เปิดใจ ‘มิ่งมานัส ศิวรักษ์’ หลังโกดังหนังสือมหาศาลของ ‘เคล็ดไทย’

โดยไม่เจตนา, เราไพล่นึกไปถึงตัวละครเอกในนิยายดิบเพี้ยน ความเปลี่ยวดายอันกึกก้องเกินต้าน ของนักเขียนชาวเช็ก โบฮุมิล ฮราบัล เขามีอาชีพเป็นคนทำลายหนังสือ วรรณกรรมและงานเขียนขึ้นหิ้งมากมายถูกทำลายทิ้งจนป่นปี้ย่อยยับ

ส่วนกิจกรรมที่อยู่ตรงหน้าเรานั้นต่างออกไป หลังเสียงเหล็กคมกริบเฉือนครืดคราดลงบนปึกกระดาษที่เรียกว่าหนังสือ พนักงานหญิงวัยกลางคนหันมาเฉลยกับเราว่า

“นี่คือการเจียนหนังสือค่ะ เมื่ออายุถึงระดับหนึ่ง ขอบของหลายๆ เล่มจะเหลือง วิธีนี้ช่วยได้”

นี่ถ้าไม่ได้มาเดินดูกับตาตนเองในโกดังเก็บหนังสือของ ‘เคล็ดไทย’ ย่านศาลายา คงไม่มีวันได้เห็นกรรมวิธีแปลกตาเช่นนี้ ไม่ต่างจากอีกหลายๆ เรื่องที่น่าสนใจ

ใช้คำว่าท่วมหัวก็คงไม่ผิดนัก คลังหนังสือในโกดังแห่งนี้มีจำนวนมากมายมหาศาลจนผู้มาเยี่ยมเยือนย่อมเกิดความรู้สึกอันแตกต่างกันออกไป ทึ่ง… ตกใจ… สะเทือนอารมณ์… เสียดาย… กระทั่งเกิดคำถาม… จะตกอยู่ในข้อไหนก็ตาม ทั้งหมดล้วนเป็นกระจกส่องสะท้อนถึงอะไรบางอย่าง และแน่นอน ไม่มากก็น้อย การสนทนาอย่างเปิดอกด้วยทัศนคติของความห่วงใยกัน ย่อมก่อให้เกิดทิศทางในการแก้ปัญหา

“เช็คยอดล่าสุดเมื่อวันก่อนรวมทั้ง 2 โกดังก็ราว 6 ล้านเล่ม”  (ข้อมูลเดือนธันวาคม 2560)

คือเสียงของ ‘มิ่งมานัส ศิวรักษ์’ กรรมการและผู้ช่วยผู้จัดการบริษัท เคล็ดไทย จำกัด ที่เพิ่งเปิดคลังหนังสือให้นักอ่านได้เข้ามาจับจ่ายซื้อหาในราคาพิเศษเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 40 ปี  

“เฉพาะพื้นที่สำหรับเก็บหนังสือตรงนี้ประมาณ 250-300 ตารางวา ฝั่งนี้เป็นหนังสือที่มีการเคลื่อนไหวน้อย เรามีอีกแห่งด้วย ตรงนั้นก็บริเวณทั้งหมด 1 ไร่ เป็นหนังสือใหม่”

อย่างสั้นและรวบรัดที่สุด ‘สายส่งศึกษิต’ หรือนามสาธารณะรับรู้ว่า ‘สายส่งเคล็ดไทย’ ก่อตั้งโดย สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ในปี 2510 โดยเริ่มต้นจากการทำร้านหนังสือศึกษิตสยามควบคู่สำนักพิมพ์ ก่อนดำเนินกิจการจัดจำหน่ายในเวลาต่อมา มิ่งมานัสเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า หนังสือเป็นสินค้าที่มีหลายรูปแบบ ออกเป็นช่วงๆ ดังนั้นความยากคือทำอย่างไรให้หนังสือเล่มนั้นๆ ไปอยู่ในร้านหนังสือที่เหมาะสมที่สุด บนสมการจำนวนพิมพ์ต่อเล่มที่จำกัด อีกหน้าที่ของสายส่งจึงต้องช่วยคัดเลือก ไปจนถึงแนะนำหนังสือให้ลูกค้ารับรู้ในเบื้องต้นก่อนถึงหน้าร้าน

