‘ปก’ ใครคิดว่าไม่สำคัญ: สวยทั้งรูป จูบก็หอม

อาจไม่ต้องเป็นคนช่างสังเกตนัก นักอ่านคงสัมผัสได้ไม่ยากถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวโลโก้ใหม่ของ PUBAT

สดใสขึ้น วัยรุ่นขึ้น หรือเข้าถึงคนได้หลายกลุ่มมากขึ้น สุดแท้แต่การตีความ “งานศิลปะนั้น ไม่มีถูก ไม่มีผิด” ศิลปินหลายคนหล่นทัศนะ ทว่าที่น่าสนใจคือ สิ่งนี้ถือเป็นความสอดคล้องอย่างมากกับ ‘โครงการ 100 Annual Book and Cover Design’ หรือ ‘100 ABCD’ ที่เป็นการคัดเลือก ปกหนังสือและการออกแบบรูปเล่มดีเด่น ซึ่งเปิดให้สำนักพิมพ์ต่างๆ ส่งผลงานของตนเข้ามาร่วมสนุกเป็นปีที่สองแล้ว

นอกจากรณรงค์ให้คนไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอ่าน และส่งเสริมให้อ่านหนังสืออย่างต่อเนื่อง เป้าประสงค์หลักข้อหนึ่งของสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยคือ การส่งเสริมให้สำนักพิมพ์และผู้เกี่ยวข้องเกิดความตื่นตัว เพื่อปรับปรุงและพัฒนาการผลิตหนังสือให้มีคุณภาพมากขึ้น

หากถามความเห็นคนอ่าน ส่วนมากต้องร้องโอ้โหทั้งนั้นเวลาเห็นปกหรือรูปเล่มหนังสือสวยๆ

บ่ายแก่วันกลางสัปดาห์ เรามีนัดกับ สุลักษณ์ วิศวปัทมวรรณ อุปนายกฝ่ายต่างประเทศของ PUBAT และ ผู้อำนวยการโครงการคัดเลือกปกและรูปเล่มดีเด่นประจำปี (100ABCD) เพื่อพูดคุยถึงประเด็นน่าสนใจทั้งหมดข้างต้น บทสนทนาต่อจากนี้จึงเป็นการยืนยันว่า ไม่ผิดหรอก ถ้าจะตัดสินหนังสือกันที่หน้าปก มากบ้างน้อยบ้าง สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องของความรู้ความเข้าใจอันเป็นประโยชน์ต่อวงการหนังสือ


สโลแกนข้อหนึ่งของโครงการ
100 ABCD’ คือ อยากให้งานไทยมีคุณภาพในระดับสากล 

คุณภาพในระดับสากล อย่างแรกที่ต้องมีคือความเป็นมืออาชีพ มองแล้วถูกที่ถูกทาง พูดอย่างตรงไปตรงมา ภาพรวมของปกหนังสือบ้านเราเกินกว่า 70% อาจดูมากเกินไป รก และไม่รู้ว่าจะสื่ออะไร หาคาแรกเตอร์ได้ยากจากการพยายามสร้างความเด่น กลายเป็นว่าไม่รู้หลักการทำงานของปก ที่บอกว่าเป็นมืออาชีพ คือต้องรู้ว่าปกทำหน้าที่อะไร ถัดมาคือดีไซน์ที่โดดเด่น รวมถึงการแปลรูปหรือตีความหมายแนวความคิดของเนื้อในออกมาเป็นตัวปกได้ ต่อจากนั้นก็เป็นเรื่องของเทคนิคที่นำมาใช้ และที่สำคัญมีรูปแบบของการออกแบบ การสื่อสารที่ชัดเจน น่าสนใจ หากมีเรื่องพวกนี้แล้วเห็นชัด ย่อมทำให้งานของเราทัดเทียมระดับนานาชาติได้ ตอนที่ทำเรื่องนี้ขึ้นมาเนื่องจากเรามองเห็นว่าเมืองไทยมีผลงานดีๆ ที่สามารถไปสู่ต่างประเทศได้ แต่จะหายไปจากแผงเร็วมาก ไม่ค่อยเห็นมันอยู่ในร้านค้าเท่าไหร่

