พ่อแม่คนดังกับหนังสือเล่มโปรดที่อ่านกับลูก

กิจกรรมในการสานความรักความอบอุ่นของแต่ละครอบครัวนั้นย่อมแตกต่างกันออกไป เราเชื่อเหลือเกินว่า พ่อและแม่ยุคใหม่ต่างต้องการให้ลูกเติบใหญ่ด้วยอ้อมแขนอันปลอดภัยและสร้างสรรค์ หนึ่งในกิจกรรมที่ปราศจากโทษภัย ซ้ำยังเสริมสร้างจินตนาการให้ลูกได้ดีคงหนีไม่พ้น การเอกเขนกเอนกายนอนอ่านหนังสือด้วยกันอย่างสบายอารมณ์

ในโอกาสวันเด็กปีนี้ เราชวนไปสำรวจกันว่าพ่อและแม่คนดังในสาขาอาชีพต่างๆ เคยอ่านอะไรกับลูกบ้าง หลายความเห็นน่าสนใจ และไม่สงวนลิขสิทธิ์ ได้ทั้งความใกล้ชิด รวมไปถึงเพิ่มพูนสุขภาวะรักการอ่านให้ลูกน้อยไปพร้อมๆ กัน

ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

น้องพรีส ลูกสาวผมอายุแค่ 2 ขวบ แต่ชอบหนังสือนิทานที่เกี่ยวกับช้างมาก เพราะเธอชอบช้างมากๆ ทั้งอุ้มตุ๊กตาช้าง ร้องเพลงช้างช้างช้าง ฯลฯ นิทานที่เกี่ยวกับช้างก็อย่างเช่น ซีรีส์ช้างเปา หรือเล่มอื่นๆ อย่าง หางไหนกันนะ ฯลฯ รวมถึงหนังสือภาพสัตว์ที่มีรูปช้าง เป็นเล่มที่อ่านกันแทบทุกคืนเลย

หากโตขึ้น ผมอยากให้ลูกได้อ่านพวกประวัติบุคคลสำคัญของโลก พวกนักวิทยาศาสตร์เอกของโลก ศิลปินเอกของโลก ฯลฯ อาจเป็นแนวการ์ตูนก่อน แล้วค่อยๆ ขยับเปลี่ยนเป็นหนังสือก็ได้ ลูกจะได้มีแรงบันดาลใจ หรือมีไอดอล มีต้นแบบ ในการดำเนินชีวิตต่อไปข้างหน้าครับ

 

พอลลีน งามพริ้ง เชฟและเจ้าของร้าน Pauline Kitchen

ปกติชอบอ่านหนังสือนิทานที่มีภาพประกอบให้ลูกฟัง จำพวกสิงห์สาราสัตว์ และบทบาทของสัตว์แต่ละตัวในการอยู่ร่วมกันท่ามกลางป่าใหญ่ ซึ่งคิดว่ามันสามารถสะท้อนถึงความสำคัญของคนอาชีพต่างๆ ในสังคมได้

ถ้าเขาโตกว่านี้ อยากให้เลือกอ่านหนังสือที่ตรงกับความสนใจเฉพาะทางของเขา ไม่ต้องเป็นวรรณกรรมสละสลวยอะไร หากเป็นคนรักการอ่านและรู้จักใฝ่หาความรู้ในวิชาชีพเพิ่มเติม ย่อมส่งผลดีกับเขาแน่นอน

แต่ถ้าให้แนะนำจริงๆ อยากให้มีโอกาสอ่านเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ เพราะเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กด้อยโอกาสในสังคม ทว่าก็ยังมีความรื่นเริงและน่ารักในแบบของตนได้ เป็นหนังสือที่อ่านแล้วยิ้มได้ตลอดทั้งเรื่อง

 

ลอร่า ศศิธร วัฒนกุล นักธุรกิจ พิธีกร

มีหลักเลือกง่ายๆ 3 อย่างคือ ตามวัย ตามความชอบ และตามความเหมาะสม

อย่างวัยเด็กจะเน้นพวกหนังสือโฟมนิ่มๆ ลอยน้ำได้ จับได้ ขยำได้ ซึ่งมักเป็นหนังสือเกี่ยวกับสิงสาราสัตว์ทั้งหลาย ถ้าเป็นหนังสือในความทรงจำมีอยู่ 2-3 เล่ม

