โอบกอดเด็กๆ ด้วยหนังสือ กับ ครูปุ๋ม-พรรณพงา

“หนังสือภาพหรือนิทานสำหรับเด็กที่ดีควรมีสองแขน แขนหนึ่งโอบกอดเด็กไว้ ส่วนอีกแขนหนึ่งก็โบกสะบัดเพื่อเชื้อเชิญให้พ่อแม่ซื้อ/หาหนังสือมาให้เด็ก เพราะจริงๆ แล้วหนังสือเด็กทำไว้ขายพ่อแม่ หนังสือเด็กที่ดีจึงสร้างรอยยิ้มหรือแม้แต่ทำให้ผู้ใหญ่ฉุกคิดได้ด้วย

คือประโยคแสนอบอุ่น ที่ ‘พ.ต.หญิง ดร. พรรณพงา จุฬานนท์’ หรือ ‘ครูปุ๋ม’ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอาจารย์ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เจ้าของรางวัลชนะเลิศโครงการ หนึ่งคนอ่าน ล้านคนตื่นรู้ จากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 45 จัดโดย สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย  ได้กล่าวไว้ในเพจ ‘นิทานสองแขน’

ครูปุ๋ม ได้ริเริ่มโครงการส่งเสริมการอ่านในเด็กเล็กมาตั้งแต่ปี 2555 เนื่องจากขณะศึกษาอยู่ที่ออสเตรเลีย ได้มีโอกาสเดินทางไปทำวิจัยในอังกฤษ สิงคโปร์ และมาเลเซีย ทำให้ได้เห็นห้องสมุดเด็กของที่นั้นๆ จนเกิดเป็นความประทับใจและแรงบันดาลใจ อยากให้เด็กไทยมีโอกาสเข้าถึงหนังสือดีๆ บ้าง ครูปุ๋มจึงเริ่มจากสั่งซื้อจากร้าน READ WITH ME เชียงราย

“เป็นร้านจำหน่ายหนังสือเด็กมือสองนำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่ประจำอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อทางร้านทราบว่าหนังสือเหล่านี้จะไปอยู่ในโครงการที่เป็นประโยชน์กับเด็กๆ ทางร้านจึงมอบหนังสือให้ 1 พาเลต เป็นจำนวนราวๆ 1,000 เล่ม”

จากนั้นจึงนำไปต่อยอดทำกิจกรรมต่างๆ หลากหลาย ทั้งการเล่านิทานบนรถโรงเรียน ห้องสมุดเคลื่อนที่ หรือกระทั่ง กิจกรรมครีเอทสุดๆ อย่างการเปิดรับคุณแม่เพื่อรับหนังสือไปรวมกลุ่มเล่านิทาน มาเป็นระยะเวลากว่า 5 ปี จากวันนั้นถึงวันนี้ โครงการส่งเสริมการอ่านของครูปุ๋มเป็นอย่างไรบ้าง ชวนมาติดตามกัน

 

1. แนวคิดสร้างโครงการ

กิจกรรมแต่ละโครงการที่ผ่านของครูปุ๋มใช้ชื่อว่า ยิ่งเล่น ยิ่งฉลาด, School Bus, ชวนครู เลือก เล่า เล่น, ชวนแม่ เลือก เล่า เล่น, Moblie Library และ สร้างเด็กสองภาษาด้วยการอ่าน แต่ละโครงการไม่ได้ดำเนินไปพร้อมกัน

“พอมีเหตุให้เราต้องย้ายที่อยู่ บางโครงการใช้กับสถานที่ใหม่ไม่ได้ เลยต้องคิดรูปแบบอื่นมาทดแทน เพราะเราต้องยอมรับความจริงที่ว่า กิจกรรมที่จัดมีทั้งที่ดีและไม่ดีเป็นธรรมดา บางโครงการตอบรับดีทว่าต้องเลิกไปก็มี”

ยกตัวอย่าง ‘School Bus’ ซึ่งครูปุ๋มทำตอนอยู่เชียงใหม่ โครงการนี้คือการขึ้นไปเล่านิทานบนรถนักเรียน เนื่องจากทุกค่ายทหารมีรถรับส่งเด็ก

“เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างการเดินทางไปโรงเรียน และเด็กหนีเราไม่ได้ อุปกรณ์คือหนังสือหนึ่งเล่มกับโทรโข่ง แต่ปรากฏว่ามีคุณแม่ท่านหนึ่งร้องเรียนมาว่าทำให้ลูกเขาไม่ได้นอน จริงๆ เวลาครึ่งชั่วโมงบนรถมันไม่นานเลย เด็กแทบไม่มีเวลานอนอยู่แล้ว แต่ถ้าผู้ปกครองไม่โอเค เราก็หยุดดีกว่า”

