ความสุข ‘ในงานหนังสือ’ โดยสังเขป

ฉันเริ่มต้นวันหยุดสุดสัปดาห์แสนพิเศษนี้ ด้วยการถ่ายรูปพระบรมฉายาลักษณ์ขนาดใหญ่ของ ‘พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช’ ที่ทางผู้จัดงาน ‘มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 22’ ภายใต้แนวคิด ‘ความท๙งจำ’ จัดเตรียมไว้ให้คนไทยได้ร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

บนนั้นมีข้อความที่ทำให้ฉันต้องกลั้นน้ำตา

“…ที่ของข้าพเจ้าในโลกนี้ คือการได้อยู่ท่ามกลางประชาชนของข้าพเจ้า นั่นคือคนไทยทั้งปวง”

ตามท้องถนน อากาศดูคล้ายจะเย็นลงเล็กน้อย ลมหนาวเริ่มพัดต้องเนื้อกาย บทเพลงพระราชนิพนธ์ลอยละล่องไปทั่วผืนแผ่นดินไทย เหมือนผืนผ้าไหมแห่งสิริมงคลอันนุ่มละไม ทำให้จิตใจของฉันสงบร่มเย็น บทเพลงนั้นผะแผ่วไม่เว้นแม้ในศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์แห่งนี้

เมนฟอเยร์

ก่อนไปเดินเลือกดูหนังสือต่างๆ ภายในงาน ฉันเดินตรงไปที่โซนเมนฟอเยร์ เพื่อดูนิทรรศการความทรงจำต่างๆ เกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอด 7 ทศวรรษที่ท่านทรงครองแผ่นดินโดยธรรม

ใจฉันเต็มตื้นกับเรื่องราวต่างๆ ที่ได้เห็นได้อ่าน ทั้งรูปทั้งเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อันถูกจารึกผนึกแน่น ล้วนสร้างความปีติให้เกิดขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ใครไม่มาเดินดูด้วยตนเองคงไม่รู้ อาทิ ในทศวรรษที่ 3 ซึ่งเกิดขึ้นราวปี 2509-2518

ย้อนความกลับไปในช่วงทศวรรษแรกหลังจากนิวัตพระนครในปี 2494 พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมีไม่ถึง  200 รายการต่อปี ขณะที่ในปี 2504 หลังกลับจากประพาสต่างประเทศ พระราชกรณียกิจเพิ่มเป็น 2 เท่า ขณะในปี 2514 หลังจากไม่เสด็จต่างประเทศ พระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาชาติเพิ่มเป็น 596 เรื่อง และมีกรณียกิจที่ใกล้ชิดประชามากขึ้น โปรดให้ประชาชนเข้าเฝ้าจาก 50 รายการระหว่างปี 2507-2507 กลายเป็น 140 รายการ ตลอดช่วงปี 2508-2512

ซึ่งนับว่าในทศวรรษที่ 3 นี้เป็นช่วงที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุดช่วงหนึ่ง ดั่งหลายกิจกรรมที่เราอาจคิดไม่ถึงในปัจจุบัน เช่น การทรงดนตรีที่เปิดให้นักศึกษาเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง

ในทศวรรษนี้เองที่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่นักศึกษาเดินขบวนเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เมื่อมีการปะทะกับทหาร นักศึกษาประชนจำนวนหนึ่งได้เข้าไปพึ่งบารมี และนำมาสู่นายกฯ พระราชทานเพื่อช่วยยุติความขัดแย้งทางการเมืองลง

ฉันยังได้รับแจกสำเนาพระราชนิพนธ์เรื่อง ‘เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์’ ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์เรื่องแรกเมื่อทรงขึ้นครองราชย์ ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร วงวรรณคดี ฉบับเดือนสิงหาคม 2490 อีกด้วย เมื่อพลิกเปิดดูด้านใน ฉันต้องตื่นเต้นระคนโศกเศร้าเมื่อเห็นข้อความต่างๆ ดังจะได้คัดลอกมาให้อ่านสักหน่อย…

“วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2489 วันนี้ถึงวันที่เราจะต้องจากไปแล้ว พอถึงเวลาก็ลงจากพระที่นั่งพร้อมกับแม่ ลาเจ้านายฝ่ายใน ณ พระที่นั่งชั้นล่างนั้น แล้วก็ไปยังวัดพระแก้วเพื่อนมัสการลา…”

อ่านได้เพียงนั้นฉันก็เก็บน้ำตาไว้ไม่อยู่….

