คราสและควินิน… การถกเถียงบนหน้ากระดาษ

บนห้างหรูใจกลางกรุงเทพมหานคร วันเสาร์ที่ผู้คนพลุกพล่านเป็นพิเศษ มุมเล็กๆ มุมหนึ่งของ ร้านหนังสือคิโนะคุนิยะ มีการจัดเสวนาเปิดตัวหนังสือ คราสและควินิน รื้อ-สร้าง ‘ปากไก่และใบเรือ’ ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ของ พิพัฒน์ พสุธารชาติ นักวิชาการอิสระ โดย สำนักพิมพ์ Illuminations ผู้ร่วมเสวนาได้แก่ พิพัฒน์ ซึ่งเป็นผู้เขียน ร่วมด้วย สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการด้านปรัชญาและพุทธศาสนา และ ปรีดี หงษ์สต้น นักวิชาการประวัติศาสตร์จาก ม.ธรรมศาสตร์

หนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมบทความของผู้เขียนจากคอลัมน์ในนิตยสารวิภาษา 14 ชิ้น ที่ชื่อ อ่านและตั้งคำถามกับปากไก่และใบเรือ ของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ซึ่งตัวอาจารย์นิธินับเป็นนักประวัติศาสตร์ที่ข้อเขียนและข้อคิดมีอิทธิพลต่อนักประวัติศาสตร์ในยุคต่อมาอย่างมาก

เนื้อหาในหนังสือปากไก่และใบเรือ เจาะลึก วิเคราะห์วรรณกรรมยุคต้นรัตนโกสินทร์… มีการตั้งข้อสังเกตว่าประวัติศาสตร์นิพนธ์ของเขาถูกอ่านและนำไปใช้ในวิทยานิพนธ์ประวัติศาสตร์แทบทุกชิ้น

พิพัฒน์ชี้แจงมูลเหตุสำคัญซึ่งเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจลำดับต้นๆ ว่า

“ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นเพราะไม่เห็นด้วยทางวิชาการกับอาจารย์นิธิ ผมนับถือท่านมาก ทั้งเรื่องความคิด ความเป็นนักวิชาการ และความคิดทางการเมืองของท่าน คือตอนนี้เมืองไทยมันเกิด partisan mindset หรือความคิดแบ่งฝักแบ่งฝ่าย คนนั้นไม่เห็นด้วยกับคนนี้ก็แซะกัน ผมไม่ได้เป็นแบบนั้นกับท่าน เลยอยากให้มองจุดนี้ว่าเป็นงานวิชาการมากกว่า เขียนขึ้นมาด้วยเหตุผลกับหลักฐาน”

สิ่งนี้เป็นเครื่องบ่งชี้สำคัญที่คอยเตือนสติเรา คล้ายๆ ที่ ดร.เกษียณ เตชะพีระ เคยกล่าวไว้ทำนองว่า นักประวัติศาสตร์ก็ไม่ต่างจากผู้ที่ไปค้นหาความจริงในโรงละครหลังการแสดงจบลงแล้ว หยิบโน่นนิด นี่หน่อย มาประกอบสร้างเป็นความจริงเพื่อเล่าใหม่

ใช่หรือไม่ว่าอาจแปลตรงตัวได้ทำนอง ประวัติศาสตร์สามารถถูกหยิบยกมาเล่าได้หลายแง่มุม และควรเปิดใจเพื่อถกเถียงกัน อย่างที่สังคมตะวันตกเป็น

“ปากไก่และใบเรือเป็นการให้ความสำคัญกับการอธิบายเรื่องปัจจัยภายในด้านการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในบ้านเมือง” พิพัฒน์กล่าว “งานสำคัญๆ มักหยิบยกงานของอาจารย์นิธิไปอ้างถึง อิทธิพลมันมโหฬาร”

สุรพศให้ความเห็นว่า งานของอาจารย์นิธิดังกล่าว ไม่ได้อธิบายถึงกรณีชนชั้นนำสยามหรือกระฎุมพีสร้างพุทธแบบเหตุผลนิยมขึ้นมา แล้วไปสอดรับกับความเป็นชาตินิยม

“ไม่ได้ตั้งคำถามแบบถอนรากถอนโคนว่า การที่เราสร้างความทรงจำทางประวัติศาสตร์ ที่โยงอยู่กับพุทธศาสนา ปัญหารากฐานของมันจริงๆ คืออะไร เวลาพูดถึงการปฏิรูปธรรมยุตินิกายในปากไก่และใบเรือ จึงขาดมิติของการตั้งคำถาม เรื่องความทรงจำ เรื่องความสัมพันธ์ของศาสนากับรัฐ ที่เป็นเหตุผลว่ารัฐกับศาสนาควรแยกจากกัน คือทำนองอยู่แบบนี้ก็สามารถสร้างเหตุผลได้ สร้างอะไรที่ก้าวหน้าได้ ทั้งๆ ที่บทความยุคหลังของอาจารย์นิธิ ก็สนับสนุนให้ศาสนาเป็นอิสระจากรัฐ แม้ไม่ได้พูดถึงรัฐฆราวาสโดยตรงก็ตาม”

ส่วนปรีดีมีมุมมองว่า ในเล่มคราสและควินิน เขาเห็นการรื้อ วิพากษ์จากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง และเต็มไปด้วยการหาข้อมูลเพื่อมาดีเบตหรือมายันกับอาจารย์นิธิ

“ด้วยการบอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่ มันผิด ตามชื่อหนังสือคือการรื้อสร้าง ผมเห็นการรื้อแน่นอน แต่ยังไม่แน่ใจว่าเห็นการสร้างอะไร ทว่านั่นไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ผู้เขียนทำจะไม่ได้สร้างอะไรเลย แต่สิ่งที่ผมอยากรู้มากไปกว่านี้คือ สังคมของเราเดินเข้าสู่ภาวะสังคมสมัยใหม่ด้วยเหตุผลชุดใด”

ผู้สนใจสามารถซื้อหามาอ่านเพื่อศึกษาแง่มุมทางวิชาการต่างๆ ได้ ทั้งหลายทั้งปวงบนพื้นฐานของความเข้าใจร่วมกันว่า ความรู้ใหม่ๆ เป็นสะพานสำคัญที่จะนำเราไปสู่ความเข้าใจ ถกเถียงอย่างมีนัยทางปัญญา และห่างไกลการใช้อารมณ์