นอกจาก ‘ซีไรต์’ กับ ‘ปีศาจ’ นักเขียนอยากเห็นรางวัลแบบไหน

พลันที่ชื่อของ ‘จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท’ ถูกประกาศให้เป็นนักเขียน ‘ซีไรต์’ คนล่าสุด จากรวมเรื่องสั้น ‘สิงโตนอกคอก’ มีสองเสียงใหญ่ๆ กระเพื่อมขึ้นในแวดวงวรรณกรรม หนึ่งนั้นคือการร่วมแสดงความยินดีกับนักเขียนสาวสุดมหัศจรรย์ในสายตาผู้มาก่อน อีกหนี่งนั้นคือเสียงทอดถอนใจต่อภาวะที่ใครหลายคนมองว่าเป็นขาลงของรางวัลนี้

ถอยกลับไปก่อนหน้า โต๊ะแถลงข่าว ‘รางวัลปีศาจ’ ซึ่งถูกวางตำแหน่งอยู่ในด้านตรงข้ามโดยสิ้นเชิงกับรางวัลแรก นับเป็นปรากฏการณ์สดใหม่ที่สร้างความคึกคักให้แก่หมู่มวลนักเขียนรวมไปถึงนักอ่านมิใช่น้อย หากเราจะยอมรับกันตรงๆ ว่า รางวัลบนปกหนังสือเป็นตัวกระตุ้นยอดขายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง มิพักต้องพูดถึงการเป็นตัวช่วยกรุยที่ทางให้แก่ตัวผู้ผลิตงานเองด้วย

อย่างเลวร้ายที่สุด คำตัดสินจากเวทีต่างๆ ก็ยังเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่คนเขียนหนังสือที่ร่ำลือกันว่าเป็นหนึ่งในอาชีพแสนอาภัพสำหรับบ้านเรา ในอีกด้าน ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้กลับบ่งชี้ให้เห็นว่า เวทีประกวดอื่นๆ กลับถูกละเลยอย่างน่าตกใจ

แล้วฝั่งนักเขียนเองล่ะ พวกเขาและเธออยากเห็นรางวัลแบบไหนเกิดขึ้นในบ้านเราบ้าง ไกลเกินกว่านี้ คงต้องฝากให้เป็นภาระของทุกฝ่ายด้วยความเคารพ

 

01 กล้า สมุทวณิช / ผู้เขียน – หญิงเสาและเรื่องราวอื่น

อยากเห็นรางวัลโดยสมาคมนักเขียนฯ ที่แจกให้แก่งานที่อ่านสนุก หรืองานยอดนิยม โดยไม่สนใจคุณค่าทางวรรณกรรมที่สูงส่งใดๆ เพราะงานเขียนที่สนุก สร้างความสุขให้แก่คนอ่านได้ นั่นถือว่าเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดอย่างหนึ่งของวรรณกรรมแล้ว

รางวัลนี้ควรแจกสำหรับหนังสือที่สามารถอ่านได้ทุกเพศวัยด้วย (ดังนั้น นิยายอีโรติกแรงๆ ก็ไม่ผ่าน) เพื่อเป็นรางวัลส่งเสริมการอ่าน ที่จะทำให้คนยังอยากอ่านหนังสืออยู่ ทำให้นักเขียนอยากจะเขียนงานที่สนุกๆ ออกมา

ส่วนชื่อรางวัลนั้น ขอให้เป็นเกียรติแก่ ป.อินทรปาลิต นักเขียนนิยายอมตะ ชุดสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน ที่ท่านไม่ได้รับการยกย่องในเชิงวรรณกรรมสร้างสรรค์เท่าที่ควร ทั้งๆ ที่ท่านช่วยสร้างนักอ่านจำนวนมาก ให้ไปอ่านงานวรรณกรรมสร้างสรรค์เหล่านั้น

 

