คุยเรื่อง ‘รางวัล’ กับ ‘นิรัติศัย บุญจันทร์’ ผู้อยู่เบื้องหลัง The Paperless

ออกตัวว่าไม่อินกับรางวัลซีไรต์และขอพูดแค่พอประมาณ รวมถึงไม่ฝักใฝ่ฝ่ายไหน ทัศนะจากปากของ นิรัติศัย บุญจันทร์จึงเป็นคล้ายๆ การถอยหลังให้ห่างจากฝุ่นควันแห่งการวิพากษ์อันเผ็ดร้อน แล้วมองเข้าไปแบบคนนอก

อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ช่วยบรรณาธิการของนิรันศักดิ์ผู้เป็นบิดา ซึ่งเคยเป็นอดีตบรรณาธิการจุดประกายวรรณกรรม หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์แสนสุนทรีย์สำหรับคนรักการอ่านอย่าง The Paperless พื้นที่ซึ่งเปิดขึ้นเพื่อต่อยอดเนื้อหาวรรณกรรมจากโลกออนไลน์ กลับไปสู่ตัวบทที่เป็นเล่ม

นานาความคิดของนิรัติศัยจึงไม่อาจกล่าวได้ว่าพูดแบบขอไปที แต่น่าจะแฝงนัยบางอย่างผ่านสุ้มเสียงของคนหนุ่ม

ไม่ว่าเจตนาหรือไม่ นิรัติศัยเพิ่งทำบทสัมภาษณ์นักเขียนซีไรต์คนล่าสุดลงเว็บไซต์ดังกล่าวไปก่อนหน้านี้ไม่นาน เขาประกาศไว้แต่ต้นทำนองว่า This is my generation โดยหยิบยืมจากบทเพลงของ The Who พูดได้ว่าเป็นการสนทนาของ Generation เดียวกันในฐานะสื่อมวลชน

และหากเราเชื่อว่าควรฝากธุระไว้กับคนรุ่นนี้ เรามีหลายข้อความที่น่ารับฟัง

 

พอทราบไหมว่า ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เราเริ่มให้ความสำคัญกับรางวัลซีไรต์มากๆ

เมื่อก่อนเคยมีรางวัลต่างๆ มากมาย อย่าง โบว์สีฟ้า ที่ อ.อุดากร ได้ มีรางวัลของศรีบูรพา หรือ ‘สุภาพบุรุษ ประชามิตร’ รางวัลอุดมศึกษา ประมาณปี 2500 ทั้งหมด 10 สถาบัน แต่ยกเลิกไปตอนตุลา 2519 จากนั้นจึงกลับมาอีกรอบโดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย พบว่ามีความกระตือรือร้นมาก สมัยที่ สุภาว์ เทวกุล เป็นนายกฯ และเรายังมีรางวัล สปอ ซึ่งมีรูปแบบคล้ายๆ ซีไรต์

การพัฒนาจนมาเป็นซีไรต์ในปี 2522 นั้น ไอเดียแรกคือ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล ซึ่งมีนักเขียนมาพักเยอะ คิดอยากทำรางวัลเกี่ยวกับวรรณกรรมไปเลย เหมือนโปรโมตโรงแรมและวัฒนธรรมไปด้วย จริงๆ สามชิ้นแรกเป็นการคัดเลือก เป็นรางวัลที่กรรมการเดินหยิบๆ มา ชอบเล่มไหนก็มาถกกัน นั่นคือ ลูกอีสาน ของ คำพูน บุญทวี บทกวีเพียงความเคลื่อนไหว ของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และขุนทองเจ้าจะกลับมาเมื่อฟ้าสาง ของ อัศศิริ ธรรมโชติ

ถามว่าทำไมซีไรต์ได้รับความสำคัญ เมื่อก่อนเงินรางวัลเยอะนะครับ และเมื่อก่อนเราไม่ได้ตั้งแง่เกลียดกันขนาดนี้ ถือเป็นรางวัลคุณภาพ ทั้ง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีงานเสวนาเป็นจริงเป็นจัง ตอนหลังๆ ไม่มีงบ เลยเป็นไปตามสภาพของแต่ละประเทศ