ครั้งแรกเปิดโอกาสให้ส่งงานเข้ามาแบบไม่จำกัดปีที่พิมพ์ มาปีนี้ลดเหลือแค่ 2 ปีล่าสุด ถ้าวัดกันแค่ตัวปก มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดไหมในเรื่องของเทรนด์

ที่ไม่ได้มีการจำกัดปีในการคัดเลือกครั้งแรก เนื่องจากเราอยากได้คลังข้อมูล ผลงานที่ส่งเข้ามาทั้งหมดทำให้เจอแทบทุกเทคนิค ปีแรกปกที่ใช้การวาดภาพประกอบค่อนข้างมาก เด่น และดี ชนิดที่ว่าถ้าปิดภาพนั้นไว้ ปกอาจไม่มีความหมายอะไรเลย เป็นงานที่ย้อนกลับไปเป็นสิบปี สวยมากๆ พออยู่กับ Text แล้วเด่น การใช้ typo (รูปแบบและสัญลักษณ์) ยังน้อย  หากถามว่าปีนี้ต่างจากการคัดเลือกปีแรกหรือเปล่า คิดว่าความหลากหลายมีน้อยลง เพราะทั้งสีและเทคนิคต่างๆ ถ้าในรอบ 2 ปีอาจจะไม่แตกต่างกันมาก ภาพโดยรวมจะเป็น ขาว ดำ น้ำตาล การใช้ภาพแบบเดี่ยวๆ ก็ลดลงไปพอสมควร ไม่มีภาพโดดเด่นขึ้นมาแล้วจบเหมือนอย่างแต่ก่อน

“ปีนี้ที่เห็นชัดคือเริ่มมีการทำงานเชื่อมโยงกัน คือคนวาดภาพกับคนที่จัดวางตัวหนังสือบนปกเริ่มทำงานด้วยกันมากขึ้น หรือบางทีอาจเป็นคนคนเดียว หมายความว่าเขาต้องเข้าใจเรื่องและทำให้เกิดภาพประกอบนั้นขึ้นมาด้วยตนเอง ไม่ได้ใช้นักวาดภาพต่างหาก”

แน่นอนว่าปีแรกมีของให้เห็นหลากหลาย เพราะช่วงปีของงานที่ส่งเข้ามากว้างกว่า เดี๋ยวมีเปลือย ปั๊มนูน เจาะ ฯลฯ พอลดจำนวนปีลง มันก็แคบลง หรืออาจมีความซ้ำในเรื่องรูปแบบของปีก่อนเข้ามา แต่เปลี่ยนสี ที่เห็นชัดคือปกสีขาวดำ สีขาวล้วนไม่ค่อยเห็นเพราะเลอะง่าย และจะมีปัญหาเรื่องการเคลือบหรือทำเอฟเฟกต์ คนไม่กล้าใช้ แต่ช่วงหลังเทคนิคต่างๆ เช่น การอาบยูวีหรือเคลือบลามิเนตมันช่วยได้มากขึ้น เรากำลังคิดว่าอาจตั้งกฎให้แคบลงไปอีก เหลือแค่ปีเดียว ข้อดีคือจะทำให้คนที่เคยส่งงานเข้ามาแล้ว อยากหลุดออกไปจากแบบเดิม

