ร้านหนังสืออิสระในฝันของคุณ

เครดิตภาพ: ร้านหนังสือสมมติ โครงการชวนชื่นการ์เด้น 55/1 หมู่ 7 ถนนกาญจนาภิเษก แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน

ในบางวันที่การงานแสนจะเคร่งเครียด ฉันมักจินตนาการถึงร้านหนังสือบรรยากาศสบายๆ ที่ตั้งอยู่ริมทะเลหรือริมแม่น้ำ ต้องนั่งเรือรับลมโดนหยดน้ำกระเซ็นติดตัวบ้างสักเล็กน้อย เป็นร้านที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลเนื่องจากเกี่ยวข้องกับโครงการส่งเสริมการอ่านอย่างมีความสุขและยังเปิดโอกาสให้เจ้าของร้านเป็นคนเลือกหนังสือเข้าร้านเองโดยไม่มีข้อแม้ เมื่อถึงที่หมายได้ยินเสียงเพลงคลอมากับเสียงสายลม ร้านดังกล่าวตั้งอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใบหญ้า มีกลิ่นอายของธรรมชาติที่ใครหลายคนถวิลหา พบเจ้าของร้านกำลังง่วนอยู่กับการจัดอาหารมื้อสายไว้สำหรับฉันตรงมินิบาร์ที่อยู่ไม่ห่างจากชั้นหนังสือ ที่นั่น ลูกค้าต้องจองคิวเพื่อไปพักผ่อน นั่งหรือนอนอ่านหนังสือได้ทั้งวัน งดการออนไลน์ มีเครื่องดื่มรสดีไว้ให้จิบเพื่อผ่อนคลายยามบ่าย หลังจากนั้นเจ้าของร้านจะมานั่งคุยเกี่ยวกับหนังสือที่ฉันนอนอ่านมาเกือบครึ่งค่อนวัน และก่อนพระอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า ฉันจะนั่งเรือกลับเข้าฝั่งด้วยพลังเต็มเปี่ยม พร้อมสู้กับสัปดาห์ของการทำงานอันหฤโหดต่อไป… นี่คือร้านหนังสือในฝันของฉัน และต่อไปนี้ คือร้านในหนังในฝันของเพื่อนๆ ฉันอีกหลายคน พวกเขาฝันถึงร้านหนังสือแบบไหนกันบ้างนะ

 

1. ณวรา หิรัญกาญจน์ เอเจนต์ลิขสิทธิ์หนังสือ

สิ่งสำคัญที่สุดและเป็นเรื่องเบสิกมากของร้านหนังสือสำหรับเราคือ แยกหนังสือถูกประเภทชัดเจน เรียงตามตัวอักษร คนซื้อจะได้หาง่ายแล้วก็ไม่ต้องรบกวนพนักงานในร้านมากด้วย รองลงมาคือ อยากให้คนในร้านรู้จักหนังสือจริงๆ ไม่ต้องถึงขั้นเล่าเรื่องย่อรีวิวได้ แต่รู้ว่าจะ track หนังสือเล่มที่ถูกถามหาได้จากที่ไหน หรืออย่างน้อยฟังชื่อหนังสือแล้วไม่ทำหน้างงใส่ก็พอ

ส่วนมุมหนังสือแนะนำ ไม่อยากให้เป็นหนังสือใหม่อย่างเดียว ร้านอาจจัดธีมประจำเดือนขึ้นมา เพื่อที่หนังสือที่ถูกตีพิมพ์มานาน จะได้กลับมาผ่านตาอีกรอบ ได้โชว์ปกชัดๆ อีกหน จัดเสวนาก็ควรมีบ่อยๆ นะ น่าจะเป็นกิจกรรมที่วินวินกันทุกฝ่ายอยู่แล้ว

ที่เหลือคือบรรยากาศของร้าน ไม่ต้องหวือหวา ขอความสบายตา แต่ขอพื้นที่ระหว่างเชลฟ์กว้างหน่อย จะได้ไม่ต้องหลบกันไปมาเวลาหาหนังสือ เชลฟ์ไม่ต้องสูงมาก เปิดเพลงคลอแบบเบาๆ แค่พอให้ร้านไม่เงียบเกินไป

