ถอดรหัสนิยมวรรณกรรมแปล กับบรรณาธิการ Legend Books

เครดิตภาพถ่าย: นิวัต พุทธประสาท

หากจับสังเกตดูสักนิด เราอาจค้นพบได้ไม่ยากเย็นนักถึงสถิติที่ส่งผลให้ผู้ผลิตวรรณกรรมไทยหงุดหงิดใจว่า ในรอบสิบปีมานี้ (หรืออาจมากกว่านั้น) วรรณกรรมแปลจากต่างแดนดูคล้ายได้รับความนิยมจากนักอ่านมากกว่างานประพันธ์โดยฝีมือคนไทย

จากเดิมที่สุ่มเสี่ยงอยู่แล้ว ถึงขนาดที่เจ้าของสำนักพิมพ์หลายรายมีนโยบายปรับขนาดพื้นที่ของนักเขียนไทยให้หดแคบลงไปอีก ที่ยังคงยืนหยัดอาจเป็นสำนักพิมพ์ซึ่งเป็นแบบนิชมาร์เก็ตจริงๆ

ถามว่าเรื่องนี้มีอะไรน่าตื่นเต้นไหม แน่นอน… คำตอบคือมีและไม่มี บนนัยของโครงสร้างธุรกิจหนังสือในบ้านเรา ทว่าสิ่งที่มีแน่ๆ คือวินาทีนี้ เราขออนุญาตข้ามคำถามว่า วรรณกรรมไทยตายหรือยัง แล้วอย่างนั้นสมมติฐานข้างต้น ‘จริงหรือเท็จ’ ประการใด มีอะไรอยู่ระหว่างทางในข้อสงสัยเหล่านั้นบ้าง

เราชวน ‘ศิริธาดา กองภา’ บรรณาธิการและผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ ‘Legend Books’ ที่ปักหมุดตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะพิมพ์งานแปลล้วนๆ คุยถึงประเด็นดังกล่าว เผื่อนักอ่านที่ยังนึกไม่ออก หนังสือที่เป็นกระแสฮือฮามากๆ ของสำนักพิมพ์นี้ได้แก่นวนิยายสัญชาติเยอรมัน ปกเป็นรูปขาวดำสไตล์ป็อบอาร์ตของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ชื่อเล่มเป็นภาษาไทยว่า ‘กลับมาแล้วครับ’ ของ ทีมูร์ แฟร์เมส

นอกจากนี้ ศิริธาดายังสวมหมวกอีกใบในฐานะส่วนงานจัดกิจกรรมสัมมนาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันเรื่องการขายลิขสิทธิ์ โดยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างประเทศให้แก่ Thailand Rights Center ของสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ (PUBAT) อีกด้วย

ตอนเริ่มทำ Legend Books มองเห็นโอกาสอะไรบ้างถึงเลือกในสายงานหนังสือแปล

เราเริ่มทำหนังสือจากการเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการกองแปลที่มติชน พอออกจากที่นั่นก็ยังทำในสายงานที่อยู่ในวงการหนังสือแปลมาตลอด เหมือนกับเป็นสิ่งที่ถนัดสุดมากกว่า เลยคิดว่าถ้าจะเลือกทำหนังสือ ควรเลือกในสิ่งที่คุ้นเคย เพราะการตัดสินใจ การมองภาพรวมตลาด น่าจะค่อนข้างแม่นยำกว่าการที่กระโดดไปจับแนวอื่น

บรรยากาศการพิมพ์หรือจำหน่ายวรรณกรรมแปลในบ้านเราเป็นอย่างไรบ้างในช่วงนั้น

ไม่ค่อยต่างมากนัก ในช่วงสิบปีมานี้ วรรณกรรมที่ยัง Bestseller ทั่วโลกเป็นพวกนิยายวัยรุ่นอย่างแฟนตาซีหรือดิสโทเปี้ยนอยู่ ส่วนวรรณกรรมที่เป็นกระแสโด่งดังในต่างประเทศ หรือพวกรางวัล Nobel กระทั่ง Booker Prize บ้านเรายังมีกลุ่มคนอ่านไม่เพิ่มขึ้นเท่าใดนัก สารคดีก็ยังเป็นแนว How-To และพัฒนาตนเองที่ยังครองชั้นหนังสือ ส่วนฝั่งเอเชีย ไลท์โนเวลของญี่ปุ่นยังครองตลาดอยู่