ฮอลล์เอ

หนังสือมากมายกว่าร้อยปก ลอยแบบเหนือจริงอยู่ในอากาศ จับต้องได้ เห็นอย่างใกล้ชิด เพราะบริเวณนี้มีการนำผลงานปกหนังสือและรูปเล่มดีเด่นที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการ ‘100 Annual Book and Cover Design 2017’ มาจัดแสดง ช่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก

ถัดไปอีกหน่อย เป็นโครงการจัดแสดงการคัดสรร 100 เล่ม ‘หนังสือสำหรับเด็กและเยาวชน’ ประจำปี 2560 โดยมีคุณพ่อท่านหนึ่ง พาลูกมาเปิดดูหนังสือพร้อมอธิบายโน่นนี่ เป็นที่ประทับใจฉันยิ่งนัก และหวังว่าน้องจะเติบโตไปเป็นคนรักการอ่าน

เดินเล่นไปอีกนิด นอกจากบูธหนังสือการ์ตูนน่ารักๆ แล้ว ตรงนี้ยังมีบูธของสำนักพิมพ์วัยรุ่นยอดนิยมอย่าง ‘Salmon’ ที่บังเอิญ ‘คุณอาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ’ มาแจกลายเซ็นให้แก่แฟนหนังสือ ‘ผจญไทยในแดนเทศ’ ของเขาพอดี นักเขียนคนนี้ว่ากันว่าคลั่งไคล้ในประวัติศาสตร์เหลือเกิน แถมยังเล่าเรื่องราวในอดีตได้สนุกมาก ภายในเล่มนี้ เนื้อหาเกี่ยวกับคนไทยที่บังเอิญไปมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์สำคัญของโลก เช่น เคยมีคนไทยสอนหนังสือ ฟิเดล คาสโตร อดีตผู้นำของคิวบา เป็นต้น

ใครนิยมเรื่องราวทำนองนี้ไม่ควรพลาดเชียวล่ะ

 

ซี 1 และ2

บริเวณนี้กว้างใหญ่มากๆ มีบูธหนังสือละลานตาไปหมด ใครที่ชอบเดินดูหนังสือเก่า หนังสือต่างประเทศ แบบเรียน รวมถึงหนังสือเด็ก น่าจะคล้ายถูกดูดเข้าไปในเขาวงกตหาทางออกไม่เจอกันเลยทีเดียว ได้หยิบจับซื้อหาหนังสือเก่าราคาไม่แพง นับเป็นงานหลักของใครหลายคนเลยก็ว่าได้ (ฮา)

ฉันได้เจอหนังสือภาพสี่สีสวยๆ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มากมาย ที่น่าเก็บสะสมไว้ รวมถึงหน้าปก นิตยสารสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ในช่วงราวปี 2510 อันนับเป็นมรดกทางด้านสื่อสารมวลชนที่มีคุณค่ายิ่งนัก ก็มีนำมาจำหน่ายให้แก่นักสะสมด้วย

ส่วนหนังสือเก่าที่ฉันซื้อหาติดมือมาด้วยจากบริเวณนี้คือ นวนิยายเล่มหนา ‘แผลลึกหัวใจสลาย’ ของนักเขียนโนเบลหมาดๆ ‘คาสึโอะ อิชิงุโระ’ นักเขียนท่านนี้เพื่อนหลายคนบอกกับฉันว่า งานของเขามีแรงขับทางอารมณ์สูงมากๆ เป็นบรมครูในการเล่าเรื่องเลยเชียว

แน่นอนว่า เขาเป็นนักเขียนในดวงใจใครหลายคน โดยเฉพาะเล่มที่ฉันซื้อมานี้ และฉันก็ดีใจด้วยจริงๆ กับรางวัลใหญ่ทางวรรณกรรมที่เขาได้รับ แม้ลึกๆ จะแอบเชียร์นักเขียนชาวเช็กอย่าง มิลาน คุนเดอรา ก็ตามที

 

พลาซ่า

ไฮไลต์สำคัญของโซนนี้อยู่ที่หนังสือ ‘สู่ฟ้าเสวยสวรรค์’ ของสำนักพิมพ์มติชนที่ V10 เป็นจารึกความทรงจำล้ำค่า ผ่านหนังสือเล่มพิเศษ ที่รวบรวมทุกเรื่องราวของพระเมรุมาศองค์สำคัญ ที่สุดแห่งสถาปัตยกรรมยุครัตนโกสินทร์

ตั้งแต่คติสัญลักษณ์ของพระเมรุมาศ ที่มีความสัมพันธ์กับคติความเชื่อเรื่องไตรภูมิ ความพิเศษและความสำคัญของพระเมรุมาศ รัชกาลที่ 9 จากเบื้องหลังงานสร้างและภูมิปัญญาช่างชั้นสูง ไปจนถึงการสื่อความหมายอันลึกซึ้งถึงพระองค์อ่านผ่านทุกชิ้นงาน ด้วยข้อมูลเชิงลึกจากทีมงานดีที่สุดด้านศิลปวัฒนธรรม

