ร้านหนังสืออิสระ อย่างไรจึงรอดและรุ่ง

บ่ายวันอาทิตย์,

ฝนเทโครมใหญ่ ก่อนทิ้งเม็ดลงมาแบบปรอยๆ ถนนเปียกลื่นเฉอะแฉะ อุณหภูมิลดวูบ เราคิดถึงกาแฟร้อนหอมๆ เข้มๆ กับพื้นที่สะอาดๆ
ในร้านหนังสือสักแห่ง ใช่แล้ว วันนี้เรามีนัดไปร่วมฟังเสวนาในหัวข้อน่าสนใจ ‘ทำร้านหนังสือยังไงให้รอดและรุ่ง’ โดย สถาบันเกอเธ่ (Goethe-Institut Thailand) และ Fathom Bookspace ร้านหนังสือย่านซอยสวนพลู กรุงเทพฯ เป็นผู้ร่วมกันจัด  แขกรับเชิญแต่ละคนเห็นชื่อแล้วไม่ควรพลาดโดยสิ้นเชิง ชวนสนทนาโดย เจนจิรา เสรีโยธิน นักเขียน นักแปล และล่าม ผู้คุ้นเคยกับวงการหนังสือของเยอรมันและไทยมานาน งานนี้คนอยากเปิดร้านหนังสืออาจได้ความรู้ ส่วนหนอนนักอ่านผู้ชอบความแตกต่าง แค่เห็นบรรยากาศก็กระเป๋าสตางค์สั่นแล้ว นี่แหละเสน่ห์ของร้านหนังสืออิสระ

 

เปิดวงคุยด้วยผู้ก่อตั้งร้าน The Booksmith ผู้มีประสบการณ์ในธุรกิจนี้มานานอย่าง สิโรตม์ จิระประยูร ที่บอกว่าการเปิดร้านหนังสืออิสระนั้น ต้องเริ่มต้นด้วยความกล้าเข้าไว้

 

ในการติดต่อนำหนังสือมาขาย แวดวงนี้มีลักษณะความไว้วางใจที่แตกต่างกันไป บางเจ้าต้องวางมัดจำห้าหมื่นบาท บางเจ้าสามหมื่น
เราต้องใจกล้าในการสอบถาม ในต่างประเทศก็ส่งอีเมลไปแนะนำตัวเองเลย ทำตามขั้นตอนไป อย่าอาย เราต้องหาคอนเนคชั่นไว้เยอะๆ
ร้านหนังสือต้องช่วยกัน ยิ่งเปิดเยอะยิ่งดี จากนั้นก็ต้องกลับมาเรื่องระเบียบวินัยของเราในการจ่ายเงิน อย่าให้ความเชื่อมั่นตรงนี้หายไป”

สิโรตม์แนะนำว่า ต้องเริ่มจากหนังสือที่ตนเองถนัดที่สุด เนื่องจากจะใส่ทุกอย่างลงไปในพื้นที่จำกัดไม่ได้ สิ่งสำคัญมากคือการคาดเดาว่า
ควรสั่งหนังสือมาขายในล็อตแรกเป็นจำนวนเท่าไหร่ เหตุผลคือ ในล็อตที่สองนั้นความนิยมย่อมซาลงแล้ว เคล็ดลับนี้ใช้ได้กับทั้งหนังสือภาษาไทยและอังกฤษ

ในด้านการช่วยเหลือจากทางภาครัฐนั้น เขาต้องการความจริงใจในการส่งเสริมร้านหนังสืออิสระ

  “นโยบายบางอย่างมันทำง่ายและเห็นชัด อย่างพวกป้ายต่างๆ หรือเอาเงินไปซื้อโต๊ะตู้ก่อนหนังสือ ส่วนนโยบายที่จำเป็นจริงๆ เห็นผลระยะยาวมันทำยาก อีกอย่าง เราไปมองว่าการอ่านหนังสือทำให้คนเป็นคนดีคนเก่ง การเริ่มต้นอ่านหนังสือโดยจุดประสงค์ที่ซีเรียสแบบนั้น มันไม่ได้ผล สุดท้าย ผมอยากเห็นผลวิจัยหรือสถิติอย่างจริงจัง ในเรื่องต่างๆ อาทิ ปัจจุบันเรามีร้านหนังสืออิสระเพิ่มขึ้นกี่ร้าน คนไทยอ่านหนังสือลดลงจริงหรือไม่ ลดลงเพราะอะไร ทางแก้คืออะไร”

 

ภัทรอนงค์ สิริพิพัฒน์ คนทำหนังสือและเจ้าของสถานที่บอกว่า การเลือกโลเคชั่นเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากขายหนังสือ เธออยากให้ร้าน
เป็นพื้นที่การเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ ดังนั้นจึงเลือกสถานที่ในเขตชุมชน