ทว่าสิ่งที่ต่างไปตอนมาเริ่มมาทำสำนักพิมพ์คือ ยอดขายต่อเล่มลดลง อาจเป็นเพราะนักอ่านมีทางเลือกในการอ่านมากขึ้น การใช้โซเชียลมีเดียก็ดึงเวลานักอ่านขาจรไปได้เยอะเหมือนกัน ในทางกลับกัน การใช้โซเชียลนี่แหละ ดึงคนอ่านรุ่นใหม่ๆ ให้กลับมาอ่านวรรณกรรมมากขึ้น อย่างที่เห็นได้ชัดคือ ร้านหนังสืออิสระหลายร้านทั้ง Readery หรือ Candide กลุ่มคนอ่านใหม่ๆ ที่เข้ามาคือกลุ่มวัยรุ่นซึ่งเริ่มหันมาสนใจวรรณกรรม อาจเป็นเพราะกระแสไอดอลอ่านหรืออะไรก็ตาม นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ต่อยอดการอ่านไปได้อีกไกลเลย ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ต่างจากตลาดเมื่อ 5-10 ปีก่อน และเราว่าน่าสนใจ

กลุ่มเป้าหมายของ Legend Books เป็นใคร ทั้งๆ ที่เห็นว่า Bestseller เป็นนิยายวัยรุ่น

กลุ่มมหาวิทยาลัย และวัยทำงานขึ้นไปค่ะ เหมือนเราหากลุ่มลูกค้าของเราเจอมากกว่า จึงทำหนังสือที่สนองความต้องการของคนกลุ่มนี้


‘ความยาก’ ของการทำวรรณกรรมแปลอยู่ที่ขั้นตอนไหน

เลือกอย่างไรให้ถูกใจตลาด และ ทำอย่างไรให้การแปลออกมาอ่านง่ายแต่คงความเป็นต้นฉบับให้มากที่สุด… มันยากตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกต้นฉบับเลย หนังสือแปลดูเหมือนง่ายตรงที่มีของทำสำเร็จรูปแล้ว รอแค่เราเดินไปเลือก แต่จริงๆ สิ่งที่ยากคือการเลือกนี่ละ เพราะบางเล่ม บางแนว กระแสในตลาดต่างประเทศดีมาก ติด Bestseller กันเป็นปี ขายลิขสิทธิ์ไป 20-30 ภาษา แต่พอเราเอามาทำ กลับไม่เป็นอย่างที่คิด สาเหตุอาจเป็นเพราะไม่เข้ากับจริตการอ่านของนักอ่านไทย หรืออาจพูดถึงบริบทสังคมที่ห่างไกลจนนักอ่านไม่รู้สึกอิน พอเลือกต้นฉบับมาแล้ว ขั้นตอนการแปลและการตรวจแก้ต้นฉบับก็เป็นขั้นตอนที่ยากและต้องระมัดระวังด้วยเหมือนกัน เพราะโจทย์คือการคงอรรถรสตามต้นฉบับให้ใกล้เคียงที่สุด

อยากให้ยกตัวอย่างวรรณกรรม Bestseller ของต่างประเทศ ที่เอามาแปลแล้วขายไม่ดีอย่างใจคิด

อย่าง ‘ฟลอร่า 717’ (The Bees) เขียนโดย ลาลีน พอล เล่มนี้เข้ารอบ Short list หลายรางวัล ในตลาดต่างประเทศค่อนข้างได้รับความสนใจ แต่ในตลาดบ้านเรากลุ่มยังแคบมาก ถ้าให้วิเคราะห์เล่นๆ เราคิดว่าเนื้อหาอาจยังไม่โดนใจ แม้หลายคนบอกว่าคืองาน Animal Farm (นิยายอมตะของจอร์จ ออร์เวลล์) ยุคนี้ ทว่าพอสื่อสารด้วยเรื่องราวของผึ้ง คนอ่านอาจยังรู้สึกว่ายากเกินไป … อันนี้วิเคราะห์เล่นๆ นะ จริงๆ อาจมีปัจจัยอื่นอีก