02 ณัฐชานันท์ กล้าหาญ / ผู้เขียน – Sad At First Sight

อยากเห็นรางวัล anti-literature คอนเซปต์รางวัลคือ โนสนโนแคร์คอนเซปต์ หรือโครงสร้างทางภาษา ความถูกต้องของไวยากรณ์หรืออะไรใดๆ ทั้งสิ้น อ่านไม่รู้เรื่องก็ได้

เป็นรางวัลสำหรับกลุ่มคนที่อยากเขียนเฉยๆ และเบื่อความแอ็กติ้งของภาพจำวรรณกรรม อาจเป็นรางวัลที่ให้ผู้ส่งประกวดมีส่วนร่วมในแง่มานั่งคุยกันเลยว่านี่มันคืออะไรนะที่เขียนมา คิดเห็นอย่างไรกับวาทกรรมที่ว่า วรรณกรรมต้องมีคุณค่าแบบนั้นแบบนี้ เป็นรางวัลที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคุณค่าของงานเขียนเพราะมันเป็นเรื่องอัตวิสัยมาก นักเขียนไม่จำเป็นต้องเขียนเพราะเห็นว่ามีคุณค่าก็ได้ แต่เขียนจากอารมณ์ภายใน, ความแรนดอม หรือประสบการณ์บางอย่าง แต่ถ้าใช้ชื่อ anti lit นี่อาจย้อนแย้ง อาจเป็นชื่อ independent awards หรือ no lit awards for lit sake ไรงี้ก็ได้ คิดแบบเร็วๆ

ที่อยากเห็นเพราะว่าเรามีรางวัลทางการๆ ที่ดูเชิดชูเกียรติวรรณกรรมและนักเขียน หรือคอนเซปต์แบบพรั่งพรูสวยงามเยอะจัง (เท่าที่เห็น) ก็คือเบื่อความขี้เก๊กนั่นเอง (ฮา) และในเมื่องานเขียนมันส่วนตัว แต่ก็มีจุดเชื่อมบางอย่างต่อกันอยู่ รางวัลมันควรเป็นแพลตฟอร์มในการสร้างความเข้าใจร่วมกันในคอมมิวนิตี้้ในท่าทีที่เฟรนด์ลี่กว่านี้ รู้สึกว่าเราอยู่ในยุคที่มีความแรนดอมสูงและสนุก แต่ทำไมงานรางวัลมันดูไม่ค่อยสนุกเลย รู้สึกเสียดาย

 

03 นทธี ศศิวิมล / ผู้เขียน – อันเป็นที่รัก

อยากให้มีรางวัลที่มอบให้ (ไม่ใช่ประกวด) วรรณกรรมเยาวชนของไทย เหมือนที่ผ่านมาในช่วงหลังๆ หนังสือวรรณกรรมเยาวชนบ้านเรา แม้แต่เล่มที่มีการการันตีเชิงคุณภาพไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าที่ควร การคัดเลือกเล่มที่จะได้รางวัล ควรได้รับการโหวตจากทั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิทางวรรณกรรมเด็กและตัวแทนจากผู้อ่าน หรือสื่อสารมวลชนแขนงอื่นๆ ด้วย

ควรมีทั้งคุณภาพและความสนุกที่เป็นหัวใจของหนังสือบันเทิงคดี เรามองว่า คำว่าประกวดนี่แหละที่อาจเป็นปัจจัยหนึ่งของปัญหา เพราะพอตั้งใจจะทำประกวด เราอาจตั้งหน้าตั้งตาทำให้ถูกใจรางวัลเหมือนนักเรียนเก็งข้อสอบ ต้องมีสาระ ต้องมีคุณธรรม ต้องมีเรื่องเหตุการณ์ปัจจุบัน ทีนี้พอจะเอาหมดทุกอย่างทำให้งานมันออกมาเหมือนหนังสือเรียน มันไม่สนุก คนอ่านก็ไม่อ่าน