โดยส่วนตัว สิ่งที่อยากเห็นเพิ่มเติมคืออะไร  

ตัวเลือกอื่น แนวทางอื่น เช่น การเอาฟอนต์ที่มีกลิ่นไทยๆ มาเล่น เราก็จะไม่ค่อยเห็น หรืออาจมี แต่ไม่ได้ส่งเข้ามา จริงๆ กรรมการก็เลือกปกจากความลงตัวและโดดเด่น จากนั้นจึงตามไปอ่านแนวความคิดของคนออกแบบที่ส่งเข้ามาทางเว็บไซต์ ซึ่งกรรมการจะคล้อยตามก็ต้องถ่ายทอดสิ่งที่คิดออกมาให้ได้ ส่วนที่อยากเห็นจริงๆ คือเรื่องการจัดหน้ามากกว่า เพราะส่งกันน้อยมาก ไม่แน่ใจว่าไม่ส่งเพราะไม่มั่นใจหรืออะไร ข้างในรูปเล่มนั้นสำคัญไม่น้อยไปกว่าปกเลย

การออกแบบรูปเล่มปีนี้มีสิ่งใดน่าสนใจ

หลายเล่มทำออกมากลมกลืน ข้างนอกหน้าปกเป็นแนวนี้ ข้างในก็มีการเล่นสี ปกติเราจะไม่กล้าเปลี่ยนสีตัวอักษรในเล่ม แต่บางเล่มกล้าเปลี่ยน แล้วมันใช้ได้ อ่านออก สิ่งนี้ย่อมทำให้คนเป็นบรรณาธิการ หรือคนทำหนังสือมั่นใจว่า ถ้าดีไซเนอร์ขอเปลี่ยนสีตัวหนังสือ มันสามารถทำได้

ในรายละเอียดของความเป็นมืออาชีพด้านการออกแบบหนังสือข้อหนึ่งคือการผูกพันกับระบบกริด (grid) ทว่าคนออกแบบในบ้านเรามาจากหลายสาขา อาจไม่เชี่ยวชาญ และไม่รู้ว่าทำไมต้องให้ความสำคัญกับมัน  พวกการเว้นสเปซโดยรอบ จังหวะการจัดวาง รูปแบบตัวหนังสือที่เลือกใช้ ที่ทำให้เข้ากับลักษณะรูปเล่ม คือถ้าปกที่ลงตัว กริดในหน้าปกกับข้างในมันจะบอกอะไรบางอย่างได้

แล้วการใช้เทคนิคต่างๆ ?

มีการใช้ครบทุกแบบ พอมีตัวเลือกมากขึ้น ผู้ผลิตก็เริ่มมองเห็นว่าต้องใช้เทคนิคให้เข้ากับสิ่งที่ดีไซน์ แสดงให้เห็นความฉลาดในการเลือกใช้เทคนิคเพื่อสื่อความหมาย อยากให้คนเห็นอะไร อยากเน้นอะไร หรือถ้ามีภาพเชิงซ้อนอยู่บนปก จะเลือกให้อะไรโดดเด่นขึ้นมา โดยไม่จำเป็นต้องสปอตทั้งหมดแบบเมื่อก่อน

ส่วนวัสดุที่ใช้ ในปีที่แคบลงมา สิ่งที่น่าสนใจคือกระดาษเนื้อใน ซึ่งมีผลต่อเรื่องมากๆ หลายเล่มใช้กระดาษเนื้อในไม่เข้ากับโทน ไม่เข้ากับปก ตรงนี้อาจเป็นข้อจำกัดของโรงพิมพ์ หรือว่าคนเลือกใช้ไม่รู้ เช่น ปกออกไปโทนเทา ข้างในก็ควรเป็นเทาดำ เทาฟ้า เทาเหลือง แต่บางเล่มปกลุคเท่ ฉลาด นิ่ง พอเปิดเข้าไปแล้วกระดาษกลับเป็นสีเหลืองแบบวิทยาศาสตร์ เหมือนหนังสือแบบเรียนประถม

“กระดาษเนื้อในมันมีผลกับการอ่านด้วย ถ้ามันมีหลายเฉด เราก็ควรเลือกให้มันกลมกลืนกับปก ไม่อย่างนั้น ปกก็จะกลายเป็นแค่กระดาษห่อของขวัญ คนอ่านอย่างเราก็รู้สึกเสียดาย มันทำลายความรู้สึกในการอ่าน”

