ทรงจำถึง ‘พ่อ’ ในมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22

สำหรับพสกนิกรชาวไทยแล้ว นับแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ท้องฟ้าในใจเราคล้ายเป็นสีทึมเทา หม่นหมองด้วยความโศกาอาดูรจากการสูญเสียครั้งใหญ่หลวง

สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย หรือ pubat ชวนนักอ่านร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในงาน ‘มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 22’ ภายใต้แนวคิด ‘ความท๙งจำ’ ที่จะจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 18 – 29 ตุลาคมนี้

“คอนเซ็ปต์ของงานในครั้งนี้เป็นโจทย์ยาก” สุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมฯ กล่าว

“รื่นเริงไม่ได้ ทว่านี่เป็นความตั้งใจของเราอยู่แล้วที่จะจัดงานในช่วงเวลานี้ หลายคนถามว่า ไม่เลื่อนหรือ แต่เราคิดว่าคือความเหมาะสม คนในวงการหนังสือ คนรักการอ่านจะได้มารวมตัวกันเพื่อหลอมดวงใจถวายความอาลัย ธีมงานจึงเกี่ยวกับความทรงจำ และของที่ระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9”

พระราชนิพนธ์เรื่องแรก

ในนิทรรศการครั้งนี้ มีการนำพระราชนิพนธ์เรื่อง ‘เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์’ ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์เรื่องแรกเมื่อทรงขึ้นครองราชย์ ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร วงวรรณคดี ฉบับเดือนสิงหาคม 2490 มาจัดแสดงด้วย โดย ไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์ นักสะสมหนังสือและภาพโบราณ เจ้าของนิตยสารฉบับดังกล่าวย้อนอดีตให้ฟังว่า เขาเริ่มสะสมหนังสือมาตั้งแต่อายุ 13 ปี

“ชอบไปเดินหาซื้อหนังสือที่แผงสนามหลวงในตอนเย็นๆ ผมได้นิตยสารวงวรรณคดีชุดหนึ่งมาจากแผงที่นั่นเมี่อสามสิบปีก่อน มีเล่มที่มีบทพระราชนิพนธ์นี้รวมอยู่ด้วย โดยทางเจ้าของเดิมได้มาร์คไว้แล้วเป็นกากบาทสีแดง ผมได้เปิดอ่าน ก็รู้สึกซาบซึ้งประโยคที่แพร่หลายดังกล่าว เพิ่งทราบเหมือนกันว่ามาจากชิ้นนี้เอง เป็นพระราชนิพนธ์แรกที่พระราชทานเป็นกรณีพิเศษ มีภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ประกอบอยู่ด้วยจำนวน 14 หน้า ซึ่งเป็นภาพที่หาชมยาก ผมเข้าใจว่าฉบับนี้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติก็ไม่มี”

“ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนอย่างไรได้”

คือประโยคที่นักสะสมหนังสือโบราณหมายถึงและยังคงตราตรึงอยู่ในใจคนไทยทั่วหล้า นิตยสารฉบับนี้จัดแสดงร่วมกับหนังสือพระราชนิพนธ์เล่มอื่นๆ หนังสือที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเหตุการณ์สำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอด 7 ทศวรรษในรัชสมัยของพระองค์ นอกจากนี้ยังมีสิ่งพิมพ์และของที่ระลึกต่างๆ ที่จัดทำขึ้นหลังวันสวรรคต 13 ตุลาคม 2559 อาจกล่าวได้ว่าเป็นอีกหนึ่งนิทรรศการที่รวบรวมหนังสือและสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาจัดแสดงให้ชมมากที่สุด

ไฮไลต์สำคัญคือ จะมีการทำสำเนาบทพระราชนิพนธ์เรื่องแรกนี้ แจกให้ผู้มาร่วมงานด้วย นายกสมาคมฯ กล่าวเสริมว่า ทุกคนที่มาจะได้น้อมระลึกว่าแต่ละทศวรรษมีเหตุการณ์อะไรบ้างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำให้แก่ประชาชน เหมือนเป็นไทม์ไลน์เพื่อย้อนถึงพระราชกรณียกิจและพระจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ท่าน

 