หลักเลยๆ ผมว่าปีแรกๆ มีคุณภาพนะ เหมือนทำให้นักเขียนลูกอีสานได้ศิลปินแห่งชาติ หนังสือของเขาได้ทำเป็นหนัง ส่งผลให้คนในสังคมรู้จัก เราต้องเข้าใจว่าเมื่อย้อนกลับไปในปี 2500 เงินแสนมันเยอะ เวลาออกข่าวไปก็เรียกเสียงฮือฮาด้วยทุนพวกนี้ สื่อวรรณกรรมสมัยก่อน ขนาดนักเขียนไปทำบุญยังมีการตามไปทำข่าว ซึ่งเป็นเรื่องโอเคสำหรับคนในแวดวงนี้

ที่เหลือคงเป็นเรื่องของทัศนคติ อย่างที่ตลกคาเฟ่เล่นกัน นี่ๆ ขนมชิ้นละเท่าไรล่ะ ไม่ต้องมาถามเลยอย่างแกไม่มีปัญญาซื้อหรอก ชิ้นละร้อย เอ้า ทำไมมันแพงจัง ก็มันตากแอร์มานี่ เป็นแก๊กเป็นมุกในการเหยียดกันเองมาแต่ไหนแต่ไร

 

ในทัศนะของคุณ มีรางวัลไหนในอดีตที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อวงการแล้วต้องถูกยกเลิกไปบ้าง

รางวัลในบ้านเราส่วนใหญ่ยกเลิกไปตามกาลเวลา เป็นธรรมชาติของมัน ทว่าทุกรางวัลมีประโยนช์แน่ๆ อย่างน้อยนักเขียนก็สามารถนำเงินไปทำอะไรได้บ้าง รวมถึงมีผลงานพิมพ์ออกมาเป็นเล่ม มันก็ชุ่มชื่นใจ และที่สำคัญที่สุดคือเราได้เห็นการพัฒนางานจากอดีต จนถึงปัจจุบัน

ผมเสียดายรางวัลเก่าๆ ในยุคก่อนอย่างรางวัลในรั้วมหาวิทยาลัยต่างๆ และภาพใหญ่กว่านั้นคืองานประกวดระดับอุดมศึกษา ซึ่งในยุคหนึ่งเราได้ ชาติ กอบจิติ กับแดนอรัญ แสงทอง หรือแม้แต่บรรณาธิการดีเด่น นิลวรรณ ปิ่นทอง ซึ่งมีอยู่ แต่เราไม่รู้จักกันแล้วว่าชื่อนี้เป็นใคร มันถูกเบรกในคนยุคผม เหมือนเราเพิ่งสร้างยุคกันมาเมื่อวาน ทั้งๆ ที่ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและสนุกสนานมาก ข้อมูลอย่างนี้สำหรับผมถือว่าสำคัญมาก เพราะตอนนี้เราไม่มีอะไรไปเทียบกับยุคสมัยสากล อย่างยุคเมจิ ญี่ปุ่นเกิดการปฏิรูปวงการวรรณกรรม จากยุคเก่าสู่ยุคใหม่ เราเห็นการพัฒนาอย่าก้าวกระโดดจากหลายประเทศ ยกเว้นประเทศเราเอง และผลที่ได้คือการแช่แข็งอย่างสมบูรณ์

ส่วนบางรางวัลที่สร้างโดยสำนักพิมพ์คล้ายๆ รางวัลอะคุตะงะวะ ส่วนใหญ่นักเขียนในค่ายก็ได้เป็นปกติของโลกนี้ ผมไม่ได้มีปัญหากับสิ่งเหล่านี้ในมุมมองส่วนตัว

 

