อ่านสังคมไทย ผ่าน ‘สามเกลอ’ ของ ‘ป. อินทรปาลิต’

ผ่านพ้นไปแล้วด้วยความประทับใจนักอ่าน กับงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 46 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติครั้งที่ 16 ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘อ่านอีกครั้ง’

เรามีเก็บตกการเสวนา 7 วันอ่านอีกครั้ง กับ 7 นักเขียนดัง’ ในวันสุดท้ายมานำเสนอ

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศ.ดร. วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชรราชบัณฑิต และ ‘พลเอกบัญชร ชวาลศิลป์’ มาร่วมรำลึกการอ่านงานระดับตำนานของนักเขียนนามอุโฆษ ‘ป. อินทรปาลิต’ โดยมี ‘ศุภเจตน์ ตระการศิริวานิช’ นักธุรกิจรุ่นใหม่และยังเป็นนักอ่านตัวยงเป็นผู้ดำเนินการสนทนา

ป. อินทรปาลิต เป็นนามปากกาของ ‘ปรีชา อินทรปาลิต’ รู้จักกันดีในฐานะนักเขียนหัสนิยาย ‘พล นิกร กิมหงวน’ หรือ ‘สามเกลอ’  

หัสนิยายมิใช่นวนิยายตามขนบที่เรารู้กัน หรือเรื่องสั้นที่มีตอนจบในตัวเอง แต่เป็นเรื่องแต่งที่สะท้อนภาพชีวิตของสังคม ของยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง กล่าวได้ว่า สามเกลอคือเรื่องราวที่ลำดับภาพสังคมไทยในช่วง 30 ปี ระหว่าง 2482 – 2511 สะท้อนเหตุการณ์ บรรยากาศ และสิ่งแวดล้อม พูดได้ว่าเกือบทุกด้านของสังคมไทย ซ้ำยังเคยผลิตเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์อีกด้วย

ศ.ดร. วิชิตวงศ์ เล่าให้ฟังว่า เคยพบ ป.อินทรปาลิต ตัวจริงเสียงจริง ซึ่งนับเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง

“ปี 2490 ผมไปออกนิตยสารฉบับหนึ่งที่โรงพิมพ์ใกล้ๆ เสาชิงช้า มีหนังสือพิมพ์สองฉบับมาออกพร้อมๆ กัน แบ่งที่ทำงานในโรงพิมพ์เดียวกัน ฉบับหนึ่งชื่อเอกราช รับผิดชอบโดยคุณอิศรา อมันตกุล อีกฉบับชื่อปิยมิตร มี ป. อินทรปาลิต เป็นผู้อำนวยการ ท่านยังเขียนคนเดียวทั้งเล่ม ซ้ำออกทุกวัน เป็นเรื่องอ่านเล่น นานๆ จะมีพล นิกร กิมหงวน แทรกอยู่ ท่านอายุราว 38 ปี

“ป. อินทรปาลิต มาทำงานแต่เช้า โดยขับรถยนต์มา สมัยนั้นคนยังไม่ค่อยมีรถยนต์กันหรอก ท่านนุ่งกางเกงขายาวสีขาว สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว พับแขน ดูสะอาดเรียบร้อย ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ตอนนั้นผมยังอายุแค่ 18 ปีเท่านั้น ก็เกิดความชื่นชมในตัวจริงของนักเขียนใหญ่ที่เราชอบ”

นอกจากนี้ ศ.ดร. วิชิตวงศ์ ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า จากงานเขียนทั้งหมดกว่า 1,000 ตอนของสามเกลอนั้น หาได้มีคุณค่าเพียงแค่การสร้างเสียงหัวเราะ ทว่ายังเป็นวรรณกรรมที่ต้องศึกษาและจดจำใน 3 เรื่องด้วยกัน

“หนึ่งคือ เนื่องจากเรื่องราวกินระยะเวลากว่าสามทศวรรษ พูดได้ว่ามีการเขียนขึ้นแทบทุกเดือน ทำให้เราเห็นถึงวิวัฒนาการของสังคมไทย ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือที่เรียกกันว่าสมัยบ้านดีเมืองดี จนเกิดสงคราม และหลังสงคราม มีการบันทึกไว้หมด กระทั่งเรื่องนักมวยอย่าง โผน กิ่งเพชร หรือภาพยนตร์ต่างๆ ตรงนี้ไม่มีวรรณกรรมเล่มใดสะท้อนได้ขนาดนี้ แม้เอกสารของทางราชการเองก็ตาม

“สองคือการแทรกหลักคิดทางจริยธรรมต่างๆ ปลูกฝังความรักชาติ ความกล้าหาญ ความเสียสละ สุดท้าย ที่ได้รับคือความสนุกเพลิดเพลิน คลายเครียด เป็นยารักษาโรคต่างๆ แห่งยุคสมัยได้เป็นอย่างดี นี่คือ 1 ใน 100 เล่มที่คนไทยต้องอ่าน”

ส่วน พลเอกบัญชรเล่าว่า ตนเป็นแฟนตัวจริงของท่าน ป. อินทรปาลิต โดยมีหนังสือเกือบทุกเล่มอยู่ในห้องหนังสือที่บ้าน

“โดยเฉพาะ พล นิกร กิมหงวน ถามว่าผมได้อะไรจากการอ่านเรื่องนี้ อารมณ์ขันนั่นได้แน่ๆ แต่คิดว่าอีกสิ่งคือ การคิดนอกกรอบเหมือนตัวละครทั้งหมด ที่คิดอ่านสิ่งใดไม่เหมือนคนธรรมดา ผมจึงกลายเป็นคนที่ไม่ค่อยยึดติดอยู่กับกรอบ อย่างการสอบเข้าเตรียมทหารนี่ ก็ทำไปโดยไม่ได้บอกพ่อเลย หรือการเขียนหนังสือ ผมก็ทำเลย มีอะไรอีกหลายอย่างที่ผมอยากทำ ก็ได้ทำ นั่นคืออิทธิพลจากหนังสือของ ป. อินทรปาลิต คือได้ทำในสิ่งที่ตนเองมีความสุข”

สุดท้ายในมุมมองของนักอ่านรุ่นใหม่ ศุภเจตน์บอกว่า รู้สึกทึ่งในความสามารถของผู้เขียน คนหนึ่งคนมีเรี่ยวแรงประพันธ์ได้นับพันชิ้น ที่สำคัญคือ ยังอ่านสนุกด้วย

“หากใครได้อ่านจะเห็นภาพเลยว่า คนไทยสมัยก่อนกินอยู่กันอย่างไร มีเรื่องไหนอินเทรนด์ในยุคนั้นๆ ส่วนอีกมุมหนึ่งนอกจากเชิงประวัติศาสตร์ ผมค้นพบว่า เราสามารถนำกลวิธีการเขียนของท่าน มาปรับใช้กับสื่อโซเชียลมีเดียได้ คือ ป. อินทรปาลิต มีการสื่อสารที่รอบด้านมากๆ ถ้าเปรียบเป็นเพจบนเฟซบุ๊ค นี่คือเพจที่มีเรื่องราวครบเครื่องมาก”