แน่นอนว่า รายจ่ายหลักๆ ของสายส่งคือค่าขนส่งกับเงินที่ต้องจ่ายให้สำนักพิมพ์ ทว่าสิ่งที่เราอาจนึกไม่ถึงคือ ค่าจัดการคลังสินค้าอีกด้วย ยังไม่รวมค่าจ้างพนักงานและอื่นๆ ยิบย่อย ระบบการทำงานของสายส่งหนังสือนั้นมีหลักๆ 2 แบบ คือฝากขายและสำนักพิมพ์ขายขาด แบบแรกมีการกระจายหนังสือไปตามร้านต่างๆ โดยให้เครดิตในการขาย 30-60 วัน เมื่อถึงเวลาก็เก็บเงินจากร้านแล้วนำจ่ายให้สำนักพิมพ์หลังจากหักส่วนแบ่ง (หากหนังสือ 100 บาท สายส่งคิดอยู่ที่ 30-40 บาท โดยแบ่งร้านหนังสือจากส่วนนี้ 15-25 บาท) ส่วนแบบหลังเป็นการยกหนังสือทั้งหมดให้ดูแล โดยสายส่งจ่ายเงินให้เป็นก้อน

สำหรับกรณีพิเศษที่เรียกว่า Advance เป็นระบบที่ใช้กับสำนักพิมพ์ที่ติดต่อกันมานานเท่านั้น คือสายส่งจ่ายล่วงหน้าให้ก่อน เนื่องจากเข้าใจภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ของทางสำนักพิมพ์ เมื่อขายได้จึงมีการหักยอดกันภายหลัง

“เราทยอยส่งคืนหนังสือกลับสำนักพิมพ์อยู่เรื่อยๆ แต่บางรายนานจนเราติดต่อไม่ได้แล้ว บางรายยังเคลียร์ค่าใช้จ่ายไม่ได้ ก็เลยยังฝากไว้อยู่ มีหลายรูปแบบ”

เมื่อถามถึงตัวเลขหลักหลายล้านในคลังเป็นสิ่งควรตกใจไหม

“แรกๆ ตกใจ ตอนนี้เริ่มชินแล้ว (หัวเราะ) เพราะเวลาส่งคืนก็เป็นจำนวนเยอะเหมือนกัน แต่สิ่งที่ช่วงนี้ต่างไปจากเดิมคือ ระยะฝากหน้าร้านจะสั้น หนังสือกลับมาที่เราเร็วขึ้น ตรงนี้จึงต้องรับภาระค่อนข้างหนัก เป็นภาระที่เราต้องจัดการคืนสำนักพิมพ์ให้เร็วที่สุด เป็นจุดที่ต้องปรับตัวกันทุกคน เพราะสำนักพิมพ์ก็อาจเคยชินกับการฝากนานๆ ต้องพูดคุยกันว่าทำยังไงได้บ้าง”

สำหรับวิธีจัดการในระยะยาว มิ่งมานัสกล่าวว่า หากเป็นส่วนของหนังสือใหม่ ต้องคุยกับสำนักพิมพ์เรื่องการคืนและการประเมินจำนวนพิมพ์ให้พอดีกับยอดการสั่งแต่ละครั้งมากขึ้น