เป็นไปตามแนวโน้มการอ่านหรือการปิดตัวของสื่อสิ่งพิมพ์ด้วยไหม

การปิดตัวเกิดขึ้นทุกยุค หมอบรัดเลย์ ก็ปิดโรงพิมพ์เหมือนกันนะ สุภาพบุรุษ สยามสมัย ก็ต้องปิด ทั้งๆ ที่มันห่างไกลจากวินาทีที่เราคิดว่าสื่อเก่ากำลังตาย ไม่เช่นนั้นเราก็คงมี กรุงเทพเดลิเมล์ ให้อ่านกันสิ ทำไมปิดล่ะ ผมว่าทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ไม่ควรบอกว่ามันกำลังจะตาย แต่ควรล้วงความทรงจำในวันที่ยังหนุ่ม ยังสาว ยังมีแรง ยังมีไฟ เก็บความรู้สึกนั้นให้ดีๆ และห่อด้วยภาชนะชั้นดี แล้วเอาไปให้คนหนุ่ม คนสาว คนที่มีแรงกว่า มีไฟกว่า คนที่พร้อมจะล้มแล้วลุกขึ้นได้

ขอให้มอง บรรลือสาส์น จากยุคแรกพิมพ์ สามเกลอ ของ ป. อินทรปาลิต พิมพ์ทมยันตี พอยุคที่สองเกิด ขายหัวเราะ รุ่นที่สาม เกิด สำนักพิมพ์ Salmon Books โปรดักชั่นเฮ้าส์ Salmon House มีเว็บคอนเทนต์ THE MATTER และ minimore และไม่นานนี้ขายหัวเราะได้กำไรมากขึ้นกว่าปีก่อน เพราะออกแบบสติ๊กเกอร์ไลน์ และทำแอนิเมชั่น เขาส่งไม้ต่อได้ดี ส่งให้คนเก่งและเหมาะสม เขาจึงอยู่ได้ดี

 

มีคนบอกว่ารางวัลวรรณกรรมในบ้านเราทุกวันนี้น้อยมาก จริงเท็จแค่ไหน

สำหรับผมน้อยนะ อย่างญี่ปุ่นมีราวๆ 115 รางวัล รางวัลใหญ่ประมาณ 60 รางวัล ผมเคยทำบทความเพื่อรายงานเรื่องนี้แต่ต้องหยุด ไม่ไหว มันเยอะไป เยอะจริงๆ แล้วที่นั่นแยกประเภทละเอียดสุดๆ จนไม่มีอะไรให้แบ่งแล้ว เป็นรางวัลนิยายวาย นิยาย LGBT งานอีโรติก บทภาพยนตร์ ฯลฯ  โอเคว่าถ้าเยอะขนาดนั้นอาจแก้ปัญหาอะไรบางอย่างได้ แน่นอนว่าบ้านเราคงแยกขนาดนั้นไม่ได้หรอก แค่รางวัลซีไรต์ยังเกิดปัญหามากมาย

ที่ผมบอกว่าอาจแก้ปัญหาบางอย่างได้คือ มันจะมีที่ทางสำหรับรองรับงานได้ถูกประเภท งานไซไฟก็ไปได้ในส่วนรางวัลไซไฟ คนก็จะไม่ด่า เพราะบางทีคนอาจเซ็ตว่าซีไรต์เป็นอะไรที่ต้องซีเรียส แต่ผมเห็นว่ามันกว้างกว่านั้นนะ อันนี้ก็เป็นปัญหาตรงคำจำกัดความ… ก็สนุกดี

 

แต่ละรางวัลในญี่ปุ่นมีองค์กรไหนเป็นคนสนับสนุน

เขาระดมทุนกันอื้อเลยครับ ทั้งรัฐบาล องค์กรวัฒนธรรม มูลนิธิต่างๆ บริษัทรถ ฯลฯ อันนี้คือปัญหาของประเทศไทย เราไม่มีแบรนด์อะไรที่จะทำตรงนี้จริงๆ จังๆ แต่ญี่ปุ่นมีหมด Canon Uniqlo Seiko มันก็เลยมีรางวัลพวกนี้เกิดขึ้น มีรางวัล Toyota Honda ฯลฯ มันกลายเป็นเวทีประกวดไปหมด

 

บ้านเราพอสนับสนุนโดยเอกชนก็ถูกมองด้วยสายตาอีกแบบ เช่น ครหาว่าเป็นรางวัลร้านสะดวกซื้อ

ก็ใช่สิครับ มันจะเป็นรางวัลร้านล้างรถไปได้อย่างไร ผมไม่ทราบว่าจะพูดแบบนั้นไปเพื่ออะไร ไปมองว่ามันไม่มีคุณค่า ไม่อยากให้เหยียดแบบนั้น มันไม่ไปไหน และมันไม่ไปไหนมาพักใหญ่ๆ จากคนหนุ่มกลายเป็นวัยกลางคนแล้ว