ที่เห็นชัดสุดปีนี้ก็คือซีรีส์ สำนักพิมพ์ทำงานวางแผนออกหนังสือเป็นชุดได้มากขึ้น มีเล่มปกแข็งปกอ่อน สีเข้มสีอ่อน ดีไซเนอร์ตั้งใจให้ออกมาเป็นแพทเทิร์น ซึ่งก็น่าสนใจ

พูดถึงเรื่องวัสดุการผลิต อยากให้เทียบความก้าวหน้าของบ้านเรากับต่างประเทศ

จริงๆ บ้านเรายังขาดวัสดุ อย่างหนังสือของสำนักพิมพ์ลายเส้นที่ดูแลอยู่ ส่วนใหญ่พิมพ์กับจีน เพราะกระดาษราคาถูกกว่ากันเกือบ 30% หักลบค่าขนส่งและภาษีก็ยังถูกกว่า เพราะภาษีกระดาษบ้านเราสูง คือถ้าอยากได้กระดาษปอนด์ที่บาง แน่น และเรียบ มันหาไม่ได้ หรือหาได้แต่ราคาแพงมาก ทำให้หนังสือราคาสูงขึ้นไปอีก บริษัทผลิตกระดาษในบ้านเรายังทำไม่ได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ถ้าเทียบกับเมืองนอกแล้ว มีกระดาษให้เลือกเยอะมาก ราคาก็ไม่แพง ฟอยล์มีเป็นสิบเฉด  กำมะหยี่ก็หลากหลาย นี่ยังไม่รวมผ้าและหนังที่เราสามารถนำมาทำให้เกิดเอฟเฟกต์ต่างๆ ได้ และเทคนิคที่ใช้ในการผลิตของเขาก็มีไม่จำกัด

ถามว่าจะยกระดับเกี่ยวกับเทคนิคการพิมพ์หรือวัสดุในบ้านเราได้ไหม มันต้องคุยกันในระบบใหญ่ เท่าที่คุยๆ กันกับพี่ตุ๊ก (สุชาดา สหัสกุล – นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ) เบื้องต้นต้องต่อสู้กันเรื่องกระดาษก่อน เพราะกระดาษคือตัวหลัก ยังมีให้เลือกน้อย ที่สวยหน่อยก็เป็นกระดาษนำเข้าทั้งนั้น

แล้วปกงานวิชาการ มีอะไรเป็นสไตล์ที่น่าสนใจ

ปกวิชาการอาจไม่ได้คะแนนสูงสุด แต่มีงานเข้ามามากขึ้น เหมือนว่านักออกแบบจะเข้าใจเนื้อหาของหนังสือมากขึ้น หมายความว่าเขาน่าจะเป็นคนอ่านหนังสือด้วย พออ่านเข้าใจแล้วก็ตีความ ดึงคีย์เวิร์ดออกมาใช้ในการทำงานให้ดูสวยขึ้น น่าหยิบมากขึ้น มีความพยายามในการทำให้ปกดูสนุกมากขึ้น

ผลงานที่ส่งเข้ามาให้คัดเลือกเกือบๆ 400 เล่ม จากจำนวนหนังสือในประเทศทั้งหมด ถือว่ามากหรือน้อย

ไม่น้อย แต่ก็ไม่มาก มีกลุ่มเล็กๆ ที่ทำกันปีละไม่กี่เล่ม กลุ่มนี้ก็จะไม่ค่อยส่ง ถ้านับเป็นจำนวนรายที่ส่งก็ 40-50 เจ้า ยิ่งทำเป็นซีรีส์ยิ่งทำให้จำนวนผู้ส่งน้อยลงไปอีก ปีหน้าเราตั้งใจจะคัดปก มองหาปก เพื่อชวนส่งเข้าโครงการ รวมทั้งตัดสินจากหนังสือเล่มจริงในทุกขั้นตอนของการคัดเลือก เพราะตามปกติเราเปิดให้ส่งเข้ามาเอง ต้องเขียนแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบ พร้อมส่งหนังสือเล่มจริงเข้ามาด้วย เลยมีปัญหาว่าใกล้ปิดรับแล้วก็ยังไม่ส่งเสียที บางเจ้าอาจตัดสินใจไม่ส่ง เนื่องจากอยากเปิดโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่ๆ แต่อันนี้เป็นความเข้าใจผิด เพราะเราไม่ได้แบ่งหรือจัดลำดับว่าใครได้ที่ 1-100 แต่อยากให้เห็นความหลากหลายของตัวดีไซน์มากกว่า