เล่มแรกชื่อ คุณฟองนักแปรงฟัน เนื้อหาน่ารักๆ เกี่ยวกับการแปรงฟัน เล่มที่สองชื่อ กุริกับกุระ เป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นความอุตสาหะแบบคนญี่ปุ่น เสน่ห์ของเรื่องนี้คือเขาแปลภาษาไทยให้เป็นลักษณะของคำกลอนคล้องจอง เช่น กุริกับกุระเดินทางไกลด้วยกันนะ กระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ด้วยคำว่า เอ๊ะ อะไรนะ ทำให้เราใช้หนังสือเป็นการสื่อสารสองทาง คือหยุดถามลูก หนูคิดว่าไง เดี๋ยวไปยังไงต่อ

เล่มที่สามคือ SUPERBOOK เป็นเรื่องเกี่ยวกับพ่อแม่เล่าเรื่องศีลธรรมจรรยาในบริบทของศาสนาคริสต์ให้แก่ลูกได้อย่างสนุกสนาน เป็นการเปิดประตูใจ ภาพสวย สีสดใส ไม่น่าเบื่อ แล้วสามารถเชื่อมไปสื่ออื่น อาทิ อะนิเมชั่น คลิป ซีดี ซึ่งเหมาะกับเด็กยุคใหม่

เราเลือกกิจกรรมอ่านหนังสือเพราะเป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่างแม่กับลูก สร้างสัมพันธ์ความรัก เอาลูกนั่งตัก กอดเขา อ่านหนังสือด้วยกัน บางครั้งเราอยากบอกอะไร สอนอะไร เราก็จะใช้หนังสือนิทาน หนังสือเด็ก หนังสือภาพมาเป็นตัวช่วย ไม่ได้พูดหรือสั่งอย่างเดียว

คิดว่าหนังสือที่ลูกอ่านตอนเด็กมีผลกับลูกตอนโตอย่างแน่นอน แต่คงไม่ทั้งหมด อยู่ที่ลักษณะนิสัย การเลี้ยงดูของพ่อแม่ บรรยากาศโดยรวมของครอบครัวด้วย ตอนนี้ลูกสาวอายุ 15 ปีแล้ว เป็นหนอนหนังสือเลยล่ะ มีหนังสือเล่มโปรดของเขาเป็นช่วงๆ อย่างช่วงนี้เขาเป็นนักเดินทาง ก็จะอ่าน เถื่อน 7 ของ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

ส่วนคนเล็กเป็นนักอ่านที่ข้ามรุ่น เพราะมีหนังสือของพี่ให้อ่านเยอะ สมมติวัยเดียวกันพี่เคยอ่านปุริกับปุระ ก็ข้ามไปอ่านสารานุกรมชีวิตสัตว์โลก ชีวิตใต้น้ำ ชอบสไตล์วิทยาศาสตร์มากกว่า พอโตขึ้นมาอีกนิดหนังสือโปรดก็จะเปลี่ยนเป็น ครอบครัวตึ๋งหนืด โตขึ้นมาอีกก็เป็นพวกซีรีส์เกี่ยวกับรัชกาลที่ 9 อ่านอะไรที่มีสาระมากขึ้น

ส่วนหนังสือที่อยากแนะนำให้ลูกอ่านเป็นพิเศษคือ พระคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งมีสำหรับทุกช่วงวัย มีตั้งเล่มเล่มปกหนา กระดาษแข็ง เด็กจับถนัดมือ กัดได้ด้วย เป็นเรื่องสั้นเกี่ยวกับอดัมเอวา การทรงสร้างโลก มีสัตว์ น้ำท่วมโลก เหมาะกับเด็ก พอโตขึ้นก็เป็นพระคัมภีร์แบบการ์ตูนช่อง หรือเป็นเล่มแบบที่ผู้ใหญ่อ่านกัน เลือกให้ลูกตามวัย เพราะในไบเบิลมีทุกเรื่อง ทั้งการวางตัว ความรัก การคบเพื่อน การเรียน การใช้เงิน การดูแล และสุขภาพ

 

 

วีรพร นิติประภา นักเขียนรางวัลซีไรต์ประจำปี 2558

ลูกเติบโตมากับการได้เลือกหนังสือเอง ที่เขาชอบในราวๆ ตอนเริ่มอ่านคือ ดิลลี่ไดโนน้อยจอมกวน กับ น้องเล็กยังร้ายอยู่ โตขึ้นหน่อยก็เป็น แม่มด และเรื่องอื่นๆ ของโรอัลด์ ดาห์ล น่าจะไม่มีอะไรพิเศษนอกจากสนุกมากกับมีอารมณ์ขันร้ายกาจ