คือถ้าจะมีร้านซีฟู้ดลุกขึ้นมาประกาศขอเป็นผู้สนับสนุนรางวัลทางวรรณกรรม คนก็จะไปว่าเขาอีก ไม่เท่ คือมันไม่มีจุดพอหรือจุดตรงกลางสำหรับเราเลย ฉะนั้น ถ้าจะให้โอเคคือสนุกไปกับมันเท่านั้นเอง

ที่สื่อมวลชนไม่ค่อยเสนอข่าวรางวัลอื่นเลย เป็นเพราะคนไม่อยากรู้หรือเปล่า

จริงๆ ซีไรต์ปีนี้ก็เงียบมาก สื่อแทบไม่ให้ความสำคัญเลย เอาง่ายๆ ครับ วรรณกรรมเปรียบเสมือนลูกเมียน้อยในประเทศนี้อยู่แล้ว ไม่ได้มีความหมายอะไรมาก ถ้าคุณเดินไปถามคนแถวๆ ที่เรากำลังนั่งคุยกันอยู่ ไม่มีใครสนใจหรอก

ซีไรต์เป็นแค่อะตอมเล็กๆ กลางอวกาศแสนกว้างใหญ่ โซเชียลมีเดียควรถูกใช้ให้เหมือนยานอวกาศที่นำคนออกไปสู่จักรวาล ไม่ใช่รถจักรยานเก่าๆ ที่ไม่ทันไรโซ่ก็หลุด ฉะนั้นลองไปถามคนทั่วๆ ไป ว่ารางวัลพวกนี้มีความหมายต่อเขาไหม? ถ้าคนที่ตั้งตนว่าจะพัฒนาวงการนี้ทั้งรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ได้คำตอบว่าไม่สำคัญ ตัวเองต้องปรับปรุงอะไรไหม เวลาที่ผ่านมามีความหมายหรือเปล่า ความคิดเดิมๆ อาจจะใช้ไม่ได้อีกแล้ว ต้องหาแผนใหม่ๆ หรือไม่ เพื่อจะขยายขอบเขตวรรณกรรมออกไป ไม่ใช่พี่น้อง หรือแค่ญาติน้ำหมึก แต่เอาไว้สำหรับทุกคน

 

หมายถึงเวลาประกาศที เราก็รับทราบตื่นเต้นกันอยู่ในแวดวงแคบๆ ?

ตรงนี้เป็นปัญหามาก เรียกว่าสภาวะ Filter Bubble หรือ อุปทานในโลกโซเชี่ยล ต้องย้อนกลับไปว่า อัลกอริทึมของเฟซบุ๊ก นั้น เวลาเรามีไลฟ์สไตล์อย่างไร มันจะจัดการให้หมด ชอบหนังสือ ชอบสีแดงสีเหลือง มันจะทำให้สิ่งเหล่านี้อยู่รายล้อมเรา

พอมันมีอิมแพ็คอะไรบางอย่าง มันจะเป็นเสียงเดียวกับเรา ทำให้เกิดอีโก้ เกิดอุปทาน แน่นอนว่าพอเราเอาปลาไปเปลี่ยนน้ำ พอเห็นความจริงมันก็จบ ไม่ได้มีความหมายอะไรเลยในการด่าทอกัน หรือสรรเสริญกันจนเกินจริง เพราะคนข้างนอกกำแพงสูงๆ หนาๆ เขาก็ทำมาหากินปกติ

 

บางความเห็นมองว่า รางวัลซีไรต์ส่งผลเสียในแง่ทำให้ตลาดการซื้อหดแคบลง

ไม่จริง ผิดเลยด้วยซ้ำ อย่างของนิ้วกลมก็ขายได้ จิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์ (ผู้เขียน-ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า) ก็ขายดีไม่ใช่เหรอ วรรณกรรมแปลก็ขายดีเยอะแยะ เผลอๆ ขายดีกว่าซีไรต์อีก รางวัลนี้มันไม่การันตีอะไรได้อีกแล้ว ไม่เหมือนสมัยก่อนในกรณีอย่าง คำพิพากษา ของ ชาติ กอบจิตติ ทั้งหมดทั้งมวลมันเกี่ยวกับว่า หนังสือต้องมีคุณภาพ รวมถึงการวางตัวของนักเขียนด้วย นักเขียนที่ได้ซีไรต์ตอนนี้จะไม่ได้พิมพ์ซ้ำเยอะขนาดนั้นอีกแล้ว