สำนักพิมพ์มีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกงานอย่างไร

หลักการเลือกงานของ Legend Books คือเอาความชอบ 50% + การตลาด 50% ถ้าทั้งสองปัจจัยมันไปด้วยกันได้ เราก็ตัดสินใจเลือกเรื่องนั้นมาแปล เราเป็นคนชอบอ่านหนังสือทุกแนว อ่านตั้งแต่นิยายวัยรุ่นหวานแหวว วรรณกรรม ยันสารคดี บวกกับความที่เคยทำงานในสายนี้มา เลยคิดว่าวิจารณญาณของเรามันคือนักอ่าน+บ.ก. ถ้าเราชอบเล่มนั้น เนื้อหาคงไม่ด้อยแน่ ส่วนเรื่องการตลาดก็ต้องเอามาตัดสินใจร่วม เพราะถึงหนังสือดี เราชอบ แต่มันขายยากในบ้านเรา เล่มนั้นก็ตีตกไป แต่ถ้าเล่มไหนที่เข้าข่ายทั้ง 100% ก็ถือว่าเข้ารอบ


ในเชิงการตลาด งานแปลแนวไหนที่คิดว่าขายยากแน่ๆ ในบ้านเรา

พูดยากมากเลย คือบางเล่มที่เรามองว่าเนื้อหาเฉพาะกลุ่มมาก แต่กลับได้รับความนิยม ยกตัวอย่างงานของ ดะไซ โอซามุ นักเขียนญี่ปุ่น ที่เขียนเรื่อง สูญสิ้นความเป็นคน นั่นเนื้อหาหนักมาก อ่านแล้วดำดิ่งเลย เป็นงานเขียนที่ดีมาก เราคิดว่าน่าจะขายยาก แต่กลับได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น … เราว่าทุกวันนี้ มันนิยามคำว่างานแนวไหนที่ขายยากได้ยากมาก อยู่ที่ว่าพอทำออกมาแล้วจุดกระแสได้หรือเปล่ามากกว่า

รบกวนขอความเห็นส่วนตัว ความต่างด้านคุณภาพของเนื้อหางานไทยกับงานเทศที่เห็นได้อย่างชัดเจนคืออะไรในยุคสมัยนี้  

สิ่งที่รู้สึกมาตลอดคือความแม่นยำของข้อมูล เวลาที่เขาจะเขียนเรื่องราวอิงข้อเท็จจริงอย่างสารคดี หรือแม้กระทั่งนิยายก็ตาม

นักเขียนต่างประเทศเขาทำวิจัย ค้นข้อมูลกันหนักมาก เราจึงค่อนข้างเชื่อมั่น มีผิดพลาดบ้างทว่าน้อยมาก ในขณะที่บ้านเรา นักเขียนที่ค้นข้อมูลกันอย่างละเอียดมีน้อย คือไม่ใช่ไม่มีเลย อย่างงานเขียนแนวประวัติศาสตร์ไทย นักเขียนทำการบ้านเยอะมาก หรือสารคดีบางชิ้น เราอ่านก็รู้เลยว่าไม่ได้ตัดแปะมา

หรือนักเขียนนิยายร่วมสมัยหลายท่านก็ทำการบ้านละเอียด ทั้งนี้ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก ส่วนใหญ่เรารู้สึกว่ายังเป็นการตัดแปะข้อมูล ซึ่งปัญหาก็ไปตกที่คนอ่านอย่างพวกเรา รับสารผิดต่อๆ กันไป… ตรงนี้แหละที่คิดว่าวงการหนังสือไทยต้องปรับทัศนคติเรื่องการ research ใหม่เลย

ข้ามไปเรื่องของการสร้างสรรค์รูปแบบ พอสู้กันได้ไหม

ถ้าพูดถึงในเชิงการเขียน คิดว่าทุกวันนี้นักเขียนร่วมสมัยบ้านเราเก่งๆ กันเยอะ งานค่อนข้างเป็นสากล เราแค่มีกำแพงเรื่องภาษาที่จะสื่อสารกับภายนอกเท่านั้น ส่วนเรื่องรูปเล่ม ดีไซน์ การผลิต อันนี้สู้ได้เลย หนังสือแปลไทยหลายเล่ม ทำรูปเล่มและปกสวยกว่าต้นฉบับด้วยซ้ำ