อยากให้รางวัลเป็นแรงผลักดันให้วรรณกรรมที่ดี สนุก และคนอ่านชอบอยู่แล้ว เป็นที่ยอมรับมากขึ้น ผลักดันให้แปรรูปด้วย เป็นการ์ตูน เป็นอะนิเมชั่น เป็นหนัง เพื่อเผยแพร่วรรณกรรมออกไปในวงที่กว้างขึ้น ในกลุ่มคนที่เขาเสพสื่ออื่นๆ ด้วย ให้เล่มที่เหมาะสมจริงๆ  ไม่ต้องทุกปีก็ได้

 

04 โรสนี นูรฟารีดา / ผู้เขียน – ไกลกว่ารั้วบ้านของเรา

รางวัล Thirty-something มอบรางวัลให้แก่งานเขียนที่เจ้าของผลงานอายุระหว่าง 30-39 ปี

คอนเซปต์คือ… เพราะเชื่อว่าคนแต่ละช่วงวัยมีมุมมองต่อชีวิตและสิ่งต่างๆ รอบตัวแตกต่างกัน หนุ่มสาววัย ‘30’ ซึ่งเพิ่งข้ามพ้นความเป็นวัยรุ่นตอนปลาย (ปลายสุดๆ) เข้าสู่ชีวิตแบบที่ต้องเริ่มจริงจัง สร้างเนื้อสร้างตัว จึงมีวิธีคิดที่ค่อนข้างคาบเกี่ยวกันระหว่างการใช้ชีวิตอิสระสุดขั้วแบบคนวัยเริ่มต้นทำงาน และการเริ่มคิดหน้าคิดหลัง วางแผนอนาคต แบบคนที่กำลังจะก่อร่างสร้างตัว ซึ่งบางคนอาจเริ่มสร้างไปหลายปีแล้ว ในขณะที่บางคนยังคลำหาทางของตนเองไม่เจอ

รางวัลนี้จะเป็นแว่นขยายที่ส่องให้เห็นว่า ‘คนวัย 30’ ที่กำลังจะขับเคลื่อนสังคมในยุคนี้คิดอะไร ทำอะไร มองโลกอย่างไร และใช้พลังที่ตนเองมีขับเคลื่อนสังคมไปในรูปแบบไหน แน่นอนว่าคนวัย 30 ในแต่ละยุคแต่ละ Gen มีความมุ่งหมายในชีวิตแตกต่างกัน รางวัลนี้จึงเป็นเหมือนบันทึกทางประวัติศาสตร์ของสังคมไทยว่า ณ ขณะนั้นกลุ่มคนที่อยู่ในวัยทำงานและเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ กำลังสนใจอะไรเป็นพิเศษ

รางวัล Thirty-something  แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ เรื่องสั้น นวนิยาย บทกวี ความเรียง และภาพประกอบคำ ตัดสินโดยคณะกรรมการที่เป็นหนอนหนังสือจากหลากหลายอาชีพทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เช่น แม่ค้าออนไลน์ พ่อค้าก๋วยเตี๋ยว ครูประถม อาจารย์มหาวิทยาลัย สถาปนิก วิศวกร นักแสดง นักร้อง ผู้กำกับภาพยนตร์ คนเขียนบทโฆษณา พนักงานไปรษณีย์ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง พนักงานโรงงาน พนักงานโรงแรม ชาวนา ชาวสวนยางพารา แพทย์ พยาบาล คนขับรถประจำทาง นักรังสีเทคนิค พนักงานร้านกาแฟ ปลัดอำเภอ ช่างทาสี ช่างซ่อมรถ ฯลฯ จำนวน 40 คนในรอบคัดเลือก และอีก 20 คนในรอบตัดสิน ซึ่งคณะกรรมการทั้งหมดต้องมีอายุระหว่าง 30-39 ปีเช่นเดียวกัน

 

05 ทานเกวียน ชูสง่า / ผู้เขียน – เราต่างสร้างบาดแผลให้แก่กันอยู่เสมอ

 