อีกโครงการคือ ‘Mobile Library’ หรือห้องสมุดเคลื่อนที่ ครูปุ๋มนำเด็กในค่ายทหารที่เชียงใหม่มาเป็นเด็กสาธิต ปัจจุบันเธอย้ายมาเป็นอาจารย์ที่นครนายก

“ไม่ว่าจะทำโครงการอะไร เราเริ่มจากเด็กในค่ายก่อน การนำห้องสมุดเคลื่อนที่ไปตั้งทุกเย็น ทำให้รู้ว่าต้องจัดกิจกรรมยังไง พอมีความแม่นยำตรงนี้ เราเลยออกไปจัดข้างนอก ตอนนั้นเป็นนายทหารกิจการพลเรือน มีลูกน้องเป็นนายสิบประมาณ 10 คน ทำได้ยิ่งใหญ่อย่างใจเนรมิต และผลตอบรับดีมาก ได้รับเชิญเดือนละ 3-4 งาน รู้สึกว่ามันดีมาก

“จากเชียงใหม่ ขยายผลไปถึงเชียงราย พิษณุโลก ลพบุรี เราเป็นคาราวานเคลื่อนที่ มีรถกระบะบรรทุกหนังสือและชั้น 2 คัน รถตู้ 1 คัน แต่พอเปลี่ยนที่อยู่ กลับมาเป็นอาจารย์ เราไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีทีมงาน เราคนเดียวคุมเด็กไม่ได้ เกิดปัญหาระหว่างเด็กเล็กกับเด็กโต จึงตัดสินใจหยุด โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีและเข้าถึงเด็กได้ แต่ปัญหาคือถ้าไม่มีทีมงานมันก็จบ ในที่สุดเลยต้องย้ายฐานที่มั่นไปใช้พิพิธภัณฑ์เด็กฯ จตุจักร ในการจัดกิจกรรม”

กิจกรรมที่ครูปุ๋มว่าคือเปิดรับคุณแม่เข้าโครงการ ‘ชวนแม่ เลือก เล่า เล่น’ ซึ่งเริ่มต้นโดยไอเดียสนุกๆ จากโมเดลการขายเครื่องสำอาง

“(หัวเราะ) ดูว่าเขาขายกันยังไง ทำไมถึงขายดีมาก ได้ข้อสรุปว่า เขาไม่ได้ไปลงขายลูกค้าเป็นรายบุคคลแบบที่เราเคยเข้าไปหาเด็ก แต่ไปรับสมัครแม่ค้าด้วยกัน ให้แม่ค้านี่แหละสต็อกของเยอะๆ แล้วสร้างเครือข่าย ช่วยกันโพสต์ ช่วยกันแชร์ให้คนเห็นสินค้าเยอะๆ เราเลยเริ่มจากการไปจัดนิทรรศการหนังสือรางวัล Caldecott* ซึ่งเป็นรางวัลที่มีการมอบทุกปี โดยสมาคมเพื่อบริการห้องสมุดแก่เด็ก

“งานนี้จัดที่พิพิธภัณฑ์เด็กจตุจักร มีสาธิตการอ่านนิทาน จัดกิจกรรมที่สอดรับกับนิทาน และมีการเปิดรับคุณแม่เข้าร่วมโครงการผ่านทางเพจ ‘นิทานสองแขน’  มีกติกาคือ การให้หนังสือคุณแม่ไป โดยต้องถ่ายรูปตอนเล่านิทานและทำกิจกรรมกับเด็กอย่างน้อย 5 คน มาให้เราทุกสัปดาห์ จริงๆ ระบบคิดของมันเป็น Interlibrary loan หรือ การยืมหนังสือ นั่นเอง โดยทางโครงการมีหนังสืออยู่ 1,000 เล่ม

“พอครอบครัวนี้เบื่อก็ส่งหนังสือคืนมา เราจะส่งชุดใหม่กลับไปให้ หมุนเวียน 1 ปี ก็จะได้อ่านกันครบทุกครอบครัวพอดี อย่างตอนนี้พ่อแม่ตื่นตัวเรื่องการทำ 2 ภาษา ฉะนั้นเราต้องใช้จุดที่พ่อแม่อยากได้มาตอบโจทย์ เลยเลือกหนังสือภาษาอังกฤษ ไปจนถึงทำแผนการสอนแจกไปด้วย มันก็ได้ทั้งการอ่านและพัฒนาภาษาให้เด็กไปพร้อมๆ กัน”

จุดประสงค์ที่แท้ซึ่งครูปุ๋มแอบเก็บไว้ลึกๆ ไม่บอกใครเลยคือ เธอต้องการส่งเสริมการอ่าน ในทัศนะของเธอ ถ้าเด็กรักการอ่าน ปัญหาทุกอย่างในโครงสร้างใหญ่จะค่อยๆ คลี่คลาย