ลูกอ่านอย่างสนุก อ่านต่อเนื่องมาตลอด และชอบมากกว่าเล่นของเล่น เขาอ่านหนังสือแตกเร็ว 7-8 ขวบก็อ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ ความหนาหลายๆ ร้อยหน้าแล้ว และโตมาก็เป็นนักอ่านที่เข้มแข็ง พอๆ กับเป็นนักคิดที่เข้มข้น อีกอย่างคือเขาตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อจะอ่านบางเล่มที่แปลไม่ทันใจหรือไม่มีแปลซึ่งเป็นงานของนักเขียนคนโปรด ตอนนี้ภาษาอังกฤษดีมาก

ถามว่ามีเล่มไหนอยากแนะนำเขาไหม ไม่มีค่ะ แค่เคยบอกไปว่าให้หาอ่านเองเยอะๆ จะได้เจอเล่มที่ชอบ และพาไปงานสัปดาห์หนังสือด้วยทุกครั้ง กัดฟันรอเขาเลือกหนังสือซึ่งนานมาก (หัวเราะ) พอโตหน่อยลูกก็ไม่ชอบไปสัปดาห์แล้ว เพราะเสียงในงานดังจนไม่มีสมาธิเลือก ชอบไปร้านหนังสือมากกว่า

 

นทธี ศศิวิมล นักเขียน, แอดมินเพจไอย์ประจำวัน

นิทานเล่มที่หยิบมาอ่านกับน้องไอย์และเอวาบ่อยที่สุดคือเล่มที่ไม่มีตัวหนังสือค่ะ อย่าง ลูกสัตว์น่ารัก กับเล่ม ลูกสัตว์ไปกับแม่ ซึ่งเป็นหนังสือภาพที่มีแต่ภาพสัตว์น่ารักๆ หลายชนิดในอิริยาบถต่างๆ การที่ไม่มีตัวหนังสือเลย ทำให้สามารถดัดแปลงเนื้อหา บทสนทนา และรายละเอียดอื่นๆ ลงไปได้อย่างอิสระ ใช้จินตนาการร่วมกันได้เต็มที่ อ่านแต่ละครั้งอาจไม่เหมือนกันเลยก็ได้ ทำให้ไม่เบื่อเลยค่ะ

คิดว่าภาพประกอบที่น่ารักสวยงามและความทรงจำด้านความรู้สึกตอนที่เราได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันน่าจะทำให้เขาเป็นคนจิตใจอ่อนโยน มีความคิดยืดหยุ่น ไม่คับแคบ และสามารถดูแลครอบครัวของตนเองในอนาคตได้ด้วยทัศนคติที่ดีค่ะ

ตอนนี้เริ่มอ่านแบบที่มีภาพประกอบเรื่องบ้างอย่าง วินนีเดอะพูห์ ถ้าโตกว่านี้อีกนิด พอเริ่มอ่านคล่องแล้วคงให้เป็นวรรณกรรมเยาวชนที่ซับซ้อนขึ้นพวก โต๊ะโตะจัง, ต้นส้มแสนรัก, โมโม่ งานของโรอัลด์ ดาห์ล แล้วค่อยขยับสู่วรรณกรรมผู้ใหญ่ต่อไป ที่วรรณกรรมเพราะหนังสือเรียนและวิชาการลูกต้องอ่านอยู่แล้วตามหน้าที่นักเรียน

 

บุญสมิทธิ์ พุกกะณะสุต พิธีกรรายการ foodwork

ที่อ่านกับลูกคือหนังสือเกี่ยวกับสัตว์ต่างๆ เพื่อฝึกภาษา และเรียนรู้คำศัพท์ไปด้วยกันครับ คิดว่าน่าจะส่งผลทางบวก ได้ภาษา รวมถึงส่งผลให้เป็นเด็กรักสัตว์ มีจิตใจเมตตาครับ ตอนนี้น้องพาสต้าชอบหนังสือที่เกี่ยวกับสัตว์ทุกชนิดเลยครับ โดยเฉพาะปลาต่างๆ

ส่วนถ้าจะให้แนะนำอะไรเป็นพิเศษ ผมว่าหนังสือแบบไหนก็ได้ครับ แค่คุณอ่านและปลูกฝังให้ลูกๆ รักการอ่าน คุณพ่อคุณแม่ควรมีเวลาอ่านกับลูกๆ และปลูกฝังเรื่องนี้ อ่านอะไรก็ดีทั้งนั้น ยังไงก็ดีกว่าเล่นโทรศัพท์แน่นอน

 