มีกระแสว่าสำนักพิมพ์เล็กๆ ทำให้งานแปลขยายตัวกว้างขึ้น หลากหลายขึ้น อยากชวนคุยถึงประสบการณ์ของตนเองในเรื่องนี้

ถ้ามองตลาดในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดเลยว่าสำนักพิมพ์เล็กๆ สร้างสีสันให้แก่วงการหนังสือ ไม่ว่าเป็นงานไทย งานเทศ โมเดลสำนักพิมพ์เล็กบ้านเรามันแปลกตรงที่ เราทำกันเองแค่สามสี่คน หรือบางสำนักพิมพ์รันงานคนเดียวก็มี ทำให้เกิดการตัดสินใจที่คล่องตัว หรือลูกบ้าในการทำสิ่งแปลกใหม่มีเยอะ แล้วแต่ความชอบ ความถนัดของตนเอง ทำให้เห็นถึงความหลากหลายของงาน และคนอ่านมีทางเลือกเยอะขึ้น

มองว่าขยายวงกว้างขึ้นนะ อาจไม่ใช่ในแง่ของยอดขาย แต่ทำให้ตลาดหนังสือมีความหลากหลาย เราได้อ่านงานของ ดะไซ โอซามุ นักเขียนญี่ปุ่นสายดาร์ก อ่านงานของ ทีมูร์ แฟร์เมส นักเขียนชาวเยอรมันที่จับฮิตเลอร์มาแต่งองค์ทรงเครื่องใหม่ อ่านงานของสตีก ลาร์สัน นักเขียนอาชญนิยายชาวสวีเดนที่กลายเป็นกระแสทั่วโลก ฯลฯ ก็เพราะสำนักพิมพ์เล็กๆ หยิบหนังสือแตกต่างกันมาทำ พอลงตลาดไปพร้อมกัน มันสร้างสีสันและตัวเลือก ทุกวันนี้ในฐานะนักอ่าน ยังตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อดูลิสต์รายชื่อหนังสือใหม่ของเพื่อนๆ สำนักพิมพ์

ได้ยินมาจากหลายสำนักพิมพ์ว่าช่วงนี้วรรณกรรมไทยขายยาก ในขณะที่วรรณกรรมแปลขายดีกว่า ได้รับการพูดถึงมากกว่า มีความเห็นเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

ตอนนี้ตลาดค่อนข้างเปลี่ยน กลายเป็นว่าเหมารวมทั้งหมวดไม่ได้ วรรณกรรมแปลอาจมีกลุ่มคนอ่านที่เหนียวแน่น แต่ยอดขายไม่ได้พุ่งมากมาย กลุ่มคนอ่านวรรณกรรมมีจำกัดอยู่แล้ว ตลาดแทบไม่เปลี่ยนเลยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ในขณะที่หนังสือแปลแนวอื่น โดยเฉพาะแนววัยรุ่นอย่างงานแปลฝั่งญี่ปุ่นพวกแฟนตาซี ไลท์โนเวล กลับมียอดขายที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ในขณะที่กลุ่มคนอ่านวรรณกรรมไทยเริ่มกลับมารวมตัวกันใหม่ กลุ่มนักเขียนวรรณกรรมร่วมสมัยและกลุ่มคนอ่านรุ่นใหม่มีช่องทางที่สื่อสารกันได้มากขึ้น สื่อโซเชียลทำให้ระยะห่างระหว่างนักเขียนและนักอ่านแคบลง กลุ่มคนอ่านวรรณกรรมไทยเริ่มจับกลุ่มกันเหนียวแน่น

เห็นได้จากหนังสือของ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม หรือ พีเอส พับลิชชิ่ง ก็มีกลุ่มคนอ่านชัดเจน หรือกระทั่งงานของพี่อุทิศ เหมะมูล ก็มีแฟนคลับประจำ บางเล่มอาจขายได้มากกว่าวรรณกรรมแปลด้วยซ้ำ เหมือนตอนนี้ถ้าจะวัดยอดขาย มันเหมาทั้งประเภทไม่ได้เลย ต้องวัดเป็นเล่มๆ ไป