ส่วนตัวเราชอบร้านหนังสือที่มีคำแนะนำสั้นๆ เกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้นๆ แปะไว้ อย่างร้านหนังสือเดินทาง หรือร้าน Foyles ในลอนดอน บางครั้งโน้ตสั้นๆ ที่พนักงานแสดงความเห็นไว้มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของเรามากกว่าบทรีวิวละเอียดยิบของนักวิจารณ์อีก เพราะหนังสืออยู่ตรงหน้าแล้ว แถมมีเสียงเชียร์ชวนเชื่อจากกระดาษโน้ตอีก ห้ามใจไม่คว้ากลับบ้านไม่ได้จริงๆ

 

2. นิธิ นิธิวีรกุล นักเขียน

อยากเห็นร้านที่แทรกตัวอยู่ในพื้นที่ต่างๆ มีบรรยากาศและสไตล์ตกแต่งที่กลมกลืนกับท้องถิ่น ไม่แตกต่างออกมา กาแฟ หากมีก็ให้เป็นของที่ผลิตในชุมชน อยากเห็นการจัดกิจกรรมที่ดึงโรงเรียนและคณะอักษรศาสตร์หรือสื่อสารมวลชน มามีส่วนร่วม ทำเล อย่างน้อยควรจะอยู่ติดถนน ชอบบรรยากาศของลมธรรมชาติมากกว่าต้องใช้เครื่องปรับอากาศ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการออกแบบ ร้านควรได้มีพื้นที่เปิดโล่ง อาจเป็นภายในร้านหรือนอกร้านก็ได้ สุดท้าย เมื่อขึ้นชื่อว่าร้านอิสระ ก็ควรมีแต่หนังสือของสำนักพิมพ์ทางเลือก และหากเป็นไปได้ คงดีถ้าร้านหนังสือจะกลายเป็นสถานที่นัดพบของนักเขียนและบรรณาธิการของนักเขียนกับนักอ่าน

 

3. ใบพัด นบน้อม บรรณาธิการบทสัมภาษณ์ นิตยสาร PLAYBOY THAILAND

ร้านหนังสือแต่ละแห่งจะมีบุคลิกของมัน เยาวราชก็แบบหนึ่ง พระนครก็แบบหนึ่ง สีลม อารีย์ก็อีกแบบ มันมีความเฉพาะในแต่ละพื้นที่ ผมชอบร้านที่มี ‘กลิ่นและบรรยากาศ’ ในแบบของตัวเอง เช่น ถ้าแถวปากคลองตลาดต้องมีร้านหนังสือเราก็อยากจะเห็นร้านแบบ ‘นภสร’ เป็นร้านหนังสือ + คาเฟ่ดอกไม้ มีชาดอกไม้เสิร์ฟ เป็นต้น

เครื่องดื่มจำเป็นมากในร้านหนังสือ เพราะมันคือ ‘กับแกล้มของการอ่าน’ มันทำให้ตัวหนังสือในบรรทัดเหล่านั้นอร่อยขึ้น

ร้านหนังสือไม่ควรนิ่งสงบเกินไป บางจังหวะเวลาควรมีมูฟเม้นต์คึกคัก ส่วนใหญ่หลายๆ ร้านจะมีงานเสวนาเกี่ยวกับหนังสือที่ช่วยสร้าง ‘บทสนทนา’ กับผู้อ่าน แต่ก็มีไอเดียสนุกๆ อีกมากมายที่มาจากเจ้าของร้านหรือลูกค้า เช่น บางร้านเคยมีลูกค้ามาที่ร้านแล้วซื้อหนังสือเด็กไว้จำนวนหนึ่ง เขาบอกว่า ถ้ามีเด็กๆ มาที่ร้านช่วยนำหนังสือนี้ให้กับเด็กคนละเล่มด้วย น่ารักมาก หรือสาวโสดคนหนึ่งที่ชอบมาร้านหนังสือเคยเปรยๆ ว่า น่าจะจัดงานมีทติ้งสำหรับคนโสด ต้องโสดจริงๆ นะ แล้วก็คิดภารกิจที่จะต้องทำร่วมกัน เช่น แลกหนังสือกันสักเล่ม หนังสือจะช่วยสร้างบทสนทนา อ่านแล้วก็กลับมาจับคู่คุยกันเวียนไปเรื่อยๆ ไม่แน่ หลังจากจบงานนี้ คนโสดอาจไม่โสดอีกต่อไป เป็นไอเดียเล่นๆ แต่ก็ฟังดูน่าสนุก ถ้าจะมีคนจัดงาน เราพบกันเพราะหนังสือ