จริงๆ ผมว่าประเทศแห่งเปลือกและชนชั้นแบบเราไม่น่าจะมีรางวัลที่มอบให้แก่งานประพันธ์แบบไหนทั้งนั้นแหละครับ เพราะเราไม่ใช่สังคมแห่งการอ่านตั้งแต่แรก เราอ่านซีไรต์เพียงเพราะแค่ว่ามันได้ซีไรต์ คนรอบช้างผมเวลาที่เขาถามถึงซีไรต์ เขาจะถามว่าปีนี้เล่มไหนได้ ปีนี้ใครได้ เขาจะไม่ถามว่าปีนี้มีเล่มไหนน่าสนใจบ้าง ปีนี้ลองลิสต์ชอร์ตลิสต์มีอะไรบ้าง

คำถามเหล่านั้นจะถูกถามกันแค่ผู้คนในวงการ คนที่ลุ้นว่าหนังสือจากสำนักพิมพ์ของตนจะได้เข้ารอบหรือเปล่า เพราะถ้าหากหนังสือได้รางวัล มันก็จะถูกพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ต่างอะไรกับการลุ้นลอตเตอรี่ แสงไฟจับจ้องไปที่ผู้ชนะ ในขณะที่เล่มอื่นๆ จะถูกลืมเลือน ทั้งที่คุณค่าของมันอาจไม่ได้ต่างกันเลย

ถ้าให้ตอบจริงๆ อยากเห็นรางวัลที่มอบให้ตัวนักเขียน โดยไม่ใช่แค่งานหนึ่งงานใดของเขา เรามอบเกียรติยศให้แก่เขาจริงๆ คุณคู่ควรแล้วจากการทำงานหนักที่ผ่านมาของคุณ แต่รางวัลแบบนี้ก็อาจลงเอยด้วยการถูกละเลย ไม่รู้สิครับ ทุกวันนี้เหมือนเป็นการมอบให้จากที่สูงลงมา จากนั้นหนังสือเล่มที่ได้รางวัลของเขาหรือเธอคนนั้นก็จะพิมพ์ซ้ำสิบยี่สิบครั้ง ส่วนเล่มอื่นๆ ที่เหลือก็นอนนิ่งอยู่เหมือนเดิม

คนเป็นนักเขียน ควรสนใจแค่ว่าคุณภาพงานของตนเองเป็นยังไง คนอ่านมีความเห็นอย่างไร ส่วนเรื่องรางวัล ด้วยความที่รางวัลกลายเป็นล็อตเตอรี่อย่างทุกวันนี้ ผมว่าไม่ต้องมีก็ได้ มีให้ไว้ถกเถียงโต้แย้ง ดราม่าเปล่าๆ

 

06 วิกรานต์ ปอแก้ว / ผู้เขียน – ความโดดเดี่ยวของนักวิ่งระยะไกล

ความจริงแล้วไม่ได้รู้สึกอยากเห็นรางวัลใหม่สักเท่าไหร่ เพราะคิดว่าในวงวรรณกรรมเราก็มีรางวัลอยู่หลายรางวัลเลย เพียงแต่บางรางวัลรับรู้กันในวงจำกัด และบางรางวัลถูกให้คุณค่าน้อยเกินไป

สิ่งที่อยากเห็น อยากให้เกิดขึ้นในวงการวรรณกรรม โดยเฉพาะเกี่ยวกับรางวัล คิดว่าควรเป็นการให้ค่าตัวรางวัลนั้นๆ เพิ่มขึ้นมากกว่า อาจทำผ่านการโปรโมทอย่างสร้างสรรค์และจริงจัง หรืออาจเพิ่มมูลค่าของรางวัล หรือแม้แต่การไม่จำกัดแนวทาง/ประเภทของงานเขียนเลย

ถึงที่สุดแล้ว อยากให้ผลักดันนักเขียนที่ได้รางวัลวรรณกรรมในประเทศ ออกไปสู่สากลมากขึ้น ด้วยการจัดแปลวรรณกรรมเป็นภาษาต่างประเทศ ทำให้งานเขียนของนักเขียนไทยเป็นที่รู้จักในวงกว้าง