ปล่อยความคิดทำงานไปกับเรื่องสั้นฟินน์

บ่ายแก่วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้นั่งรับลมใต้ร่มไม้ใหญ่อย่างที่คิดไว้ เนื่องจากคณะผู้จัดงาน – ร้านหนังสือก็องดิด สถานทูตฟินแลนด์ และสำนักพิมพ์กำมะหยี่ ตัดสินใจย้ายเวทีเสวนาเข้าไปในแกลเลอรีเย็นฉ่ำติดกับสนามหญ้าหน้าร้าน ซึ่งไม่ผิดคาด เพียงครู่เดียวหลังจากไปถึง ฝนก็เทกระหน่ำลงมาจริงๆ

บนโต๊ะที่ปูด้วยผ้าลายดอกไม้สีสดใสดอกใหญ่โต เราพบเมนูของว่างฟินแลนด์ ที่เน้นรสชาติของวัตถุดิบมากกว่าการปรุงแต่งอย่างสลัดมันฝรั่ง มูสบลูเบอร์รีและวานิลลา ข้าวตังราดด้วยน้ำตาลสีน้ำเงินเป็นลายธงชาติฟินแลนด์ ขนมอบหน้าตาคล้ายเดนิช แคร็กเกอร์สเปรด และเครื่องดื่มเบอร์รีสีแดงสวยในโหลแก้วใส ทั้งหมดนี้ทำเอาผู้เข้าร่วมฟังกว่า 70 ชีวิต เอร็ดอร่อยจนเกือบหยุดไม่ได้กันเลยทีเดียว

 

ฟินแลนด์แดนอัศจรรย์

ก่อนจะพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือเล่มที่ว่า พรรณิการ์ วานิช ผู้ดำเนินรายการ เปิดเวทีด้วยการเชิญ 4 สาว ศิษย์เก่าแดนฟินน์ มาถ่ายทอดประสบการณ์การใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมฟังได้ทำความรู้จักกับประเทศต้นกำเนิดของงานเขียนก่อน ประกอบไปด้วย สุวรรณา บัวซ้อน (นักเรียนแลกเปลี่ยน YFU Thailand ปี 2008-2009), เกวลิน เกียรติชูศักดิ์ (นักเรียนแลกเปลี่ยนโครงการ ปี AFS 2009-2010), กัญญ์ชลา นาวานุเคราะห์ (ปริญญาโท มนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยยูแวสกูแล่ะ) และ กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ (ปริญญาโทด้านการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยยูแวสกูแล่ะ) ซึ่งคนสุดท้ายเป็นผู้แปลหนังสือเล่มนี้ ทั้งหมดนั่งอยู่เบื้องหน้าลายผ้ายอดนิยมของฟินแลนด์

แต่ละคนบอกเล่าถึงอาการ Culture Shock เมื่อแรกเริ่มไปอาศัยอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นความตื่นตระหนกกับสายฝนที่ตกตลอดเวลา 3-4 วันติดต่อกัน การไม่ต้องหยุดระวังรถซ้ายขวาเพื่อจะข้ามถนนเพราะรถจะหยุดให้ข้ามเอง นักเรียนดีดนิ้วเรียกชื่อครูโดยไม่ใช้คำว่า teacher  รวมถึงวัฒนธรรมการเปลือยอยู่ในบ้านเพราะชาวฟินน์ชอบซาวน่า จนผู้สื่อข่าวเจ้าถิ่นถึงกับต้องมาทำข่าว culture shock ของนักเรียนแลกเปลี่ยนเพื่อลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ท้ายที่สุดทุกคนก็สามารถผ่านช่วงเวลาแห่งการปรับตัวเหล่านั้นมาและใช้ชีวิตได้ปกติขึ้น ด้วยน้ำใจของครอบครัวอุปถัมภ์ เพื่อนๆ และอาจารย์ ที่ทำให้รู้สึกว่าฟินแลนด์อบอุ่นไม่ต่างจากบ้านเกิด

สิ่งที่พวกเธอประทับใจและอยากเก็บกลับมาจากที่นั่น มีทั้งเรื่องความซื่อสัตย์และจริงใจของคนฟินน์ ทะเลสาบที่สงบ สวยงาม ความเงียบในสวนหลังบ้าน รวมถึงปรัชญาและวิธีคิดเกี่ยวกับการศึกษาของฟินแลนด์ที่น่าจะนำมาปรับใช้กับการศึกษาในบ้านเราได้ซึ่งก็คือการศึกษาเพื่อชีวิต ที่ทำให้คนคนหนึ่งได้เติบโตขึ้นมาอย่างมีศักยภาพและได้รับการผลักดันศักยภาพนั้นอย่างเต็มที่