“ยกตัวอย่าง หนังสือประเภทนี้มียอดสั่งซื้อพื้นฐานประมาณนี้ สำนักพิมพ์สามารถพิมพ์ให้ใกล้เคียงกับตัวเลขนี้ได้ไหม ส่วนหนังสือเก่า ต้องคุยว่าจะปรับคืนยังไง มีเล่มไหนที่ยังอยากให้คงอยู่และกระจายร้านค้าบ้าง ส่วนหนังสือที่เก่ามากๆ หลายที่ก็ใช้วิธีคล้ายๆ กัน คือเลหลัง อาจมีสับทิ้ง ซึ่งสรรพากรจะมองว่าเราตั้งใจทำให้ขาดทุนเพื่อเสียภาษีน้อยลง หลายๆ ที่ก็มีปัญหาแบบเดียวกัน”

จากสถานการณ์ของสิ่งพิมพ์ที่ดูน่าเป็นห่วง ด้วยการปิดตัวของนิตยสารหลายๆ ฉบับ แต่เธอให้ความเห็นว่า ปีนี้หนังสือเล่มประเภทวรรณกรรมกลับออกมาเยอะ ทั้งวรรณกรรมไทยและวรรณกรรมแปล รวมถึงวรรณกรรมที่เคยพิมพ์เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ก็ได้มีการนำกลับมาพิมพ์ใหม่

จากข้อมูลจริงปีที่ผ่านมาซึ่งเคล็ดไทยรวบรวมมีหลายข้อน่าสนใจ พบว่าปีนี้หนังสือปกแข็งออกมาเยอะมาก โดยหากถอยหลังไปในรอบ 5-10 ปี หลายสำนักพิมพ์เริ่มทำหนังสือชนิดนี้ พูดกันตามตรงคือเป็นหนังสือที่ราคาสูงกว่า บางสำนักพิมพ์ทำปกแข็งอย่างเดียว บางสำนักพิมพ์ทำทั้ง 2 แบบ อาจเป็นงานวรรณกรรมคลาสสิกหรือประวัติศาสตร์ ไว้สำหรับการเก็บสะสม

ข้อมูลในเว็บไซต์ the paperless ระบุว่า ที่ต่างประเทศ หนังสือปกแข็งจะออกก่อน จากนั้นค่อยออกแบบปกอ่อนเป็น paperback และถึงจะเป็นแบบพกพา ราคาประหยัด ที่กระดาษไม่ค่อยดี

วรรณกรรมแปลในคลังสายส่งเคล็ดไทยมีสัดส่วนสูงมากที่สุด เนื้อหาหลากหลายขึ้น ทั้งใหม่และคลาสสิกที่เป็นสำนวนแปลใหม่ สิ่งหนึ่งที่สายส่งเคล็ดไทยประหลาดใจคืองานปกแข็งที่นำต้นฉบับเก่าๆ พวกบันทึก จดหมายเหตุ หรือประวัติศาสตร์ต่างๆ มาพิมพ์ ด้านบทกวีก็ยังมีตีพิมพ์ทั้งไทยและงานแปล ส่วนหนังสือใหม่ของนักเขียนไทยในปีที่ผ่านมายังคงสร้างสรรค์งานออกมาอย่างต่อเนื่อง

ในเชิงโครงสร้าง มิ่งมานัสอยากเห็นภาครัฐส่งเสริมการอ่านอย่างจริงจัง ที่เหลือเป็นแง่มุมของการสนับสนุนภาคธุรกิจหนังสือ

“ส่งเสริมการอ่านเป็นเรื่องพื้นฐาน มันจะช่วยหนังสือบางรายการได้ แต่อย่างเดียวอาจไม่พอ ที่อยากให้ช่วยจริงจังคือแง่ธุรกิจหนังสือ โดยการสนับสนุนเงิน รัฐบาลของบางประเทศมองว่าธุรกิจหนังสือไม่ใช่แค่ธุรกิจอย่างเดียว แต่มันคือการส่งเสริมวัฒนธรรม ส่งเสริมความเป็นชาติ ถ้าคิดแบบนี้อาจทำให้เกิดการช่วยเหลือได้หลากหลายขึ้น เช่น ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดภาษี

“ประเด็นหนึ่งที่เพิ่งคุยกัน คือพอหนังสือมันเก่า สภาพเริ่มไม่ดี ขายไม่ออก ฝ่ายบัญชีจะบอกว่าห้ามโละนะ เดี๋ยวมีปัญหา เพราะรัฐยังมองว่าหนังสือเป็นสินค้าที่ไม่มีค่าเสื่อม ถึงแม้จะมีอายุเกิน 10 ปีแล้ว คุณก็ต้องคิดต้นทุนราคาเต็มเวลาขาย พอเอามาโละแบบนี้มันทำให้ดูขาดทุน แล้วก็เอาไปหักภาษีไม่ได้ ตรงนี้รัฐก็น่าจะช่วย เพราะจริงๆ หนังสือก็เสื่อมไปตามอายุของมัน”

มองไปถึงปัญหาคลาสสิกเรื่องคนไทยไม่นิยมอ่านหนังสือว่าสามารถประเมินเป็นสถิติได้ชัดเจนเลยไหม มิ่งมานัสบอกว่าค่อนข้างชัด

“โซเชียลมีเดียมีประโยชน์ ทว่าต้องยอมรับว่าสิ่งนี้ช่วงชิงเวลาไปมากเช่นกัน คนนึกถึงหนังสือน้อยลง จริงๆ เหมือนกับว่ามันไม่ใช่วัฒนธรรมด้วย ช่วงหลังมานี้พอไปคุยกับทางโรงเรียน ก็ได้คำตอบว่าเด็กไม่อ่านหนังสือแล้ว ทำให้โรงเรียนก็ไม่รู้สึกว่าจะต้องปลูกฝังการอ่านมากเท่าไร หลายที่ก็บอกเด็กไม่เข้าห้องสมุด ถ้าอย่างนั้นตัดงบประมาณห้องสมุดดีไหม ซึ่งนั่นคือการมองปลายเหตุ จริงๆ ถ้าเด็กไม่ชอบ เราควรสร้างความคุ้นเคย ทำให้เขาอยากอ่านมากขึ้น

“ที่พูดว่าคนนึกถึงหนังสือน้อยลง ก็ค่อนข้างชัดเจนทั้งในแง่ของการขายและจำนวนพิมพ์ต่อเล่มที่ลดลง แถวโกดังไม่มีร้านหนังสือเลย คนที่มาก็ตื่นเต้น พอเห็นหนังสือในราคาที่จับต้องได้ก็สนใจมาเลือกซื้อ เด็กหลายคนดีใจวิ่งไปวิ่งมาที่ได้หนังสือ รู้สึกว่าเพราะหนังสือราคาสูงจนดูจับต้องยากขึ้นหรือเปล่า ที่เป็นสาเหตุของการตัดขาดรากฐานของคนอ่านหนังสือ

“เมื่อก่อนตอนออกจากโรงเรียน เราจะเห็นรถเข็นหนังสือ 10 บาท เป็นหนังสือการ์ตูนหรืออะไรที่เข้าถึงคนง่าย พอคนแถวนี้มาแล้วเห็นเลข 10 บาท เขาวิ่งเข้าไปซื้อเลย บางคนขี่มอเตอร์ไซค์มาทุกวัน ซื้อไปให้ลูกอ่าน จบแล้วก็มาซื้อใหม่”

เจาะลึกไปถึงเรื่องราคาหนังสือที่อาจไม่ได้สัดส่วนกับค่าครองชีพ เรื่องนี้มิ่งมานัสบอกว่าพูดยาก ถ้าภาครัฐสามารถช่วยได้ อาจทำให้คนเข้าถึงหนังสือได้ง่ายขึ้น