ในช่วงสิบปีมานี้ มีพัฒนาการให้เห็นอย่างชัดเจนบ้างไหม

พัฒนาการที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ คนเริ่มกลับมาอ่านวรรณกรรม แม้เป็นคนกลุ่มเล็กๆ แต่มีกลุ่มลูกค้าชัดเจน สื่อโซเชียลอย่าง Facebook Twitter Instagram เป็นจุดเปลี่ยน กลายเป็นช่องทางสื่อสารสำคัญระหว่างนักเขียน นักแปล สำนักพิมพ์ และผู้อ่าน

การได้อ่านตัวอย่างทดลองอ่าน และการได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับหนังสืออย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้หนังสือเล่มนั้นๆ เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เป็นช่องทางการสื่อสารที่ช่วยให้กระแสการอ่านวรรณกรรมฟื้นกลับมาอย่างรวดเร็ว

มีช่วงหนึ่งที่กระแสงานวรรณกรรมดูเงียบไป นักเขียนผลิตงานแนวนี้ออกมาน้อยมาก ตอนนี้ก็ยังรู้สึกแบบนั้น ดูได้จากการส่งผลงานประกวดด้านวรรณกรรมแต่ละปี นวนิยาย เรื่องสั้น หรือบทกวีก็ไม่ได้มากนัก แต่เราคิดว่าวรรณกรรมไทยไม่ได้ตาย ดูจากกระแสการอ่านตอนนี้กลายเป็นว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ก็กลับมาอ่านวรรณกรรม

เราว่ากระแสวรรณกรรมที่อาจเริ่มซาลงคือวรรณกรรมที่ไม่ได้พูดถึงสังคมปัจจุบันมากกว่า คนอ่านทุกวันนี้ต้องการมีส่วนร่วมในเรื่องที่อ่าน การที่นักเขียนพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน กระแสสังคม หรือบริบทที่ทำให้คนอ่านอินไปด้วย มันทำให้จูนกับคนอ่านได้มากขึ้น 

คิดว่ากลุ่มนักอ่านรุ่นใหม่ๆ เขาพร้อมเปิดใจ ถ้าไม่มองถึง Volume ยอดขาย เพราะทุกแนวยอดขายต่อเล่มน้อยลง ตลาดมันเปลี่ยน ตัวเลือกมากขึ้น ซึ่งคนทำหนังสือต้องรู้ปริมาณคนอ่านของตนเอง จะได้กำหนดยอดพิมพ์ที่บริหารจัดการได้และไม่เจ็บตัว ส่วนเรื่องการขยายฐานคนอ่าน เราว่างานวรรณกรรมไทยในยุคนี้ยังต่อยอดไปได้อีก ไม่ใช่แค่ในประเทศ แต่ยังรวมถึงช่องทางการขายลิขสิทธิ์ออกไปตลาดต่างประเทศด้วย

ปัญหาความไม่แข็งแรงของวงการงานแปลในบ้านเราคืออะไร  

บ้านเราการแปลงานเข้ามามีสัดส่วนที่เยอะกว่า และเป็นการแปลจากภาษาต้นทางสู่ภาษาปลายทาง (ที่นักแปลคุ้นเคยเป็นอย่างดี) เลยไม่ค่อยมีปัญหามากนัก ส่วนเรื่องลิขสิทธิ์การแปล มันอยู่ที่ความพึงพอใจของนักแปลในการเจรจากับสำนักพิมพ์ว่าจะจ่ายครั้งเดียวจบ (ลิขสิทธิ์การแปลผูกขาดให้สำนักพิมพ์) หรือจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ (ลิขสิทธิ์การแปลอยู่กับนักแปล) ตลาดการแปลเข้ายังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนที่เรามองว่าสัดส่วนยังน้อยมากคือการแปลออก ซึ่งจริงๆ แล้วการแปลออกมันพ่วงกับการขายลิขสิทธิ์งานของนักเขียนไทยออกสู่ตลาดสากลนั่นแหละ คือนักแปลที่แปลงานออกยังน้อย เพราะตลาดส่วนนี้ยังไม่โต และต้องการคุณสมบัตินักแปลที่สูงมากขึ้นอีก เพราะต้องแปลงานออกไปสู่ภาษาปลายทางที่ไม่ใช่ภาษาแม่ของนักแปล นักแปลต้องทำให้อรรถรสทุกอย่างของงานนักเขียนไทยคงอยู่ครบถ้วน