ปิดท้ายด้วยคำตอบของ เรวัต สังข์ช่วย หรือที่เด็กๆ รู้จักในฉายา พี่น้ำเย็น สุดยอดขั้นเทพ ผู้ดำเนินรายการคลื่นวิทยุเด็ก FM 105 MHz ที่แม้ยังไม่มีลูก แต่ก็มีความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการอ่าน ทั้งสำหรับน้องๆ หนูๆ และคุณพ่อคุณแม่

1.หนังสือเล่มโปรดของคุณเล่มไหนที่คิดว่าน้องๆ ไม่ควรพลาด เพราะอะไร

ผมชอบอ่านหนังสือเกือบทุกแนว และมีหนังสือที่ชอบอ่านหลายเล่ม ส่วนหนังสือที่ชอบมากที่สุดและอ่านซ้ำบ่อยๆ คือ เจ้าชายน้อย หรือ The Little Princeหรือ Le Petit Prince หนังสือเล่มเล็กๆ ที่มีภาพประกอบสวยงาม เล่มนี้ถือเป็นวรรณกรรมคลาสสิกระดับโลก ผลงานของ อองตวน เดอ แซงแตก-ซูเปรี มีเนื้อหาเข้าใจได้อย่างง่ายๆ แต่แฝงความฝันและปรัชญาที่ยิ่งใหญ่มากๆ อ่านครั้งแรกสมัยเรียนมัธยมฯ อ่านเวอร์ชั่นภาษาฝรั่งเศสด้วย เพราะตอนนั้นเรียนสายศิลป์ภาษา อ่านแล้วหลงเลย

เมื่อโตขึ้นมา ความเข้าใจและความสนุกในการอ่านก็เป็นอีกมุมมองหนึ่ง หนังสือเล่มนี้ช่วยให้เราปรับมุมมองในการมองโลก ช่วยให้เราเลือกทำในสิ่งที่รักและมีความสุขจริงๆ ไม่มุ่งหวังเรื่องเงินหรือผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว

2. หนังสือที่อ่านในวัยเด็ก มีผลต่อความคิดของตัวคุณเมื่อเติบโตขึ้นมากน้อยแค่ไหน

หนังสือมีผลอย่างมากต่อความคิดและทัศนคติของมนุษย์ ผมเองก็เช่นกัน เด็กที่เติบโตในต่างจังหวัดอย่างผม ไม่ได้มีหนังสือดีๆ อ่านมากนัก การอ่านหนังสือเรียน จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุด ในวัยเด็กของผม เป็นการอ่านออกเสียง เสียงดัง ฟังชัด อ่านให้พ่อแม่ฟังว่าอ่านถูกไหม ชัดไหม เมื่อพบข้อผิดพลาด พ่อแม่ก็ช่วยแนะนำหรืออ่านให้ฟังเป็นตัวอย่าง การอ่านหนังสือในวัยเด็กจึงเป็นเรื่องสนุก ลุ้น และท้าทาย เมื่อโตมา จึงชื่นชอบการอ่านและสามารถอ่านได้เร็ว จับใจความได้ และหลงรักการอ่านไปโดยอัตโนมัติ

3. คิดว่าผู้ปกครองควรมีหลักการเลือกหนังสืออย่างไรให้ลูกหลานอ่าน

ในมุมมองส่วนตัวคิดว่า พ่อแม่ควรเลือกหนังสือที่มีรูปภาพเยอะๆ ให้เด็กเล็กอ่าน เพราะเด็กเล็กจะเพลิดเพลินและรักการอ่าน สำหรับเด็กโต ควรเป็นหนังสือที่เป็นความสนใจของเขาเอง เช่น วิทยาศาสตร์ ดวงดาว หุ่นยนต์ การ์ตูนหรืออะไรก็ได้ที่เด็กโตกำลังสนใจ

เรื่องสำคัญที่สุดคือ การอ่านหนังสือด้วยกัน จะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้เกิดความสุขจากการอ่าน และเป็นช่วงเวลาคุณภาพของครอบครัว สำหรับเด็กเล็ก พ่อแม่ควรเอานั่งตัก แล้วอ่านให้ลูกฟัง ชี้รูป เปิดกระดาษ ชวนพูด ชวนคุย สำหรับเด็กโต พ่อแม่ควรช่วยลูกเลือกหนังสือ รวมถึงอ่านหนังสือเล่มนั้นด้วย พอลูกอ่านจบ พ่อแม่อ่านต่อ ครอบครัวจะได้มีหัวข้อพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ชอบไหม เห็นด้วยไหม ลูกคิดอย่างไร พ่อแม่คิดอย่างไร