“ย่านนี้มีคนหลากหลาย ซึ่งจะนำไปสู่การคิดกิจกรรมต่างๆ ให้เชื่อมโยงในสิ่งที่เราต้องการ ในขณะเดียวกันก็ต้องคิดแง่ความเป็นจริงด้วย เรื่องรายรับรายจ่าย ต้นทุนต่างๆ คือมันต้องขายได้ ส่วนเวลาเลือกหนังสือเข้าร้าน ต้องเผื่อให้ไกลกว่ารสนิยมของเราหน่อย อย่างถ้าเราชอบหนังสืออาร์ตมาก ที่เราชอบหรือรู้จักแค่แบบเดียวอาจไม่พอต้องไปเดินดูที่โน่นที่นี่เพิ่ม มันเป็นการเปิดโลกของเรา”

 

เธอไม่ได้มองโลกออนไลน์เป็นศัตรู ซ้ำยังคบหากันเป็นมิตร โดยบอกว่ามันช่วยส่งเสริมร้านได้อีกทาง สำหรับคนที่ไม่สะดวกในการเดินทาง

“กลุ่มคนอ่านในร้านหนังสือของเรามีไม่มากถ้ามองกันตามจริง แต่มันช่วยสำนักพิมพ์ได้มากนะ เราสามารถเชียร์ได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจให้แก่ทุกคนที่เดินเข้ามา ลูกค้าอาจไม่เคยอ่านวรรณกรรมมาก่อน ไม่รู้ว่าใครคือมาร์เกซ ใครคือรงค์ วงษ์สวรรค์ คือพอเราเลือกหนังสือเอง เราจะรู้จักทุกเล่ม เดาทางคนอ่านว่าคนนี้ๆ น่าจะอ่านได้”

 

ปิดท้ายด้วย เอ็ดการ์ ไร (Edgar Rai) นักเขียน นักแปล และเจ้าของร้านหนังสือ Uslar & Rai ในเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ที่อัดแน่นด้วยวงสนทนาและผู้คน โดยเขาพูดคล้ายๆ กันว่า โลเคชั่นเป็นสิ่งสำคัญมาก คือต้องมีประชากรที่หนาแน่นเพียงพอ และจำเป็นต้องรู้จักลักษณะของผู้คน รู้ว่าตนเองต้องการอะไร จากนั้นจึงตกแต่งร้านให้แสดงตรงนั้นออกมาให้มากที่สุด รวมถึงพยายามรักษาความตื่นเต้นแรกเริ่มไว้ให้ดี

“ปัจจุบันคนไม่ต้องมาร้านหนังสือก็สามารถซื้อหนังสือได้ ดังนั้นเราจะทำอย่างไรให้ร้านหนังสือเป็นมากกว่านั้น โจทย์คือต้องหาพื้นที่ซึ่งใหญ่พอจะจัดกิจกรรมได้ นี่คือสิ่งที่การซื้อหนังสือออนไลน์ให้คนอ่านไม่ได้ ร้านหนังสือใหญ่ๆ พยายามเป็น amazon แต่ถ้าคนอยากได้แบบนั้น เขาเข้าเว็บดีกว่า จึงเห็นว่า ร้านหนังสือที่ทำแบบดังกล่าวมักปิดตัวลง

“ที่เยอรมนีนั้นต่างจากประเทศไทย ผมได้ยินว่าที่นี่พื้นที่ของวรรณกรรมหายไป แต่ของเราทิ้งไม่ได้เลย หนังสือออกมาปีหนึ่ง 8 หมื่น – 9 หมื่นปก ส่วนใหญ่เป็นงานวรรณกรรมด้วย ตรงนี้หมายความว่าเราจะเลือกให้ฉลาดอย่างไรเท่านั้น อีกอย่าง เรามีกฎหมายระบุเลยว่า ถ้าสำนักพิมพ์กำหนดราคาหนังสือมาเท่าไหร่ ทั่วประเทศต้องขายราคานั้น ไม่ให้สิทธิ์ใครในการลดราคา ดังนั้นร้านหนังสือเล็กๆ จึงอยู่ได้”

 

ฝนขาดเม็ดพอดีในตอนเลิกวงเสวนา เราเลือกนิยาย โลลิตา เล่มหนาของ วลาดิเมียร์ นาโบคอฟ และเรื่องสั้นอีกสองสามเล่มกลับบ้าน แน่นอนว่าหาไม่ง่ายนักในร้านหนังสือเชนใหญ่ๆ  เข้าร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ก็อบอุ่นแบบนี้แหละ สำหรับคนคลั่งไคล้การไล่สายตาเลือกซื้อหนังสือบนชั้นอย่างเรา อ้อ! รวมถึงบทสนทนาดีๆ ด้วย.