พวกเธอแบ่งปันคำศัพท์ในภาษาฟินน์ที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวตน วิธีคิดของชาวฟินน์ ตามทัศนะของแต่ละคน เช่น SISU คำที่แสดงถึงจิตวิญญาณของความอดทน ต่อสู้ ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคต่างๆ โดยเฉพาะสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ คำนี้จะเห็นได้ทั่วไปเพราะใช้กันอย่างแพร่หลาย กระทั่งยี่ห้อรถบรรทุกขนไม้ทำกระดาษที่วิ่งทางไกลตลอดเวลาก็ชื่อ SISU  หรือคำที่ใช้แสดงอารมณ์อย่าง NO NIIN ที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ เพียงเปลี่ยนโทนเสียงในการพูดเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นดีใจ เสียใจ หรือ รู้สึกเฉยๆ คล้ายกับเป็นคำที่คนฟินน์ชอบพูดเวลาไม่รู้จะพูดอะไร แสดงให้เห็นถึงความพูดน้อยของคนฟินน์ และคำน่ารัก อย่างคำว่า KATSOA ที่มีความหมายว่า ดูสิ ที่คนฟินน์จะออกเสียงว่า กั๊ตโตะ (ฟังดูน่ารักจริงๆ ด้วย)

ส่วน Katarina Tapio รองหัวหน้าคณะผู้แทนฟินแลนด์ประจำประเทศไทย บอกว่า “คำที่มีความหมายและบ่งบอกถึงจิตวิญญาณของคนฟินน์คือคำว่า tasa-arvo ซึ่งแปลว่า ความเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก คนชรา คนรวย คนจน” และเธอได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การมาอยู่ต่างแดนอย่างประเทศไทย ว่าไม่ได้สร้าง culture shock มากมายสำหรับเธอ เพราะคนไทยน่ารัก มีน้ำใจ ยกเว้นเรื่องรถติด ซึ่งเธอคิดว่าข้อนี้ก็เป็นปัญหาสำหรับคนไทยในกรุงเทพฯ เหมือนกัน และเธอได้ให้คำนิยาม 3 คำ สำหรับความเป็นคนฟินน์คือ สวย ซื่อ และซาวน่า!

 

อ่านรวมเรื่องสั้นของ ยูร์กิ ไวโนเน็น  

ทุกคนที่สัมผัสฟินแลนด์มาแล้วลงความเห็นว่า เรื่องราวในหนังสือ ‘นักสำรวจและเรื่องฟินน์อื่นๆ’ สามารถสะท้อนภาพความเป็นฟินแลนด์ได้อย่างดี ทั้งวิถีชีวิต ธรรมชาติ บรรยากาศความเงียบที่บางครั้งเงียบจนวังเวง เพราะที่นั่นไม่ใช่แค่แตกต่างจากประเทศไทย แต่ทุกอย่างคือด้านตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง ทำให้เกิดการเรียนรู้วิธีคิดและวิถีทางที่แตกต่างออกไป การสร้างฉากที่ดูเซอร์เรียลมากๆ อย่างเรื่องที่ตัวละครติดอยู่ลำพังในห้องสมุดซึ่งไฟฟ้าดับมืดและอาหารกำลังจะหมด น่าจะเทียบได้กับฟินแลนด์ในฤดูหนาว ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ควบคุมไม่ได้ของคนฟินน์ ส่วน Katarina ซึ่งเป็นเจ้าของภาษาบอกว่า งานของไวโนเน็นดีเด่นในเรื่องการใช้ภาษาที่วิจิตรงดงาม น่าหลงใหล โดยเฉพาะการบรรยายถึงธรรมชาติ และเขาสามารถบรรยายสิ่งที่เหนือจริงมากๆ ให้เหมือนกับว่าเรื่องนั้นเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน ที่สำคัญชื่อตัวละครในเรื่องสั้นทุกเรื่องไม่ได้ใช้ชื่อฟินน์ แต่เป็นชื่อเยอรมันและอื่นๆ ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนที่เพิ่มมิติและความน่าสนใจให้กับหนังสือเล่มนี้ได้อย่างมาก