หนังสือที่อยู่ในร้านส่วนใหญ่มันก็จะอิงจาก ‘รสนิยม’ ของเจ้าของร้าน ถ้าเจ้าของร้านเป็นคนอ่านหนังสือ หนังสือที่อยู่ในร้านก็จะมีเสน่ห์ เพราะหนังสือจะถูกชุบชีวิตโดยเจ้าของร้านที่อาจเป็นคนแนะนำบอกเล่าความน่าสนใจของหนังสือเล่มนั้นๆ แก่ผู้ที่มาได้

การจะยืนหยัดในโลกแห่งการอ่านที่ถูกท้าทายจากสื่อยุคใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งการทำร้านหนังสือให้อยู่ได้ยิ่งยากยิ่งกว่า สำหรับผม
บรรยากาศ, รสชาติอาหารเครื่องดื่ม, กิจกรรม, ความเป็นกันเองของเจ้าของร้าน ล้วนมีผลต่อการกลับมา ‘เช็คอิน’ ครั้งที่สองเสมอ

 

4. ภัทรภร ตระการไทย ครู

ร้านหนังสือที่อยากให้มีคือเป็นร้านที่มีบริการให้เช่าอ่านด้วย การซื้อหนังสือหลายเล่มอาจจะต้องจ่ายตังค์เยอะ ร้านหนังสือสามารถแบ่งเบาภาระผู้อ่านได้โดยการบริการให้เช่าหนังสือ เป็นคอนเซปต์เดียวกับการเช่าหนังในสมัยก่อน พออ่านเสร็จก็เอามาคืน นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยให้ผู้อ่านไม่ต้องสิ้นเปลืองพื้นที่จัดเก็บหนังสือ ทำให้บ้านมีพื้นที่ว่างเพิ่มขึ้นอีกด้วย จะว่าไป คอนเซปต์มันก็คล้ายๆ ห้องสมุด แต่ต่างกันคือ ร้านหนังสือจะมีการอัพเดทหนังสือใหม่ไวกว่าห้องสมุดและเข้าถึงได้ง่ายกว่าหรือทางร้านหนังสืออาจจะมีการขายจำนวนชั่วโมง ผู้อ่านสามารถเข้าไปใช้บริการร้าน เข้าไปอ่านได้ตามใจชอบ ตามจำนวนชั่วโมงที่ได้ซื้อไว้ เช่นซื้อ 10 ชั่วโมง เวลาเข้าไปใช้บริการก็ตื๊ดบัตรแล้วเวลาก็จะรันลดลงไปเรื่อยๆ หากหมดเวลาก็ไปซื้อชั่วโมงเพิ่มใหม่ได้

 