บ้านเรายังไม่ได้มองว่าการขายลิขสิทธิ์มีความเป็นไปได้สูง นักเขียนหรือสำนักพิมพ์ก็ยังไม่กล้าลงทุนจ้างนักแปลมาแปลงานทิ้งไว้ก่อน เลยทำให้ตลาดฝั่งแปลออกยังไม่เติบโตเท่าไหร่นัก

งานที่ได้รับมอบหมายจากทางสมาคมผู้จัดพิมพ์เกี่ยวกับ Thai Rights Center  มีอะไรบ้าง

สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ (PUBAT) พยายามผลักดันเรื่องการขายลิขสิทธิ์มานานแล้ว และในระยะสิบปีมานี้สำนักพิมพ์/นักเขียนไทย ก็ตื่นตัวในการขายลิขสิทธิ์มากขึ้น มีหลายสำนักพิมพ์ขายงานออกไปให้สำนักพิมพ์ในเอเชียหรือในยุโรป แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการดิ้นรนกันเอง หรือได้รับความช่วยเหลือจากเอเจนซี่

ในวาระกรรมการบริหารชุดปัจจุบัน ทางนายกสมาคมและอุปนายกฝ่ายต่างประเทศเลยมองว่า ถ้าเราสามารถตั้งหน่วยงานที่เป็นศูนย์กลางในการติดต่อระหว่างสำนักพิมพ์ไทย เอเจนซี่ และสำนักพิมพ์ต่างประเทศ รวมทั้งจัดกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขายลิขสิทธิ์และให้ความรู้แก่สมาชิก น่าจะช่วยกระตุ้นการขายออกได้ไม่น้อย

เลยริเริ่มโครงการจัดตั้ง Thailand Rights Center ขึ้น ซึ่งทางฝ่ายต่างประเทศของ PUBAT อยากหาคนช่วยงานส่วนนี้ที่สามารถทำงานประสานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างประเทศได้ เราเลยฟอร์มทีมกับพี่อีกสองท่านคือ คุณพัลลภ สามสี อดีตบรรณาธิการสำนักพิมพ์มติชน ที่ตอนนี้ไปเป็น Director ของ China Face (เพจอัพเดตความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับจีนของสำนักข่าว China CRI) และคุณอนุรักษ์ กิจไพบูลทวี นักแปลจีนและเจ้าของสำนักพิมพ์แมงมุมบุ๊ก

หลักๆ TRC จะจัดการคัดสรรหนังสือขึ้นเว็บไซต์ พร้อมจัดทำเรื่องย่อและข้อมูลสำหรับการขายลิขสิทธิ์ (น่าจะเริ่มดำเนินการต้นปี) เพื่อเป็นฐานข้อมูลที่สามารถต่อยอดการขายได้ในอนาคต และจะรวบรวมลิงค์ข้อมูลต่างๆ ที่ช่วยสำนักพิมพ์ไทยในการติดต่อซื้อลิขสิทธิ์ รวมถึงอัพเดตแวดวงข่าวสารหนังสือทั่วโลก อันนี้เป็นโครงการที่กำลังค่อยๆ ริเริ่ม

นอกจากนี้ก็มีการจัดสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของบุคลากรในแวดวงหนังสือระดับนานาชาติเป็นระยะ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการขายลิขสิทธิ์ให้สำนักพิมพ์ไทย อย่างล่าสุด ทาง TRC เพิ่งจัดสัมมนา THINK RIGHTS, THINK TWICE ไปเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2560 โดยเรามีวิทยากรชาวต่างชาติจากฝรั่งเศสและไต้หวันมาร่วมบรรยายประสบการณ์การขายลิขสิทธิ์และตลาดหนังสือโลก มีวิทยากรชาวไทยมาร่วมบรรยายประสบการณ์การขายและการผลิตคอนเทนต์ และมีคนในแวดวงหนังสือเข้าร่วมราว 90 คน ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จ

เราเลยมองก้าวต่อไปว่าจะจัดงานสัมมนาแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างคนในวงการหนังสือไทยกับไต้หวัน ซึ่งจะมาเป็น Guest of Honor ในงาน Bangkok International Book Fair 2018 ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมไต้หวันเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงานครั้งนี้  มองไว้ว่าจะจัดราวๆ ช่วงปลายธันวาคม 2560