มีอีกบ้างที่ว่า ซีไรต์ไม่ค่อยเข้มข้นสะท้อนสังคมเท่าที่ควร 

ตรงนี้ผมมีประเด็นแย้งมากๆ   ในต่างประเทศ ส่วนใหญ่หนังสือแยกแค่เรื่องแต่งกับเรื่องจริงเท่านั้นเอง พวกซับเซ็ตย่อยเกิดจากนักวิจารณ์ทั้งนั้น เราเคยเห็นนักเขียนเซ็ตตัวเองด้วยหรือว่า อยู่สายแข็ง สายยาก

ผมเข้าใจว่า บางคนที่เติบโตมาในยุคเพื่อชีวิต ก็หล่อมหลอมระบบคิดแบบนั้น ความเฟี้ยวฟ้าวคือต้องอ่าน อัลแบร์ กามู ต้อง ลีโอ ตอลสตอย หรือ นิโคไล โกโกล พอมาอ่านงานไลท์โนเวลก็ส่ายหน้า สำหรับผมแล้ว หนังสือที่มีคนอ่านมีคุณค่าเสมอ ไม่จำเป็นต้องยากเสมอไป หนังสือห้าบาทสิบบาทเป็นนิยายประโลมโลก บางเล่มใช้ภาษาดีกว่านิยายที่เราแปะป้ายว่าสร้างสรรค์เยอะแยะ

รสนิยมคนไม่ได้ถูกกำหนดด้วยรางวัล ทว่าถูกกำหนดจากสองข้างทางชีวิตที่เราเติบโตมา เราผ่านสิ่งใดมาบ้าง ตรงนี้ผมไม่แน่ใจนักว่ามันคล้ายแฟชั่นส่วนหนึ่งด้วยไหม คือมีมาและก็มีจากไป ถึงไม่มีซีไรต์ แต่สุดท้ายก็มีคนคอยตัดสินอยู่ดีว่า งานชิ้นนี้อยู่สายแข็งหรือสายอ่อน ซึ่งมันเป็นเรื่องไร้สาระมากสำหรับผม

 

มีคนสงสัยว่า มาตรฐานรางวัลที่ให้ดูแกว่งๆ

จุดมุ่งหมายของซีไรต์ไม่เหมือนโนเบล ที่มีขึ้นเพื่อสเกลใหญ่ๆ เป็นงานที่พูดถึงสิทธิมนุษยชน เรื่องสงคราม ส่วนซีไรต์ถ้าตั้งเข็มไว้แต่ต้นเหมือนอย่างที่ใจใครอยากให้เป็น เอาเป็นเรื่องการเมืองก็ได้  ผมว่าไปไม่รอด ลองตั้งเข็มไปแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม สายแข็งก็วิจารณ์อีก ผมว่าสุดท้ายเป็นเรื่องธรรมดา เป็นธรรมชาติของรางวัลนี้ ไม่แปลกอะไร

พูดให้ถึงที่สุด ซีไรต์สำหรับบางคนก็มีความหมาย เคยคุยกับกับ วิภาส ศรีทอง (ผู้เขียน-คนแคระ) ที่ได้ไป Creative Writing Course ซึ่งเป็นโครงการของมหาวิทยาลัยไอโอวา เป็นทุนของรัฐบาลอเมริกา ทำเรื่องยื่นไปที่ได้ก็เพราะซีไรต์นี่แหละ ที่ฝรั่งหาข้อมูลแล้วเจอ มันก็มีคุณูปการกับบางคน แต่ก็ทำให้หลายคนอึดอัดใจ

 