ทรงจำถึงในหลวงบนดวงแสตมป์

แม้คนยุคใหม่ห่างเหินจากการซื้อแสตมป์เพื่อเก็บสะสม แต่แสตมป์ก็ยังมีความศักดิสิทธิ์ในฐานะสัญลักษณ์หนึ่งของประเทศ วิบูลย์ เสรีชัยพร ผู้จัดการฝ่ายตลาดตราไปรษณียากร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เล่าให้ฟังถึงจดหมายเหตุแห่งแผ่นดินที่สืบทอดกันมาเป็นขวบปีที่ 134 และการจำหน่ายตราไปรษณียากรชุดพิเศษภายในงาน

“สำหรับที่เกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 เราเคยจัดทำมา 79 ชุด 353 ดวง ถ่ายทอดพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ พระอัจฉริยภาพ รวมไปถึงพระราชพิธีสำคัญๆ ก็บันทึกไว้หมด

ในงานหนังสือปีนี้นับเป็นคอลเลคชั่นแห่งความทรงจำของแผ่นดิน เราเตรียมการไว้ว่า 25 ตุลาคม จะวางจำหน่าย ตรงนี้เราทุ่มหัวใจกลั่นกรอง เชิญอดีตผู้บริหารเก่าๆ ผู้ทรงภูมิมาช่วย เป็นที่ระลึกพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพ มีอยู่ด้วยกัน 3 แบบ

แผ่นแรกเรียกได้ว่า 9 ภาพตราบนิรันดร์ก็ไม่ผิดนัก ถ่ายทอดพระพักตร์ที่มีรอยยิ้มของพระองค์ท่าน เป็นรอยยิ้มแห่งพระมหากรุณาธิคุณ อยากให้ประชาชนระลึกถึงท่านแบบนี้ตลอดไป โดยใช้สีชอล์ควาดขึ้น”

แบบที่ 2 นั้น วิบูลย์เล่าว่าเป็นตราไปรษณียากร 3 ดวง ถ่ายทอดเกี่ยวกับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพ ส่วนแบบสุดท้าย เรื่องราวมาจบลงที่พระเมรุมาศ

“เราบรรจงสร้างมาก เป็นภาพตอนที่กรมศิลปากรนำเสนออกมาเป็น 3 มิติ เราถ่ายทอดบนแผ่นดวงตราไปรษณียากรที่มีพื้นหลังเป็นท้องฟ้าซึ่งมีบรรยากาศโศกเศร้าอาดูร ด้านล่างคือพสกนิกรร่วมใจกันถวายความอาลัยด้วยเพลงสรรเสริญพระบารมี ทั้งหมดเรามีจำหน่ายในงานมหกรรมหนังสือครั้งนี้ในราคา 99 บาท”

 

ของที่ระลึกในความทรงจำ

พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง ภายในงานยังมีการจำหน่ายของที่ระลึกสุดงดงาม เป็นที่คั่นหนังสือแห่งความทรงจำซึ่งมีการออกแบบเป็นพิเศษ ในราคา 99 บาท จำกัดจำนวนเพียง 9,999 ชิ้น รายได้สมทบทุนศิริราชมูลนิธิ ขอย้ำว่า ต้องมาในงานเท่านั้น ไม่มีจำหน่ายที่อื่น

วีรดา ศิริพงษ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ carpenter กล่าวว่า ที่คั่นหนังสือเป็นของที่ใช้ได้จริงสำหรับคนรักการอ่าน ได้ความรู้สึกทุกครั้งเวลาสัมผัส เธอจึงเลือกทำที่คั่นหนังสือไม้เป็นภาพสลักพระหัตถ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9

“แรงบันดาลใจมาจากภาพที่ทุกๆ คนตราตรึงอยู่ในใจ ไม่มีใครไม่เคยเห็น คุ้นตามาตั้งแต่เด็ก เราเลือกดราฟต์เฉพาะพระหัตถ์ของพระองค์ เพราะตอนที่พระองค์ท่านสวรรคต มีคนบอกว่าแล้วเราจะอยู่อย่างไร ตรงนี้ให้ความรู้สึกเหมือนมือของพ่อประคองโอบอุ้มเราอยู่ ทำให้เราเดินต่อไปได้ และเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ยังอยู่ในความทรงจำ”

แบบแรกเป็นความทรงจำถึงพระองค์ครั้งยังโบกมือทักทายประชาชน ให้ความรู้สึกของความสามัคคี เวลาจะทะเลาะหรือขัดแย้งกัน ก็ให้ท่านยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของเราอยู่