ในทัศนะของผู้แปล

กุลธิดา เล่าว่า “การแปลเล่มนี้มีความยากมากถึงมากที่สุดเพราะนักเขียนคิดคำใหม่ขึ้นมาเองอยู่บ่อยๆ คือภาษาฟินแลนด์ยากอยู่แล้ว เวลาต้องนั่งแกะความหมาย มีเยอะมากที่แกะไปแกะมาก็เข้าใจในท้ายที่สุดว่า มันคือคำใหม่ เป็นการแปลงานที่ทำให้ต้องกลับไปหาเพื่อนหลายคนในฟินแลนด์ เพื่อที่จะขอคำปรึกษาว่าฉันควรจะแปลสิ่งนี้ว่าอะไร เพราะหลายครั้งมีการบรรยายถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่ในวัฒนธรรมไทย เราก็นึกไม่ออกว่าถ้าแปลไปแบบนี้คนอ่านจะเข้าใจหรือเปล่า ทำให้เพื่อนต้องวาดรูปมาให้ดูเลย เช่น โรงตัดฟืน เพื่อนวาดแล้วทำลูกศรชี้ทีละสิ่งว่าอันไหนเรียกว่าอะไร เพื่อจะอธิบายให้ชัดด้วยภาพ ดังนั้นความประทับใจในการทำงานครั้งนี้คือ การได้กลับไปทำความรู้จักวัฒนธรรมฟินแลนด์เชิงลึกมากๆ”

 

ส่วนนักอ่านอย่าง คมสัน นันทจิต ให้ความเห็นไว้ดังนี้

“เป็นหนังสือที่ประหลาดกว่าที่คาดไว้ แต่ก็มีความโรแมนติกและอ่อนโยนผสานอยู่ในหลายๆ เรื่อง เสน่ห์ของงานชิ้นนี้คือ การบรรยายธรรมชาติได้ละมุนละไม ใช้ความเปรียบได้ดี เช่น ยามเช้าในฤดูร้อนสดใสดังเนยตีขึ้นสดใหม่ ถ้าเป็นของไทยเราคงไม่เปรียบแบบนี้ ความเก่งอีกอย่างของนักเขียนคือการใช้ ‘จินตนาการ’ และจับคู่สิ่งที่เป็นขั้วตรงข้ามมาใช้ให้เกิดความต่อเนื่องกัน เช่น จังหวะที่เป็นเหตุการณ์น่ากลัวสุดๆ อยู่ดีๆ มันก็พลิกไปอีกทาง บางเรื่องเราจะเข้าใจด้วยตัวเอง แต่บางเรื่องก็ถอดสัญลักษณ์ไม่ออก เพราะการอ่านเแต่ละเรื่องให้ความรู้สึกเหมือนนักเขียนจูงมือเราเดิน แวะดูนั่นนี่ระหว่างทาง พอถึงที่หมายประตูเปิดออก เรากลับพบว่าทั้งหมดที่ผ่านมาไม่ได้เป็นอย่างที่คิด จนทำให้ต้องย้อนกลับไปอ่านใหม่ตั้งแต่แรกเพื่อไล่ดูรหัสต่างๆ ใหม่ ซึ่งหลายเรื่องผมชอบมาก”

ผู้แปลย้ำว่าหนังสือเล่มนี้สะท้อน ‘แก่น’ ของฟินแลนด์ได้ดีที่สุด เนื่องจากตลอดระยะเวลาในการแปล เกิดความถามกับตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่านักเขียนต้องขุดจิตใจคนลึกลงไปเท่าไหร่ จึงสามารถเล่าออกมาเป็นเรื่องสั้นซึ่งมีพื้นที่จำกัดได้อย่างมีชั้นเชิง และเธอปิดท้ายไว้ว่า นี่เป็นหนังสือที่รวมผลงานเรื่องสั้นของยูร์กิ ไวโนเน็น ไว้มากที่สุดในโลก เพราะเดิมทีสำนักพิมพ์ส่งต้นฉบับที่แปลเป็นภาษาอังกฤษมาให้ 7 เรื่อง ตัวเธอได้ค้นพบต้นฉบับภาษาฟินแลนด์อีก 8 เรื่อง และในที่สุดก็กลายเป็น ‘นักสำรวจและเรื่องฟินน์อื่นๆ’