“หลายครั้งราคาหนังสือบนแผงทำให้รู้สึกว่าแพงจริงๆ เคยคุยกับคนที่มาซื้อเขามักบอกว่าเห็นเล่มนั้นเล่มนี้นานแล้ว อยากทดลองอ่าน แต่ราคาสูงมาก ไม่กล้าซื้อ คือถ้าภาครัฐช่วยให้ราคาหนังสือลดลงได้ บนพื้นฐานที่ว่าธุรกิจหนังสือ ไม่ใช่ธุรกิจ 100% น่าจะดี เราเองคุยกันว่าภายในสำนักพิมพ์ที่เราผลิตหนังสือ อยากลดราคาหนังสือลงเหมือนกัน ยังไม่ได้วิเคราะห์จริงจัง แต่สังเกตเห็นว่าพอราคามันซื้อง่าย มันก็ขายได้เร็ว”

ถามว่าเรื่องนี้สามารถเชิญทุกฝ่ายในแวดวงหนังสือมาพูดคุยกันได้ไหม มิ่งมานัสให้ความเห็นว่า เรื่องราคาขายบางครั้งมองกันคนละมุม อยากให้คุยกันเรื่องวิธีทำให้หนังสือเข้าถึงคนอ่านมากขึ้น

“จะทำยังไงให้หนังสือมันกระจายไปได้มากที่สุด ถึงมือทุกคนทุกชนชั้น เราไม่อยากแบ่งแยกว่าหนังสือฉันต้องเหมาะกับคนกลุ่มนี้เท่านั้น การเข้าถึงคนอ่านได้มาก ทำให้ฐานการอ่านมากขึ้น คอนเทนต์ในสมาร์ทโฟนก็เน้นการอ่านการเข้าถึงคนแทบทุกคน  แล้วทำไมหนังสือกลายเป็นของที่เข้าถึงคนยาก จุดนี้รู้สึกแปลกๆ”

“มีโมเดลของต่างประเทศที่น่าสนใจบ้างไหม” เราสงสัย

“เวลาไปออกงานหนังสือที่ต่างประเทศ” มิ่งมานัสว่า “เรารู้สึกชอบเพราะเขายกกระทรวงวัฒนธรรมมาเลย เอามาโชว์ความเป็นประเทศ หนังสือสำหรับเขาเป็นตัวแทนของประเทศในการสื่อสารกับผู้คนภายนอก ส่วนของเราเหมือนไปในลักษณะธุรกิจหนังสือ คนที่มาออกโรงแทนเราก็เป็นกรมการค้าระหว่างประเทศ พอสรุปงานเขาก็จะถามถึงยอดขายที่เป็นตัวเงิน มากกว่ามองจำนวนคนที่เข้าชมบูธ หรือการเผยแพร่วัฒนธรรม เพราะหนังสือก็คือวัฒนธรรม หลายๆ เล่มพูดถึงท้องถิ่น ภูมิภาค ซึ่งตรงนี้ต่างประเทศให้ความสนใจ”

มิ่งมานัสปิดท้ายว่า หากร้านหนังสือได้รับการสนับสนุนตามแนวคิดนี้ด้วยยิ่งเป็นเรื่องดี เนื่องจากมีคนอยากทำตรงนี้เยอะ ติดต่อเข้ามาหาเธอบ่อยมาก

“ปัจจุบันคนที่จะทำให้อยู่รอดก็ลำบาก ค่าใช้จ่ายเยอะ เปอร์เซ็นต์จากการฝากขายก็ไม่ได้มาก ต้องใจรักจริงๆ”

เมื่อพลิกปกหลังของนิยายชื่อยาว ความเปลี่ยวดายอันกึกก้องเกินต้าน ที่เกริ่นไว้แต่ต้น เราจะเห็นข้อความสั้นๆ น่าสนใจว่า วรรณกรรมแปลเล่มนี้เชิญชวนให้ผู้อ่านใคร่ครวญถึงคุณค่าของหนังสือ และเสรีภาพที่เราทุกคนควรมีสิทธิ์เข้าถึงความรู้อย่างเท่าเทียม

ใช่แล้ว, ก่อนที่หนังสือดีๆ มากมายจะถูกทำลายลงแบบในตัวบท