5. วิภาดา จิตติวัฒนาธร อาจารย์สอนภาษาอังกฤษ

ปกติอ่านหนังสือได้ทุกแนว แล้วแต่ช่วงว่าตอนนั้นชีวิตการทำงานหรือชีวิตส่วนตัวต้องการหนังสือแบบไหนมาเยียวยา แต่ชั้นหนังสือตัวเองที่มีส่วนมาก จะเป็นวรรณกรรมแปลไม่ก็เรื่องสั้นเป็นส่วนใหญ่ ชอบพวกจิตวิทยา อาชญากรรม เป็นพิเศษ เรารู้สึกผูกพันกับร้านหนังสือตั้งแต่เด็กๆ เพราะคุณพ่อชอบพาเข้าร้านหนังสือ ป.4 ก็ซื้อรามเกียรติ์ให้เราอ่านละ คือตุ๊กตาบาร์บี้ไม่เคยมี แต่ถ้าเป็นหนังสือพ่อไม่เคยปฏิเสธ สนับสนุนเต็มที่ แต่ข้อแม้คือต้องอ่านให้จบทีละเล่ม พอโตขึ้น เฉลี่ยคือเราเข้าร้านหนังสือสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง มีของติดมือมาบ่อยครั้ง จนหลังๆ ต้องตั้งสติใหม่ เพราะอ่านไม่ทัน แต่มีไว้ในชั้นหนังสือแล้วมันอุ่นใจดี แต่ก็จะชอบขอเข้าไปหน่อย ไปสำรวจว่ามีอะไรมาใหม่ ไปสูดกลิ่นหนังสือ แล้วก็ไปเล็งละจดรายชื่อหนังสือไว้ใน list: readingmission ประจำปี

อยากเห็นร้านหนังสือให้เยอะขึ้น ตามแถบชุมชนหรือโรงเรียนต่างๆ ให้เด็กๆ ได้เข้าถึงง่าย เคยออกข้อสอบแล้วถามนักเรียนถึงเหตุผล ว่าทำไมถึงไม่ชอบอ่านหนังสือ แล้วคำตอบที่ได้คือ การอ่านหนังสือมันล้าสมัย หรือแบบหนังสือหนา ตัวหนังสือมันเยอะ เราก็ตรวจไป…คิดไปนะ จริงๆ เด็กๆ ไม่ผิดหรอกที่จะมีชุดความคิดแบบนี้ เลยอยากให้ร้านหนังสือเป็นที่ที่เด็กเข้าถึงได้ จริงๆ คือคนทุกวัยแหละ บางทีคนแก่ คนเกษียณอายุแล้ว อาจจะอยากมีที่พักผ่อนเงียบๆ และได้เติมอาหารสมอง แต่ไม่รู้จะไปไหน

“อยากอ่าน แต่ไม่รู้จะอ่านอะไร”
ร้านหนังสือ อาจจะต้องมีพนักงานหรือแอพฯ อะไรก็ได้ที่ทำหน้าที่เป็น matchmaker ช่วยจับคู่หนังสือกับคนอ่านให้ที หลายคนอยากอ่าน แต่ไม่รู้อะไรเหมาะกับตัวเอง หรือช่วยตอบโจทย์การอ่าน พออ่านไปแรกๆ ละไม่ใช่ ก็ปิดหนังสือแล้วปฏิเสธการอ่านไปเลย น่าเสียดาย หรือไม่ก็จัดกิจกรรมเลย ใครที่ซื้อหนังสือที่ร้านละอ่านเล่มไหน ชอบใจ อยากบอกต่อ ก็เขียนรีวิวให้ร้าน ให้หนังสือเล่มนั้นไปเลย มันได้หลายต่อเลยนะ คนรีวิวก็ได้ฝึกทักษะการเขียน สรุปความรู้สึก&สิ่งที่ได้จากการอ่าน ได้ดึงนักอ่านใหม่ๆ เข้ามา อาจมีการร่วมสนุก หนังสือจากรีวิวอันไหน ขายดีสุด มีรางวัลอะไรก็ว่าไป

– กิจกรรม workshop ต่างๆ พบปะ พูดคุยนักเขียน การเสวนา , การอ่านเพื่อผู้พิการทางสายตา (ที่เคยมีแคมเปญของ Read for Blind)
– บริการจัดส่งหนังสือให้คนที่เรารัก
– อาหาร & เครื่องดื่ม ง่ายๆ แนว homecooking
– อยากให้ร้านหนังสือให้บรรยากาศเหมือนนั่งอ่านหนังสือในมุมหนึ่งของบ้าน มีต้นไม้ มีที่นั่งพิงสบายๆ อยากมาบ่อยๆ อยากแวะกลับมาอีก

 

แล้วร้านหนังสือในฝันของคุณล่ะ?