางแบบต่างหู, บันทึกนกไขลาน (The Wind-Up Bird Chronicle) มหากาพย์สงครามตั้งแต่แมนจูเรียมาถึงญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นงานที่ดีที่สุดของมูราคามิ และ นักเขียนนวนิยายมืออาชีพ ที่มูราคามิเปิดเปลือยวิธีคิดเกี่ยวกับการเขียนอย่างหมดเปลือก  

ปิดท้ายการเสวนาด้วยเสียงบรรเลงแซ็กโซโฟนจาก The Star-Crossed Lovers ของ Duke Ellington & Billy Strayhorn เพลงหนึ่งที่มูราคามิเลือกใช้ในเรื่อง South of the Border, West of the sun  และ Blue in green โดย Miles Davis จากเรื่อง Norwegian Wood  ชวนให้เคลิบเคลิ้ม พร้อมจะเดินไปเลือกซื้อหนังสือของเขาสักเล่มติดมือกลับบ้าน ด้วยหวังว่าจะได้รับการโอบกอดชีวิตอันไม่สมบูรณ์แบบจากเรื่องเล่าของเพื่อนตัวละคร และบทเพลงอีกมากมายที่มูราคามิเลือกใช้อย่างละเมียดละไมเพื่อสร้างความตรึงใจไม่รู้ลืม…