ภาพประกอบที่สวยงามที่สุดจากช่างภาพแถวหน้าของประเทศ และบทสัมภาษณ์ที่พิเศษที่สุดจากผู้อยู่เบื้องหลังการรังสรรค์งานพระเมรุมาศทั้ง 10 ท่าน

 

เพลนารีฮอลล์

ที่บูธ J01 ของนิตยสาร WAY มีหนังสือ ‘การงานอันเป็นที่รัก’ ซึ่งมีรูปเล่มสวยงามน่าจับต้องมากๆ โดยปกเป็นผ้าแคนวาส ด้านในคือการรวมพระราชดำรัส พระบรมราโชวาทจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้านการงานโดยเฉพาะ โดย ‘คุณภัทระ คำพิทักษ์’ สื่อมวลชนอาวุโสมากประสบการณ์ เป็นบรรณาธิการคัดสรร

เดินเล่นอบอุ่นไปกับฝูงชนที่คลาคล่ำเพราะเป็นวันหยุด ผ่านบูธสำนักพิมพ์ดังๆ มากมาย ทั้งโอเพ่น บุ๊คส์ ที่บรรจุไปด้วยหนังสือเพิ่มอาหารสมอง หรือจะเป็นสำนักหนังสือไต้ฝุ่น สำนักพิมพ์กำมะหยี่ กระทั่งเม่นวรรณกรรม ที่มีหนังสือนวนิยายออกใหม่อย่าง ‘ตำนานนิรันดร์’ ของ ไอแซค ไดนีเสน เจ้าของงานเขียนบันทึกความทรงจำในแอฟริกา ซึ่งกลายเป็นภาพยนตร์ออสการ์ ที่เย้ายวนชวนหยิบเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเต็มไปด้วยสีสันทางจินตนาการ  รวมไปถึงบูธเป็ดเต่าควาย ของคุณองอาจ ชัยชาญชีพ ที่มีหนังสือ ‘วิชาตัวเรา’ ผลงานล่าสุดมาอวดแฟนๆ

อยากให้เพื่อนๆ ได้มาเดินเลือกสรรหนังสือดีๆ แบบฉันบ้าง

 

เอเทรียม

ปิดท้ายวันหยุดด้วยการเดินดูหนังสือในบริเวณนี้ สำนักพิมพ์ปลากระโดดของ ‘คุณวิจักขณ์ พานิช’ นักวิชาการด้านศาสนาคนสำคัญ มีหนังสือชื่อแปลเป็นไทยสั้นๆ ว่า ‘มอง’ ที่นักเขียนเสน่ห์แรงอย่าง ‘นิ้วกลม’ บอกว่า เขย่าและโอบกอดหัวใจอย่างยิ่ง

อีกเล่มที่น่าสนใจไม่แพ้กันสำหรับฉันคือ งานรวมเรื่องสั้นเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ปีนี้ ‘เงาแปลกหน้า’ ของ ‘อนิมมาล เล็กสวัสดิ์’ ที่กล่าวกันว่าเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ฉูดฉาด จิกกัด และวางไม่ลง

ตกเย็นฉันเริ่มเมื่อยแล้ว นั่งลงฟังเสวนาจาก ‘คุณชุติมา เสวิกุล’ นักเขียนที่เป็นผู้ทำหนังสือ ‘สามทศวรรษอัครศิลปินและศิลปินแห่งชาติ’ โดยเธอกล่าวว่า เป็นปลื้มที่ได้ทำ ได้ปิดต้นฉบับอย่างสมบูรณ์ที่สุด โดยเฉพาะส่วนของพระประมุข รัชกาลที่ 9

“สัมผัสได้ถึงความเป็นพระอัจฉริยภาพในทุกสาขา” เธอกล่าว

ส่วน ‘คุณชูศักดิ์ วิษณุคำรณ’ จิตรกรผู้วาดภาพในหลวงมากที่สุดกล่าวว่า นักวาดรูปล้วนเขียนภาพในหลวงเพื่อเป็นมงคลชีวิต

“ผมเขียนในหลวงมาตั้งแต่เริ่มเขียนสีน้ำ เพื่อบันทึกพระราชกรณียกิจให้คนไทยได้เห็นตราบนานเท่านาน”

ฉันได้มองภาพของเขาที่นำมาแสดงบนเวทีเสวนา ทำให้เกิดรอยยิ้มและหายเหนื่อย ใจนึกขอบคุณ ‘สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย’ หรือ ‘pubat’ ที่จัดงานหนังสือดีๆ แบบนี้ และฉันสัญญากับตนเองว่า จะคิดถึงสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำเพื่อคนไทยตราบนิจนิรันดร์ และฉันจะมีชีวิตอย่างเข้มแข็งเพื่อพ่อของฉัน ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันเองเป็นอันขาด

 

นี่คือความสุขโดยสังเขปในการเดินงานมหกรรมหนังสือของฉันเอง แล้วของคุณล่ะ เป็นอย่างไร?