เคยพูดว่าอยากให้ตรงนี้เป็นคลังความรู้… 

ในเว็บไซต์มีแนวคิดของนักออกแบบเขียนไว้ บวกกับสิ่งที่กรรมการให้ความเห็นก็อยู่ในนั้นด้วย และพยายามจะจัดนิทรรศการในกรุงเทพฯ ให้ได้สักปีละ 2 ครั้ง เมืองใหญ่ๆ อย่างเชียงใหม่สักครั้ง ถ้า TCDC ที่ขอนแก่นเสร็จ เราก็จะเอาไปจัดด้วย คิดว่าถ้าคนได้เห็นเล่มจริงจะดีที่สุด คือพอคนทำงานออกแบบได้เห็นดีไซน์ต่างๆ มารวมอยู่ด้วยกันเป็นจำนวนมาก จะรู้ว่าตนเองควรฉีกออกไปอย่างไร สร้างลูกเล่นอะไรได้อีก เพราะปกติหนังสือพวกนี้ถูกเก็บออกไปจากตลาดเร็วมาก ไม่มีวันเห็นรวมอยู่ด้วยกันเลย รวมถึงการหาโรงพิมพ์ด้วย ดูได้หมดว่าถ้าชอบเทคนิคนี้ กระดาษนี้ หาได้ที่ไหน

ที่สำคัญคืออยากให้อ่านความคิดของคนออกแบบ เห็นที่มาที่ไปว่าเขาคิดอะไร ทำให้มันเสร็จออกมาด้วยเทคนิคอะไรบ้าง กระบวนการทำงานเป็นอย่างไร เด็กๆ ที่เรียนด้านนี้ก็จะได้เห็น ฝรั่งให้ความสำคัญกับการอธิบายความคิดโดยไม่มีถูกผิด พวกเขาถูกฝึกให้เรียนหนังสือแบบนั้น ทำให้เด็กรุ่นใหม่กล้าตั้งโจทย์ แล้วก็หาคำตอบ คือสำหรับการทำงาน เท่านี้ก็สนุกแล้ว ทั้งตัวคนออกแบบและเพื่อนร่วมทีมที่ต้องทำงานไปด้วยกัน เพราะมันคือการสื่อสาร

“เวลาทำงานกับน้องๆ ในสำนักพิมพ์ เราเห็นปกอันแรกแล้วชอบ แต่พอเขามีอีกปกที่สามารถอธิบายความคิดเพิ่มได้ แล้วไปได้ไกลกว่า เราก็จะเลือกอันหลัง คือคนทำงานต้องกล้าที่จะลอง และเราต้องการผู้ใหญ่ที่ใจกว้าง พอๆ กับเด็กที่ต้องพยายามสื่อสารความคิดของงานออกมา”