“ปัญหาเรื่องการศึกษาตอนนี้มันกระทบทั้งระบบ เพราะเด็กไม่ยอมอ่านหนังสือ ในที่สุดแล้วถ้าเราตัดเกรดกันจริงๆ เด็กจะได้ไม่ถึงมาตรฐาน แต่ด้วยความที่เขาเป็นลูกศิษย์ ก็ต้องช่วยๆ กัน อย่างนี้ไม่ถูก เด็กจบไปไม่มีความรู้สมกับคุณวุฒิปริญญาตรี อ่านเขียนหนังสือไม่คล่อง เขียนผิด แบบนั้นมันไม่ใช่ ฉะนั้นเราต้องแก้กันที่การอ่าน ต้องเริ่มป้องกันและแก้ไขปัญหานี้จากเด็กปฐมวัยเลย เดินเตาะแตะได้ เรารับเข้าโครงการแล้ว”

2. เทคนิคการเลือกหนังสือให้เหมาะสมกับช่วงวัยของเด็ก

ครูปุ๋มอธิบายให้เห็นภาพว่า ผู้ปกครองในบ้านเราต้องการให้บุตรหลานอ่านออกเขียนได้ไวๆ เนื่องจากคิดว่าเป็นเช่นนั้นคือเด็กฉลาด แต่จริงๆ แล้วคือการกดดันเด็กมากเกินไป

“เราต้องสู้กับค่านิยมตรงนี้ สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 3 ขวบ ให้อ่านแล้วเข้าใจว่าตัวหนังสือคือการถอดรหัส ตัวหนังสือมีความสัมพันธ์กับภาพ เอาแค่นี้พอ ไม่ต้องเข้าใจเรื่องราวความหมาย ฉะนั้นช่วงอายุนี้เลือกหนังสือที่มีภาพเยอะๆ ตัวหนังสือน้อยๆ จากนั้นค่อยๆ ลดภาพ เพิ่มตัวหนังสือไปตามวัย ง่ายๆ แค่นี้เอง”

เห็นง่ายๆ แบบนี้แต่อุปสรรคในการสื่อสารกับพ่อแม่เด็กย่อมเกิดขึ้นแน่นอน ครูปุ๋มเล่าให้ฟังถึงตอนที่เธอทำงานกับ คุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเด็กโดยตรง คุณหมอก็แนะนำคล้ายคลึงกัน

“เลยยกแนวคิดนี้ของคุณหมอประเสริฐที่สังคมค่อนข้างให้ความเชื่อถือมากๆ มาอธิบายให้พ่อแม่เข้าใจ ว่าเราใช้วิธีเลือกหนังสือตามคุณหมอนะ อีกวิธีหนึ่งคือไปเลือกคลิปวิดีโอของเพื่อนที่เขาสอนลูกอ่าน หรือเด็กๆ ที่ดูเข้าท่าเข้าทาง แล้วนำไปโพสต์ลงในเพจนิทานสองแขนให้พ่อแม่ดู ทำให้เห็นว่ามีแหล่งอ้างอิงน่าเชื่อถือ มันก็มีผลต่อวิธีคิดของพ่อแม่เหมือนกัน”

 

3. ภาครัฐต้องสนับสนุน

เกี่ยวกับการขอทุนเพื่อโครงการ ครูปุ๋มบอกว่าเคยขอ แต่ไม่เคยได้ จนในที่สุดต้องเลิกล้มความตั้งใจ

“เพราะมันเสียเวลามากในการเขียนโครงการ บางโครงการรอเวลาเป็นเดือน พอผ่านช่วงเวลานั้นไปเด็กไม่ใช่ของเราแล้ว พอเราห่างเขาไป ความใกล้ชิดความไว้เนื้อเชื่อใจหมดไปแล้ว ต้องมาเริ่มใหม่ ขอจนเลิกขอ

“ที่ทำอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะเพื่อนๆ ที่เห็นเราโพสต์บนเฟซบุ๊กช่วยบริจาค ร้านหนังสือบริจาค แล้วก็ได้จากการขึ้นเวทีของ PUBAT ใน 1 ปี ขึ้น 5 ครั้ง จะได้มาประมาณ 20,000 บาท ตรงนี้คือหลักๆ เลย นอกนั้นไม่ขอแล้ว

“เราต้องเข้าใจด้วยว่าประเทศเราไม่ใช่ประเทศที่คนจะซื้อหนังสือ เราเป็นประเทศยากจน โครงการที่มันตอบรับเรื่องปากท้องน่าจะได้รับการพิจารณาก่อน เราต้องยอมรับ ถ้าเราไปรอตรงนั้นมันจะผิดหวังและเสียเวลาเปล่า ทำอะไรได้ต้องทำ ช่วยอะไรได้ต้องช่วยกันไปก่อน”