แบบที่ 2 นั้นงดงามไม่แพ้กัน เป็นพระหัตถ์ของการทรงงานและหยาดเหงื่อ ซึ่งวีรดาบอกว่าในความทรงจำของเธอท่านเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก ทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด ส่วนแบบสุดท้ายคือครั้งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับดอกไม้จากคุณยายท่านหนึ่ง อันนับเป็นความปลื้มปิติของพสกนิกรอย่างมาก

“เหมือนที่สมเด็จย่าทรงตรัสไว้ถึงความหมายของคำว่าภูมิพล คือให้อยู่กับดิน และท่านก็ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงเข้าถึงประชาชนโดยไม่แบ่งแยก”

หากพลิกดูด้านหลังจะพบว่า มีเลข 9 ไทยซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถเชื่อมโยงกับความทรงจำของเราได้ ต่างจากเลขอื่นๆ ซ้ำยังมีพระราชดำรัสอันสอดคล้องกับรูป ผู้ออกแบบเชื่อว่าใครได้หยิบไปใช้คงช่วยให้รำลึกและเตือนสติได้ในหลายๆ เรื่อง

ส่วน ปิติ อัมระวงศ์ นักออกแบบอิสระ ผู้ออกแบบที่คั่นหนังสือโลหะเล่าให้ฟังว่า นำเสนอความทรงจำใน 3 รูปแบบ เป็นไอคอนที่คนไทยคุ้นเคยอยู่แล้ว เรียกได้ว่าเป็นภาพจำ นั่นคือกล้องถ่ายรูป สุนัขทรงเลี้ยง และรถยนต์ที่ใช้ขับทรงงาน

“ผมอยากเชื่อมโยงให้ใกล้ตัวคน เหมือนว่าทุกคนก็ใช้กล้อง มีสัตว์เลี้ยง ผู้ชายก็ชอบเรื่องรถยนต์ ผมอยากให้เข้าใกล้ตัวตรงนี้ เชื่อมโยงไปถึงความสัมพันธ์กับในหลวง ทางด้านหลังก็มีพระราชดำรัสของในหลวง ซึ่งจริงๆ มีเยอะมาก ตอนที่ออกแบบผมก็อยากหาที่เชื่อมโยงได้ ยกตัวอย่างที่คั่นหนังสือรูปสุนัข ตัวพระราชดำรัสพูดถึงเรื่องสุนัขจรจัดซึ่งในหลวงทรงเลี้ยง นับเป็นแบบอย่างที่ดีมากๆ ทั้งสามแบบยังเป็นไอคอนที่เป็นกลางๆ ที่เข้าใจได้ง่ายด้วย”

 

กิจกรรมอื่นๆ ภายในงาน

นอกจากที่กล่าวไปแล้ว ยังมีกิจกรรมบนเวทีเอเทรียมกว่า 90 รายการ และหนึ่งในนั้นคือ ‘รายการ ๙ วัน ๙ ความทรงจำ ธ สถิตอยู่ในใจไทยนิรันดร์’ กับบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่จะแบ่งปันความทรงจำในห้วงเวลาสำคัญของชาวไทย เช่น นายชวน หลีกภัย พลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร นายแพทย์ดนัย โอวัฒนาพาณิชย์ เป็นต้น ยกเว้นวันที่ 25-26 ซึ่งมีการถ่ายทอดพระราชพิธีจากท้องสนามหลวง โดยโทรทัศน์ที่อยู่รอบงาน

รวมถึงนิทรรศการ ‘100 Annual Book and Cover Design 2017’ ซึ่งจะจัดแสดงผลงานปกหนังสือและรูปเล่มดีเด่นที่ผ่านการคัดเลือก นิทรรศการ ‘ขอบฟ้าขลิบทอง… ส่องทางเรา กวี-ชีวิต-อุชเชนี’ และนิทรรศการภาพถ่าย ‘๙ สู่สวรรคาลัย’ รวมไปถึงสำนักพิมพ์ที่เข้าร่วมงานกว่า 389 แห่ง 939 บูท บนพื้นที่ 2 หมื่นตารางเมตร โดยการสนับสนุนจาก กระทรวงวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และกรมศิลปากร  ประสานความร่วมมือกับองค์กรภาครัฐและเอกชน อาทิ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ชมรมบรรณาธิการไทย กสทช. มิวเซียมสยาม และโครงการสารานุกรมไทย

เชิญชวนนักอ่านทุกท่านร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในระหว่างวันพุธที่ 18 – วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ให้สมดังพระบรมราโชวาทที่ได้พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2514 ความว่า

   “…หนังสือเป็นการสะสมความรู้ และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมา แต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้…”