ในส่วนงานหนังสือที่แฟรงก์เฟิร์ต กับ ไทเป มีการนำผลงานไปจัดแสดงแตกต่างกันอย่างไร  

เนื่องจากแฟรงก์เฟิร์ตมีข้อจำกัดด้านระยะทาง การขนส่งมีค่าใช้จ่ายสูง ก็อาจเลือกไปบางเล่มที่ดูมีแนวความคิดชัดเจน โดดเด่น อาจมีความเป็นไทยหน่อย หรือมีรูปแบบการนำเสนอใหม่ๆ ฝรั่งเห็นแล้วเข้าใจเลย ไม่ต้องมาถามว่าเล่มนี้คืออะไร เห็นแล้วรู้สึกใช่ คิดได้อย่างไร ทำไมลงตัว แค่นั้นพอ ส่วนไทเปเราจะเอาไปทั้งหมด เพราะวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน มีความเป็นตะวันออกที่เข้าใจความหมายของการออกแบบมากกว่า รวมถึงชวนให้เขาเข้าไปซื้อลิขสิทธิ์ในเล่มด้วย อย่างคราวก่อนที่เคยเอาไป ทีมสมาคมฯ บอกว่าคนที่นั่นตื่นเต้นมาก ไม่คิดว่าเราจะจริงจังกับการดีไซน์ปกขนาดนี้  เพราะถ้าย้อนกลับไปในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เวลาเอางานไปโชว์ เขาจะเดินผ่านบูธไทยไปเลย

การทำให้ปกดูดี มากเทคนิค รูปเล่มหรูหรา จะทำให้หนังสือเป็นสินค้าที่จับต้องยากไหม

ต้องยอมรับว่ามีกลุ่มเป้าหมายที่เห็นแล้วซื้อเลย คือเอาไปวางบนชั้นแล้วสวย  รู้สึกว่าใช่ ซื้อเพื่อเก็บสะสม กลับอีกกลุ่มที่ให้ความเห็นว่าข้างในสำคัญกว่า เลยกลายเป็นว่าคุยกันคนละจุด เพราะจริงๆ การคัดเลือกหนังสือจากปก คือความพยายามหาทางออกว่าจะทำอย่างไรให้รู้สึกสนุก บางเล่มมันก็ลงตัวสมบูรณ์ในราคาที่ยังโอเค มีดีไซเนอร์กลุ่มหนึ่งที่ต้องทำงานคู่กับโจทย์ทางการตลาดด้วย ซึ่งเขาก็ทำได้ดี

จริงๆ การออกหนังสือเล่มเดียวให้มี 2 แบบ คือสำหรับสะสมกับฉบับนักเรียนก็น่าทำ คือถ้ามีคนอ่านในจำนวนที่เห็นว่าสมควรพิมพ์ แบบนี้ดีไซเนอร์ก็อยากทำทั้งนั้น การมีทางเลือกให้ลูกค้ามันดีอยู่แล้ว

ความสวยเป็นเรื่องของรสนิยม มีเสียงบ่นเข้ามาให้ได้ยินบ้างไหมว่า เล่มนี้เล่มนี้ไม่เห็นสวยเลย คัดเลือกได้ยังไง

ไม่มีนะ มีแต่ได้ยินประมาณว่ากรรมการแก๊งนี้หิน

ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ เรื่องการพิมพ์และเรื่องวัสดุ ในบ้านเรามีรวบรวมไว้เป็นหลักเป็นแหล่งไหม

คิดว่ายังไม่มี  เคยลองหาหนังสือเกี่ยวกับ editorial design มีแต่ของฝรั่ง ของไทยเราก็เคยเห็นอยู่บ้าง 1 – 2 เล่ม ส่วนเรื่องที่ว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ ก็ไม่มี ตอนนี้ทางนายกสมาคมพยายามทำเรื่องมาตรฐานวิชาชีพอยู่ จะมีการจัดอบรมเรื่องระบบการพิมพ์ การทำความเข้าใจข้อมูลต่างๆ คือมันไม่ใช่แค่พออยากทำหนังสือก็ต้องโทรไปปรึกษาสเปกกับโรงพิมพ์เท่านั้น ดูเป็นการเริ่มต้นที่ผิด เพราะบางทีเขาก็ตอบเราไม่ได้ ถ้ารายละเอียดของเราไม่เพียงพอ พูดกันจริงๆ แหล่งความรู้ที่รวบรวมอะไรแบบนี้นั้นน่าทำ เก็บไว้ในห้องสมุดเลย เพราะทุกวันนี้ถึงจะมีรายละเอียดอยู่บ้าง แต่มันยังกระจัดกระจาย