 

4. ‘Book Never Died’

กับประโยค ‘หนังสือไม่มีวันตาย’ นั้น ครูปุ๋มเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่เธอขอเสริมว่า คนไม่อ่านหนังสือต่างหากจะมีปัญหา

“ปัจจุบันนี้คนอ่านหนังสือน้อยลงจริงๆ ที่เป็นอย่างนี้เพราะอะไร ก็สังคมไทยทำให้เป็นอย่างนี้ เป็นสังคมวรรณคดีมุขปาฐะ คนชอบสุนทรภู่ ชอบลิเก เราทุกคนดูบ้านทรายทอง ดูสวรรค์เบี่ยง ดูรากนครา มีกี่เวอร์ชั่นแล้วก็ดู แต่เราไม่เคยอ่าน พอเป็นอย่างนี้เลยเคยชิน

“จากที่วัฒนธรรมการอ่านเราอ่อนแออยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้สังคมให้ความสำคัญกับเปลือกมาก โดยลืมไปว่าการอ่านทำให้เกิดความเป็นเลิศ แต่เราให้ความสำคัญกับรถ มือถือ กระเป๋า ไลฟ์สไตล์ที่ดูหรูหรา อวดผ่านเฟซบุ๊ก วัฒนธรรมการอ่านมีอุปสรรคจากวัฒนธรรมการอวดสิ่งเหล่านี้

“เราไม่อวดกันว่าอ่านหนังสืออะไร สังคมไทยจึงไม่รู้สึกว่าต้องอ่าน พ่อแม่ซื้อสมาร์ทโฟนให้ลูก ให้เขาไปทำศัลยกรรม ไปขายครีมหน้าเด้ง ส่วนการอ่านหนังสือพ่อแม่นึกไม่ออกว่าจะทำให้ลูกรวยได้ยังไง พ่อแม่ไม่รู้ว่าการอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ผลักให้ลูกเรารอด ถ้าเราอ่านหนังสือเราจะรู้ว่าผีเสื้อสมุทรก็มีแง่งาม”

จับจากน้ำเสียงของครูปุ๋มทำให้เราทราบว่า ปัญหาการอ่านทุกวันนี้เป็นเรื่องระดับโครงสร้างแล้ว คือต้องทำให้เห็นว่าการอ่านเป็นรูปธรรม จับต้องได้ ทำนองอ่านแล้วได้อะไร

“สิ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือคือ critical mind หรือ ทักษะการคิดวิเคราะห์ ซึ่งจะนำไปสู่ความเป็นเลิศด้านอื่นๆ แต่ปัจจุบันในโรงเรียนเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการอ่านหนังสือ อย่างเช่นหนังสืออ่านนอกเวลา พอถามครูก็ตอบกลับมาว่าเขายุ่งมากแล้ว จำนวนเด็กมากเกินไป ซึ่งอันนี้เป็นปัญหาของระบบ และปัญหาระดับรัฐบาล

“ตอนนี้โครงการที่ทำอยู่เริ่มมีเครือข่ายที่ขยายตัวกว้างขึ้น แต่ยังไม่สามารถปลุกกระแสได้มาก เราอาจเป็นหน่วยที่เล็กเกินไปในสายตารัฐบาล แต่คิดว่าใหญ่พอในการลองผิดลองถูก ตัวเราเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เราคุยกับครูเด็กเล็กเรื่องการเตรียมเด็กให้รักการอ่าน เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา เหมือนเป็นสะพานระหว่างอาจารย์มหาวิทยาลัยกับครูเด็กเล็ก”

ท้ายสุดครูปุ๋มฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ว่า ให้เริ่มต้นวันนี้เลย ชวนลูกมานั่งตัก แล้วโอบกอดเขาด้วยสองแขนและหนังสือ

———————-

*รางวัล Caldecott เป็นรางวัลที่มีการมอบทุกปี จัดโดยสมาคมเพื่อบริการห้องสมุดแก่เด็ก (Association for Library Service to Children) ซึ่งเป็นสมาคมหนึ่งของสมาคมห้องสมุดอเมริกัน (American Library Association) ที่มอบให้แก่ผู้ที่สรรค์สร้างผลงานหนังสือภาพสำหรับเด็กในแต่ละปีภายใต้ชื่อที่เป็นเกียรติแก่นักวาดภาพประกอบชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 19 รูดอล์ฟ คัลเดค็อตต์ (Randolph Caldecott)

 

ซึ่งกิจกรรมนี้กำลังจะมีขึ้นที่ พิพิธภัณฑ์เด็กฯ จตุจักร พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถพาลูกๆ ไปเข้าร่วมกิจกรรมกับครูปุ๋ม ตามวันและเวลาดังกล่าวได้เลย