แล้วเรื่องโครงสร้างต่างๆ ควรปฏิรูปไหม

มันคือความไม่ชัดเจน สร้างความเข้าใจผิด ถึงขนาดสงสัยกันว่าจะมีการพลิกโผอะไรหรือเปล่า ข้อเสียของวงการคือ ฝ่ายที่โดนกล่าวหา คุณไม่เคยออกมาชี้แจง เพราะการประกาศรางวัลมันมีแรงกดดันเยอะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขอย่างมาก

ส่วนเรื่องทีมงาน ดูๆ ไปดีกรีก็โอเคนะ ไม่ได้แย่ เพียงแต่ว่าต้องทำให้มันหลากหลาย ให้รสนิยมของกรรมการจากทุกๆ ฝ่ายมาอยู่ตรงกลางให้ได้ สายแข็ง สายอ่อน ที่แบ่งกันคุณต้องมารวมกันให้ได้นะ แต่ก็อีกนั่นแหละ ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยบอกว่า อยากทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับวงการนี้มาก นัดประชุมหลายรอบ ทุกรอบทะเลาะกันหมด เป็นสงครามเทพเจ้าไป

สำหรับผม พูดตรงๆ ว่าไม่อินกับซีไรต์ แค่มองตามความเป็นจริงเฉยๆ เหมือนคนนอกเลยด้วยซ้ำ ไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายไหน เลยต้องโดนด่าจากทุกฝ่ายเป็นปกติ คือผมอินกับวงการนี้ สมัย คุณเสนีย์ เสาวพงศ์ ฝากตัวกับ ครูเหม เวชกร วาดรูป เสร็จปั๊บ มนัส จรรยงค์ กินเหล้าแล้วก็เฮ้ย ไปทำข่าวดีกว่า จากนั้นจึงค่อยๆ ไต่เต้าจากทำข่าวไทยไปเป็นข่าวต่างประเทศ ไปเป็นท่านทูต ผมชอบยุคนั้น โคตรแมน

ส่วนมนัสตายนี่ทุกคนในวงการเคารพยกย่อง อาจินต์ ปัญจพรรค์ แทบจะร้องไห้ ผมอยากเห็นบรรยากาศแบบนั้น มันน่าจะเป็นวงการที่โอเค มีมิตรไมตรี มีความหวัง

 

มีรางวัลไหนที่อยากนำเสนอ

ถ้าอยากได้รางวัลที่เป็นกลาง ไม่มีรสนิยมของใคร ตรงนี้ผมเสนอเลยนะ ต้องเป็นรางวัลที่ให้พวกปัญญาประดิษฐ์เป็นกรรมการตัดสิน อันนี้จบ ไม่เอาคน หมายถึงถ้าจะสร้างรางวัลใหม่ขึ้นมา ผมเสนอ Artificial Intelligence นี่แหละ ด่ายังไงก็ไม่โกรธ

 

ไม่ได้ประชดใช่ไหม

ไม่ได้ประชด เอาง่ายๆ แค่การเดิน คนยังมีรสนิยมในการเดินต่างกันเลย พอไปตัดสินวรรณกรรม คนก็วิจารณ์ว่าเป็นรสนิยมส่วนตัว ไม่เวิร์ก ก็ควรรณรงค์ให้ไม่ใช้มนุษย์ตัดสินวรรณกรรม เขียนกันไป ไม่ต้องตัดสิน หรือถ้าไม่ถูกใจอีก ก็สร้าง AI ใหม่ให้เป็นนักเขียนขึ้นมา

สำนักข่าวเกาหลีใช้ AI เขียนบทความแล้ว ที่อเมริกาก็ใช้แล้ว มันกำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติ ไวยากรณ์ไม่ผิดแน่นอน เวิร์ก เป็นอนาคตที่รุ่งเรืองสดใสโชติช่วงสุกสว่าง

โอเค คือรางวัลจะเป็นอะไรก็ได้ แต่ที่สำคัญคือจุดประสงค์ที่ตั้งขึ้น ที่ผลักดัน แล้วก็ต้องใจกว้างพอที่จะยอมรับผล ถ้าจะพูดเรื่องความเป็นกลาง รางวัลที่มนุษย์ตัดสินยังไงก็ไม่มีทางขาวหรือดำร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ สุดท้ายก็คือสมดุลของแต่ละฝ่ายนั่นแหละ รางวัลทุกอย่างดีหมด

 

รางวัลประเทศอื่นมีอะไรน่าสนใจบ้างไหม

ของประเทศอื่นมีหลายสาขามาก โดยเฉพาะทางฝั่งประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ไม่ต้องพูดถึงของเวที National Book Award ของอเมริกา หรือโนเบล แต่เขายังมีรางวัลย่อยๆ ที่จัดโดยสำนักข่าว หรือกลุ่มมูลนิธิต่างๆ และหลายรางวัลก็สนับสนุนโดยกลุ่มทุนใหญ่ๆ อย่างร็อกกีเฟลเลอร์  รางวัลเยาวชนก็สนับสนุนโดยกลุ่มคาร์เนกีด้วยซ้ำ สุดท้ายก็คือการให้พื้นที่เพื่อให้หนังสือทุกประเภทมีที่ยืน ไม่เกี่ยวกับว่าคนให้จะเป็นนายทุนหรืออะไร

แต่อย่างตอนนี้รางวัลที่มีอิทธิพลไม่แพ้รางวัลใหญ่ๆ เก่าแก่ๆ ก็คือรางวัลของเว็บไซต์ออนไลน์อย่าง Amazon หรือ goodreads คนวิจารณ์วรรณกรรมแข็งๆ อาจบอกว่าไม่เที่ยงตรง เพราะให้ผู้อ่านโหวต ไม่ใช่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ปั่นผลได้ แต่นี่ก็คือรางวัลของมวลชนจริงๆ

ถ้าในบ้านเราเอง ที่อยากให้ทำน่าจะเป็นรางวัลหน้าใหม่มากกว่า เมื่อก่อนมีรางวัลอุดมศึกษา ซึ่งมันแจ้งเกิดหลายคนมากๆ ชมรมวรรณศิลป์ก็ถูกลดบทบาทจนกลายเป็นคนล้าสมัยไปเลย ยิ่งตอนนี้แฟชั่นมันอยู่ในทุกดีเอ็นเอของคนด้วย นักเขียนต้องดูว่าปรับสิ่งใดได้บ้าง อยากให้สู้ๆ

 

ในฐานะคนทำ The Paperless มีสกู๊ปอะไรเกี่ยวกับนักเขียนไทยที่อยากเขียน

อยากเห็นนักเขียนหน้าใหม่เกิดขึ้นอย่างจริงๆ จังๆ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท (ซีไรต์คนล่าสุด) เป็นคนหนึ่งที่ทำงานสม่ำเสมอ บ้านเราคนในแวดวงศิลปะอย่างคนทำหนังมีเยอะ คนทำเพลงก็เยอะมาก ถ่ายภาพหรือจิตรกรรมก็เยอะ วรรณกรรมเองจริงๆ ก็ไม่ได้น้อยหน้ากว่าสาขาอื่น แต่ก็เข้าใจว่าการทำงานเรื่องแต่งแบบนี้มันเป็นอาชีพไม่ได้ ไม่ใช่แค่ในประเทศนี้ แต่มันทั้งโลก หมายถึงในระยะเริ่มต้นนะ

ผมเคยสัมภาษณ์ เอ็ตการ์ เคเร็ต นักเขียนอิสราเอล (ผู้เขียน-คิดถึงคิสซิงเจอร์) เขาบอกว่านักเขียนที่ทำมาหากินได้กระทั่งในอิสราเอลยังมีแค่หลักหน่วย ในเยอรมนีก็เหมือนกัน หรือกระทั่งญี่ปุ่นเอง ถ้าไม่ใช่นักเขียนดังจริงๆ ก็อยู่ไม่ได้

คือนักเขียนไม่ใช่แค่จะอยู่ในยูโทเปียของตนแอง ถ้าอยากให้วงการดีขึ้นควรคิดถึงคนที่เราเดินออกไปเจอนอกบ้านมากกว่าพวกพ้อง คนที่ยืนอยู่ในบีทีเอสเล่นมือถือ เคยคิดถึงเขาไหม นักเขียนบางคนคิด แล้วมันโอเคด้วย

 

สุดท้ายขอให้มอบความหวังต่อคนหนุ่ม คนสาว